หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
หน้า: 1 [2]   ลงล่าง
ผู้เขียน หัวข้อ: มหาปรินิพพานสูตร : พระเจ้าอชาตศัตรูประสงค์ปราบแคว้นวัชชี  (อ่าน 7335 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 897

Email : workshop773@hotmail.com



ประทานโอวาทแก่ภิกษุสงฆ์ (เล่มสีน้ำเงินที่ 13 หน้าที่ 320)
               [๑๔๑]  ครั้งนั้น    พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า
ดูก่อนอานนท์ บางที่พวกเธอจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า ปาพจน์มีพระศาสดาล่วงแล้ว   
พระศาสดาของพวกเราไม่มี  ข้อนี้พวกเธอไม่พึงเห็นอย่างนั้น  ธรรมก็ดีวินัยก็ดีอันใดอันเราแสดงแล้ว   
ได้บัญญัติไว้แล้วแก่พวกเธอ  ธรรมและวินัย อันนั้นจักเป็นศาสดาแห่งพวกเธอ   โดยกาลล่วงไปแห่งเรา


ดูก่อนอานนท์   บัดนี้พวกภิกษุเรียกกันและกันด้วยวาทะว่า อาวุโสฉันใด โดยล่วงไปแห่งเรา  ไม่ควรเรียกกันฉันนั้น   
ภิกษุผู้แก่กว่าพึงเรียกภิกษุผู้อ่อนกว่าโดยชื่อหรือโดยโคตรหรือโดยวาทะว่าอาวุโส 
ภิกษุผู้อ่อนกว่า พึงเรียกภิกษุผู้แก่กว่าว่า ภนฺเต  หรืออายสฺมา   

ดูก่อนอานนท์  ถ้าสงฆ์ปรารถนาจะถอนสิกขาบทเล็กน้อยเสียบ้างบ้างจงถอนเถิด  โดยล่วงไปแห่งเรา 
พึงลงพรหมทัณฑ์แก่ฉันนภิกษุ โดยล่วงไปแห่งเรา.   

ท่านพระอานนท์กราบทูลถามว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    ก็พรหมทัณฑ์เป็นไฉน.     

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  ฉันนภิกษุพึงพูดได้ตามที่ตนปรารถนาภิกษุทั้งหลายไม่พึงว่า  ไม่พึงโอวาท  ไม่พึงสั่งสอน.

              [๑๔๒]   ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า 
ดูก่อนภิกษุทั้งหลายความสงสัยเคลือบแคลงในพระพุทธ  พระธรรม พระสงฆ์ มรรคหรือในข้อปฏิบัติจะพึงมีแก่ภิกษุแม้รูปหนึ่ง 
พวกเธอจงถามเถิด อย่าได้มีความร้อนใจภายหลังว่า  พระศาสดาอยู่เฉพาะหน้าเราแล้ว   
เรายังมิอาจทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าที่เฉพาะพระพักตร์. 
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว พวกภิกษุเหล่านั้นก็พากันนิ่งอยู่.   
แม้ครั้งที่สอง... 
แม้ครั้งที่สามภิกษุเหล่านั้นก็พากันนิ่งอยู่.

               ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
ภิกษุทั้งหลายบางทีพวกเธอไม่ถามแม้เพราะความเคารพในพระศาสดา    แม้ภิกษุผู้เป็นสหายจงบอกแก่ภิกษุผู้สหายเถิด.   
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้  แล้วพวกภิกษุเหล่านั้นก็พากันนิ่งอยู่ 

ท่านพระอานนท์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  น่าอัศจรรย์  ไม่เคยมีมาแล้ว 
ข้าพระองค์เลื่อมใสในภิกษุสงฆ์อย่างนี้ว่า   ความสงสัยเคลือบแคลงในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
มรรคหรือในข้อปฏิบัติไม่มีแม้แก่ภิกษุรูปหนึ่ง  ในภิกษุสงฆ์หมู่นี้.   

ดูก่อนอานนท์เธอพูดเพราะความเลื่อมใส  ตถาคตหยั่งรู้ในข้อรู้ในข้อนี้เหมือนกันว่า   ความสงสัยเคลือบแคลง
ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มรรคหรือข้อปฏิบัติไม่มีแม้แก่ภิกษุรูปหนึ่ง  ในภิกษุสงฆ์หมู่นี้.

บรรดาภิกษุ ๕๐๐ รูปเหล่านี้   ภิกษุรูปที่ต่ำที่สุดก็เป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยง มีอันจะตรัสรู้ในภายหน้า.

พระปัจฉิมวาจา (เล่มสีน้ำเงินที่ 13 หน้าที่ 322)
              [๑๔๓]  ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บัดนี้
เราขอเตือนพวกเธอว่า  สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา   พวกเธอจงยังความไม่ประมาท
ให้ถึงพร้อมเถิด.    นี้เป็นพระปัจฉิมวาจาของพระตถาคต.



ปรินิพพาน (เล่มสีน้ำเงินที่ 13 หน้าที่ 322)
              [๑๔๔]  ลำดับนั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเข้าปฐมฌาน   ออกจากปฐมฌานแล้ว   
เข้าทุติยฌาน   ออกจากทุติยฌานแล้ว  เข้าตติยฌาน  ออกจากตติยฌานแล้ว  เข้าจตุตถฌาน 
ออกจากจตุตถฌานแล้ว  ทรงเข้าอากาสานัญจายตนะ ออกจากอากาสานัญจายตสมาบัติแล้ว 
เข้าวิญญาณัญจายตนะ  ออกจากวิญญาณัญจายตนสมาบัติแล้ว เข้าอากิญจัญญายตนะ 
ออกจากอากิญจัญญายตนะสมาบัติแล้ว  เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนะ  ออกจากเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติแล้ว   
ทรงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ.
               ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์ได้ถามท่านพระอนุรุทธะว่า   พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพาน
แล้วหรือ  ท่านพระอนุรุทธะกล่าวว่า  อานนท์ผู้มีอายุพระผู้มีพระภาคเจ้ายังไม่เสด็จปรินิพพาน
ทรงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ.
               ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติแล้ว 
เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนะ ออกจากเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติแล้ว    เข้าอากิญจัญญายตนะ 
ออกจากอากิญจัญญายตนะสมาบัติแล้ว    เข้าวิญญาณัญจายตนะ  ออกจากวิญญาณัญจายตนสมาบัติแล้ว 
เข้าอากาสานัญจายตนะ  ออกจากอากาสานัญจายตนสมาบัติแล้ว  เข้าจตุตถฌาน   ออกจากจตุตถฌานแล้ว
เข้าตติยฌาน ออกจากตติยฌานแล้ว   เข้าทุติยฌาน ออกจากทุติยฌานแล้ว  เข้าปฐมฌาน   
ออกจากปฐมฌานแล้ว  เข้าทุติยฌาน   ออกจากทุติยฌานแล้วเข้าตติยฌาน  ออกจากตติยฌานแล้ว   
เข้าจตุตถฌาน  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงออกจากจตุตถฌานแล้ว   เสด็จปรินิพพานในลำดับ     
(แห่งการพิจารณาองค์จตุตถฌานนั้น).
               [๑๘๕]  เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว    พร้อมกับการปรินิพานได้เกิดแผ่นดินไหว
ใหญ่  เกิดความขนพองสยองเกล้าน่าพึงกลัว ทั้งกลองทิพย์ก็บันลือขึ้น.

พรหมกล่าวสังเวคธรรม (เล่มสีน้ำเงินที่ 13 หน้าที่ 323)
               [๑๔๖]  เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว   พร้อมกับปรินิพพานท้าวสหัมบดีพรหมได้
กล่าวคาถานี้ว่า
                         สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง  จักต้องทอดทิ้งร่างกายไว้ในโลก 
               แต่พระตถาคตผู้เป็นศาสดาเช่นนั้น    หาบุคคลจะเปรียบเทียบมิได้ในโลก 
           เป็นพระสัมพุทธเจ้า  ทรงมีพระกำลัง   ยังเสด็จปรินิพพาน.


              [๑๔๗]  เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว  พร้อมกับปรินิพพาน  ท้าวสักกจอมเทพ
ได้ตรัสพระคาถาว่า 
                         สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ  มีความเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา   
                         ย่อมเกิดขึ้นและดับไป  ความเข้าไปสงบสังขารเหล่านั้นได้เป็นสุข.


               [๑๔๘]  . . .ท่านพระอนุรุทธะ  ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า 
                        ลมอัสสาสะปัสสาสะของพระมุนีผู้มีพระทัยตั้งมั่น  คงที่   ไม่หวั่นไหว   
               ปรารภสันติทำกาละมิได้มีแล้ว.   พระองค์มีพระทัยไม่หดหู่  ทรงอดกลั้นเวทนาได้แล้ว 
           ความพ้นแห่งจิตได้มีแล้ว  เหมือนดวงประทีปดับไปฉะนี้.


               [๑๔๙]  . . ท่านพระอานนท์   ได้กล่าวคาถานี้ว่า
                         เมื่อพระสัมพุทธเจ้า ประกอบด้วยอาการอันประเสริฐทั้งปวง 
                ปรินิพพานแล้ว ในครั้งนั้นได้เกิดอัศจรรย์  น่าพึงกลัวและเกิดความขนพองสยองเกล้า.


               [๑๕๐]  เมื่อพระผู้มีภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว  บรรดาภิกษุเหล่านั้นพวกภิกษุยังมีราคะ
ไม่ไปปราศแล้ว    บางพวกประคองแขนทั้งสองคร่ำครวญอยู่ล้มลงกลิ้งเกลือกไปมาเหมือนเท้าขาด 
รำพันว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานเร็วนัก  พระสุคตปรินิพพานเร็วนัก  พระองค์ผู้มีพระจักษุในโลก
อันตรธานเร็วนัก.   ส่วนพวกภิกษุที่มีราคะไปปราศแล้ว   มีสติสัมปชัญญะอดกลั้นอยู่ว่า 
สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ ข้อนั้น   จะหาได้ในสังขารนี้แต่ที่ไหน.

               [๑๕๑]  ครั้งนั้น ท่านพระอนุรุทธะเตือนภิกษุทั้งหลายว่า  อย่าเลยผู้มีอายุทั้งหลาย 
พวกท่านอย่าเศร้าโศกอย่าร่ำไรไปเลย  เรื่องนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอกไว้ก่อนแล้วไม่ใช่หรือว่า
ความเป็นต่าง ๆ ความพลัดพราก  ความเป็นอย่างอื่นจากสิ่งและบุคคลอันเป็นที่รักที่ชอบใจทั้งสิ้นต้องมี
ข้อนั้นจะหาได้ในสิ่งและบุคคลอันเป็นที่รักที่ชอบใจนี้แต่ที่ไหน  สิ่งใดเกิดแล้วมีแล้วปัจจัยปรุงแต่งแล้ว
มีความทำลายเป็นธรรมดา  ความปรารถนาว่า  ขอสิ่งนั้นอย่าทำลายไปเลยดังนี้  ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้

พวกเทวดาพากันยกโทษอยู่.   
               ท่านพระอานนท์ถามว่า   ท่านอนุรุทธะ  พวกเทวดากระทำไว้ในใจเป็นอย่างไร. 
               พระอนุรุทธะตอบว่า อานนท์ มีเทวดาบางพวกสำคัญอากาศว่าเป็นแผ่นดิน สยายผมประคองแขนทั้งสองคร่ำครวญอยู่   
ล้มลงกลิ้งเกลือกไปมาเหมือนเท้าขาดแล้วรำพันว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานเร็วนัก   พระสุคตปรินิพพานเร็วนัก 
พระองค์ผู้มีพระจักษุในโลกอันตรธานเร็วนัก มีเทวดาบางพวกสำคัญแผ่นดินว่า เป็นแผ่นดินสยายผมคร่ำครวญอยู่... อันตรธานเร็วนัก. 
               ส่วนเทวดาที่ปราศจากราคะแล้ว   มีสติสัมปชัญญะอดกลั้นอยู่ว่า   สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอข้อนั้นจะหาได้ในสังขารนี้แต่ที่ไหน.
               ลำดับนั้น   ท่านอนุรุทธะและท่านพระอานนท์ยังราตรีที่เหลือนั้น   ให้ล่วงไปด้วยธรรมีกถา.
ท่านพระอนุรุทธะสั่งท่านพระอานนท์ว่า ไปเถิด  อานนท์ ท่านจงเข้าไปเมืองกุสินารา   
บอกแก่พวกมัลลกษัตริย์เมืองกุสินาราว่า    ดูก่อนวาสิฏฐะทั้งหลาย  พระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว
ขอพวกท่านจงทราบกาลอันควรในบัดนี้เถิด.   
               ท่านพระอานนท์รับคำท่านพระอนุรุทธะแล้ว  เวลาเช้านุ่งแล้ว   ถือบาตรและจีวรเข้าไปเมืองกุสินาราลำพังผู้เดียว.


บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 897

Email : workshop773@hotmail.com



แจ้งข่าวปรินิพพาน  (เล่มสีน้ำเงินที่ 13 หน้าที่ 325)
               [๑๕๒]  สมัยนั้น พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินารา ประชุมกันที่สัณฐาคารด้วยเรื่องพระนิพพานนั้น.
ลำดับนั้น   ท่านพระอานนท์ไปยังสัณฐาคารของเจ้ามัลละเมืองกุสินารา  ได้บอกแก่เจ้ามัลละ
เมืองกุสินาราว่า ดูก่อนวาสิฏฐะทั้งหลายพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้ว 
ขอท่านทั้งหลาย จงสำคัญกาลอันควรในบัดนี้เถิด.  เจ้ามัลละ โอรส  สุณิสา  และปชาบดีฟังคำนี้ของท่านพระอานนท์แล้ว มีความทุกข์ 
เสียพระทัยเปี่ยมด้วยทุกข์ใจ บางพวกสยายผมประคองพระหัตถ์ทั้งสองคร่ำครวญคร่ำครวญ   ล้มลงกลิ้งเกลือกไปมา
เหมือนมีพระบาทขาดแล้วทรงรำพันว่า  พระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานเร็วนัก พระสุคตปรินิพพานเร็วนัก
พระองค์ผู้มีจักษุในโลกอันตรธานเร็วนัก. 
               ครั้งนั้น เจ้ามัลละเมืองกุสินารารับสั่งกะพวกบุรุษว่า   พวกท่านจงเตรียมของหอมดอกไม้
และเครื่องดนตรีทุกชนิดในเมืองกุสินาราให้พร้อม. เจ้ามัลละเมืองกุสินารา   ถือเอาของหอมดอกไม้
เครื่องดนตรีทุกชนิดและผ้า ๕๐๐  คู่   เสด็จไปยังสาลวันอันเป็นที่แวะพักของพวกเจ้ามัลละ   
เสด็จเข้าถึงสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้า  สักการะ   เคารพ  นับถือ  บูชาพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้า
ด้วยการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคม ของหอม  ดอกไม้  ดาดเพดานผ้าตกแต่งโรงมณฑล   ยังวันนั้นให้ล่วงไปด้วยประการอย่างนี้.   
พวกเจ้ามัลละมีพระดำริว่า  การถวายพระเพลิงพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้าในวันนี้หมดเวลาเสียแล้ว 
พรุ่งนี้พวกเราจักถวายพระเพลิงพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้า.
               พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินารา สักการะ เคารพ  นับถือ   บูชาพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้า
ด้วยการฟ้อนรำ ขับร้องประโคม ของหอมดอกไม้   ดาดเพดานผ้าตกแต่งโรงมณฑล    ยังวันแม้ที่ ๒
ที่  ๓  ที่  ๔  ที่  ๕  ที่  ๖  ให้ล่วงไปแล้ว ครั้นถึงวันที่  ๗   พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินารามีพระดำริว่า
พวกเราสักการะเคารพ นับถือ บูชาพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยการฟ้อนรำขับร้องประโคมของหอมดอกไม้   
จักเชิญไปทางทิศทักษิณแห่งพระนครเชิญไปภายนอกพระนคร  ถวายพระเพลิงพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทางทิศทักษิณแห่งพระนคร.

มัลลปาโมกข์  ๘ (เล่มสีน้ำเงินที่ 13 หน้าที่ 327)
           [๑๕๓]   สมัยนั้น   มัลลปาโมกข์  ๘  องค์     สระสรงเกล้าแล้วทรงนุ่งผ้าใหม่ด้วยทรงดำริว่า
เราจักยกพระสรีระพระผู้มีพระภาคเจ้า    ย่อมไม่อาจจะยกขึ้นได้.   พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินราได้ถาม
ท่านพระอนุรุทธะว่า   ท่านอนุรุทธะอะไรหนอเป็นเหตุ  อะไรหนอเป็นปัจจัย  มัลลปาโมข์ ๘ องค์นี้
ผู้สระสรงเกล้าแล้ว   ทรงนุ่งผ้าใหม่ด้วยดำริว่า       เราจักยกพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมไม่
อาจยกขึ้นได้. 
               พระอนุรุทธะกล่าวว่า   ดูก่อนวาสิฏฐะทั้งหลาย    พวกท่านมีความประสงค์อย่างหนึ่ง
พวกเทวดามีความประสงค์อย่างหนึ่ง.  เจ้ามัลละกามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พวกเทวดามีความประสงค์
อย่างไร.
               พระอนุรุทธะกล่าวว่า  ดูก่อนวาสิฏฐะทั้งหลาย      พวกท่านมีความประสงค์ว่า   เราสักการะ
เคารพ   นับถือ บูชาพระสรีระพระผู้มีพระภาคเจ้า   ด้วยการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคม ดอกไม้   ของ
หอม จักเชิญไปทางทิศทักษิณแห่งพระนคร  แล้วเชิญไปภายนอกพระนคร ถวายพระเพลิงพระสรีระ
ของพระผู้มีพระภาคเจ้า   ทางทิศทัณษิณแห่งพระนคร   เทวดามีความประสงค์ว่า  เราสักการะเคารพ
เคารพ  นับถือ    บูชาพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้า   ด้วยการฟ้อนรำ  ขับร้อง ประโคม ดอกไม้
ของหอม อันเป็นทิพย์จักเชิญไปทางทิศอุดรแห่งพระนครแล้วเข้าสู่พระนครโดยทวารทิศอุดร
เชิญไปท่ามกลางพระนคร   แล้วออกโดยทวารทิศบูรพา  แล้วถวายพระเพลิงพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้า
มกุฏพันธนเจดีย์ของพวกเจ้ามัลละ  ทางทิศบูรพาแห่งพระนคร. 
เจ้ามัลละกล่าวว่า ขอให้เป็นไปตามความประสงค์ของพวกเทวดาเถิด.
               สมัยนั้น เมืองกุสินาราดาดไปด้วยดอกมณฑารพ โดยถ่องแถวประมาณแค่เข่า  จนตลอด
ที่ต่อแห่งเรือนบ่อของโสโครกและกองหยากเยื่อ  ครั้งนั้นพวกเทวดาและพวกเจ้ามัลละเมืองกุสินารา
สักการะ  เคารพ  นับถือ  บูชาพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้า  ด้วยการฟ้อนรำ  ขับร้อง
ประโคมดอกไม้ของหอม ทั้งที่เป็นทิพย์  ทั้งที่เป็นของมนุษย์  เชิญไปทางทิศอุดรแห่งพระนคร แล้วเชิญไปสู่พระนคร
โดยทวารทิศอุดร  เชิญไปท่ามกลางพระนคร  แล้วออกไปโดยทวารทิศบูรพาแล้ววางพระสรีระพระผู้มีพระภาคเจ้า
ณ มกุฏพันธนเจดีย์ของพวกเจ้ามัลละ ทางทิศบูรพา  แห่งพระนคร.   
               ลำดับนั้น  พวกเจ้ามัลละได้ถามท่านพระอานนท์ว่า พวกข้าพเจ้าจะพึงปฏิบัติในพระสรีระของพระตถาคตอย่างไร. 
ท่านพระอานนท์กล่าวว่า   ดูก่อนวาสิฏฐะทั้งหลาย   พวกท่านพึงปฏิบัติในพระสรีระพระตถาคต 
เหมือนที่เขาปฏิบัติในพระสรีระของพระเจ้าจักรพรรดิฉะนั้น.   เขาปฏิบัติในพระสรีระของพระเจ้าจักรพรรดิเป็นอย่างไรเล่า.
               ดูก่อนวาสิฏฐะทั้งหลาย   เขาห่อพระสรีระของพระเจ้าจักรพรรดิด้วยผ้าใหม่  แล้วซับด้วยสำลี
แล้วห่อด้วยผ้าใหม่  โดยอุบายนี้ห่อพระสรีระของพระเจ้าจักรพรรดิด้วยผ้า   ๕๐๐  คู่ แล้วเชิญพระสรีระลงในรางเหล็กอันเต็มด้วยน้ำมัน
ครอบด้วยรางเหล็กอื่น   แล้วกระทำจิตกาธานด้วยไม้หอมทุกชนิดถวายพระเพลิงพระสรีระของพระเจ้าจักรพรรดิแล้ว 
สร้างพระสถูปของพระเจ้าจักรพรรดิไว้ที่ที่ทางใหญ่  ๔  แพร่ง   เขาปฏิบัติในพระสรีระของพระเจ้าจักรพรรดิด้วยประการฉะนี้แล   
พวกท่านพึงปฏิบัติในพระสรีระพระตถาคต  เหมือนที่เขาปฏิบัติในพระสรีระของพระเจ้าจักรพรรดิฉะนั้น 
พึงสร้างพระสถูปพระตถาคตไว้ในหนทางใหญ่ ๔ แพร่ง ชนเหล่าใดจักยกขึ้นซึ่งพวงมาลัยของหอมหรือจุณจักอภิวาท 
หรือจักยังจิตให้เลื่อมใสในพระสถูปนั้น    ข้อนั้นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล   เพื่อความสุขแก่ชนเหล่านั้นตลอดกาลนาน.
               ลำดับนั้น   พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินารารับสั่งกะพวกบุรุษว่า   ดูก่อนพนาย  ถ้าอย่างนั้น
พวกท่านจงเตรียมสำลีไว้พร้อมเถิด.   พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราห่อพระสรีระพระผู้มีพระภาคเจ้า
ด้วยผ้าใหม่   แล้วซับด้วยสำลี   แล้วห่อด้วยผ้าใหม่โดยอุบายนี้  ห่อพระสรีระพระผู้มีพระภาคเจ้า
ด้วยผ้า ๕๐๐ คู่   แล้วเชิญลงในรางเหล็กอันเต็มด้วยน้ำมัน  ครอบด้วยรางเหล็กอื่น  แล้วกระทำจิตกาธาน
ด้วยไม้หอมทุกชนิด  แล้วจึงเชิญพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้าขึ้นสู่จิตกาธาน.
บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 897

Email : workshop773@hotmail.com



เรื่องพระมหากัสสปเถระ  (เล่มสีน้ำเงินที่ 13 หน้าที่ 329)
              [๑๕๔]  สมัยนั้น   พระมหากัสสปะพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ  ๕๐๐ รูป
เดินทางจากเมืองปาวาสู่เมืองกุสินารา.    ลำดับนั้น    ท่านมหากัสสปะแวะออกจากทาง
แล้วนั่งพักที่โคนไม้ต้นหนึ่ง.
               สมัยนั้น      อาชีวกคนหนึ่ง   ถือดอกมณฑารพในเมืองกุสินาราเดินทางไกลมาสู่เมืองปาวา.
ท่านมหากัสสปะได้เห็นอาชีวกนั้นมาแต่ไกล  จึงถามอาชีวกนั้นว่า ดูก่อนผู้มีอายุ  ท่านยังทราบข่าว
พระศาสดาของเราบ้างหรือ.
               อาชีวกตอบว่า เราทราบอยู่  พระสมณโคดมปรินิพพานได้ ๗ วัน  เข้าวันนี้   
นี้ดอกมณฑารพ เราถือมาแต่ที่นั้น   
               บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุเหล่าใดยังไม่ปราศจากราคะ  ภิกษุเหล่านั้นบางพวกประคองแขนทั้งสองคร่ำครวญอยู่   
ล้มลงกลิ้งเกลือกไปมาเหมือนเท้าขาดแล้วรำพันว่า  พระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานเร็วนัก   พระสุคตปรินิพพานเร็วนัก   
พระองค์ผู้มีพระจักษุในโลกอันตรธานเร็วนัก. 
               ส่วนภิกษุเหล่าใดปราศจากราคะ    ภิกษุเหล่านั้นมีสติสัมปชัญญะอดกลั้นอยู่ว่า    สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ 
ข้อนั้นจะหาได้ในสังขารนี้แต่ที่ไหน.

เรื่องสุภัททวุฑฒบรรพชิต (เล่มสีน้ำเงินที่ 13 หน้าที่ 329)
               [๑๕๕]  สมัยนั้น   บรรพชิตผู้บวชเมื่อแก่ชื่อสุภัททะ   นั่งอยู่ในบริษัทนั้น.     
สุภัททวุฑฒบรรพชิตได้กล่าวกะพวกภิกษุว่า  อย่าเลยผู้มีอายุ พวกท่านอย่าเศร้าโศก   อย่าร่ำไรไปเลย   
เราพ้นดีแล้ว     ด้วยว่าพระมหาสมณะนั้นเบียดเบียนพวกเราอยู่ว่า   สิ่งนี้ควรแก่เธอ  สิ่งนี้ไม่ควรแก่เธอ
ก็บัดนี้พวกเราปรารภในสิ่งใด   ก็จักกระทำสิ่งนั้น  ไม่ปรารถนาสิ่งใด   ก็จักไม่กระทำสิ่งนั้น.
               ลำดับนั้น พระมหากัสสปะเตือนภิกษุทั้งหลายว่า   อย่าเลยผู้มีอายุ     พวกท่านอย่าเศร้าโศก
อย่าร่ำไรไปเลย    พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสสอนไว้อย่างนี้ก่อนแล้วไม่ใช่หรือว่า   ความเป็นต่าง ๆ
ความพลัดพราก      ความเป็นอย่างอื่นจากสิ่งและบุคคลเป็นที่รักที่ชอบทั้งหมดต้องมี    ข้อนั้นจะหา
ได้ในสิ่งและบุคคลที่รักที่ชอบใจนี้แต่ที่ไหน    สิ่งใดเกิดแล้ว    มีแล้ว    ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว   มีความ
ทำลายเป็นธรรมดา  ความปรารถนาว่าขอสิ่งนี้ อย่าทำลายไปเลยดังนี้  ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้.


มัลลปาโมกข์  ๔  (เล่มสีน้ำเงินที่ 13 หน้าที่ 330)
               [๑๕๖]   สมัยนั้น    มัลลปาโมกข์ ๔ องค์   สระสรงเกล้าแล้วทรงนุ่งผ้าใหม่ด้วยดำริว่า   
เราจักยังไฟให้ติดจิตกาธานของพระผู้มีพระภาคเจ้า    ก็ย่อมไม่อาจให้ติดได้.   
               ลำดับนั้น  พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราได้ถามท่านพระอนุรุทธะว่า 
ท่านอนุรุทธะอะไรหนอเป็นเหตุ    อะไรหนอเป็นปัจจัย ที่มัลลปาโมกข์๔ องค์เหล่านี้     
ผู้สระสรงเกล้าแล้วทรงนุ่งผ้าใหม่ด้วยดำริว่า   เราจักยังไฟให้ติดจิตกาธาน  ย่อมไม่อาจให้ติดได้. 
               ท่านพระอนุรุทธะกล่าวว่า  ดูก่อนวาสิฏฐะทั้งหลาย   พวกเทวดามีความประสงค์อย่างหนึ่ง.   
มัลลปาโมกข์ถามว่า    ข้าแต่ท่านผู้เจริญ   พวกเทวดามีความประสงค์อย่างไร.     
               ท่านพระอนุรุทธะตอบว่า พวกเทวดามีความประสงค์ว่า   ท่านพระมหากัสสปะนี้
พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ  ๕๐๐ รูป    เดินทางไกลจากเมืองปาวามาสู่เมืองกุสินารา 
จิตกาธานของพระผู้มีพระภาคเจ้าจักยังไม่ลุกโพลงขึ้น    จนกว่าท่านพระมหากัสสปะจะถวายบังคม
พระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยมือของตน. 
               มัลลปาโมกข์กล่าวว่า  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ   ขอให้เป็น ไปตามความประสงค์ของพวกเทวดาเถิด.


บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 897

Email : workshop773@hotmail.com



ถวายพระเพลิง  (เล่มสีน้ำเงินที่ 13 หน้าที่ 331)
               ลำดับนั้น  ท่านพระมหากัสสปะเข้าไปถึงมกุฏพันธนเจดีย์ของพวกเจ้ามัลละในเมืองกุสินารา
และถึงจิตกาธานของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว   ครั้นเข้าไปแล้ว  กระทำจีวรเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง
ประนมอัญชลี     กระทำประทักษิณจิตกาธาน ๓ รอบ แล้วเปิดทางพระบาท     
ถวายบังคมพระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า.     แม้ภิกษุ  ๕๐๐ รูปเหล่านั้น     
กระทำจีวรเฉวียงบ่า ประนมอัญชลี    กระทำประทักษิณ ๓ รอบแล้ว   ถวายบังคมพระบาททั้งสอง
ของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า. 
               เมื่อท่านพระมหากัสสปะและภิกษุ ๕๐๐ รูปนั้นถวายบังคมแล้ว  จิตกาธานของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าก็โพลงขึ้นเอง.  เมื่อพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้าถูกเพลิงไหม้อยู่   
พระอวัยวะส่วนใด  คือ พระฉวี พระจัมมะ พระมังสะ พระมหารุ หรือพระลสิกา   
เถ้าเขม่าแห่งพระอวัยวะส่วนนั้นมิได้ปรากฏเลย   เหลืออยู่แต่พระสรีระอย่างเดียว. 
เมื่อเนยใสและน้ำมันถูกเพลิงไหม้อยู่ เถ้าเขม่ามิได้ปรากฏฉันใด   เมื่อพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้า
ถูกเพลิงไหม้อยู่  เหลืออยู่แต่พระสรีระอย่างเดียวฉันนั้นเหมือนกัน.  บรรดาผ้า  ๕๐๐  คู่ เหล่านั้น 
เพลิงไหม้เพียง ๒ ผืนเท่านั้น  คือผืนในที่สุดกับผืนนอก.     
              เมื่อพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้าถูกเพลิงไหม้แล้ว  ท่อน้ำก็ไหลหลั่งมาจากอากาศ
ดับจิตกาธานของพระผู้มีพระภาคเจ้า.  น้ำพุ่งขึ้นแม้จากไม้สาละ  ดับจิตกาธานของพระผู้มีพระภาคเจ้า
พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราดับจิตกาธานของพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยน้ำหอมทุกชนิด.   
               ลำดับนั้นพวกเจ้ามัลละเมืองกุสินารา  ทำสัตติบัญชร  ในสัณฐาคาร  แวดล้อมด้วยธนูปราการ
สักการะ เคารพนับถือ   บูชาพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้าตลอด  ๗  วัน  ด้วยการฟ้อนรำ   ขับร้อง  ประโคมดอกไม้   ของหอม.



จิตกาธาน [จิดตะ-] น. เชิงตะกอน (สำหรับเจ้านาย), (ราชา) พระจิตกาธาน. (ป., ส. จิตก + อาธาน).
คัดลอกความหมายจาก  พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒
บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 897

Email : workshop773@hotmail.com



เรื่องพระเจ้าอชาตศัตรูเป็นต้น  (เล่มสีน้ำเงินที่ 13 หน้าที่ 332)
               [๑๕๗]   พระเจ้าแผ่นดินมคธพระนามว่าอชาตศัตรู   เวเทหิบุตรได้ทรงสดับแล้วว่า 
พระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว  ในเมืองกุสินารา  จึงทรงส่งทูตไปหาพวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าก็เป็นกษัตริย์  แม้เราก็เป็นกษัตริย์   เราควรจะได้ส่วนพระสรีระของ
พระผู้มีพระเจ้าบ้าง   จักได้ทำพระสถูปและการฉลองพระสรีระพระผู้มีพระภาคเจ้า. 
พวกกษัตริย์ลิจฉวี  เมืองเวสาลีได้ทราบว่า   พระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้วในเมืองกุสินารา.
จึงทรงส่งทูตไปหาพวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราว่า   พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นกษัตริย์แม้เราก็เป็นกษัตริย์ 
เราควรจะได้ส่วนพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้าบ้าง   เราก็จักได้ทำพระสถูปและการฉลอง
พระสรีระพระผู้มีพระภาคเจ้า.  พวกกษัตริย์ศากยะกบิลพัสดุ์ได้สดับว่า  พระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพาน
ในเมืองกุสินาราจึงทรงส่งฑูตไปหาพวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราว่า   พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระญาติ
อันประเสริฐของพวกเรา... พวกกษัตริย์ถูลีเมืองอัลลกัปปะ... พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นกษัตริย์... 
แม้เราก็เป็นกษัตริย์... พวกกษัตริย์โกลิยะเมืองรามคาม... พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นกษัตริย์   
แม้เราก็เป็นกษัตริย์...   พราหมณ์ผู้ครองเมืองเวฏฐทีปะ...   พระผู้มีพระภาคเจ้าก็เป็นกษัตริย์   
แม้เราก็เป็นพราหมณ์...   พวกกษัตริย์มัลละเมืองปาวา  ได้ทรงสดับแล้วว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า 
ปรินิพพานในเมืองกุสินารา   จึงทรงส่งทูตไปหาพวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราว่า   พระผู้มีพระภาคเจ้า
ก็เป็นกษัตริย์  แม้เราก็เป็นกษัตริย์  เราควรจะได้ส่วนพระสรีระผู้มีพระภาคเจ้าบ้าง  จักได้กระทำพระสถูป
และการฉลองพระสรีระพระผู้มีพระภาคเจ้า   เมื่อกษัตริย์และพราหมณ์กล่าวแล้วอย่างนี้   
พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราได้ตรัสกะหมู่คณะเหล่านั้นว่า  พระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพาน
ในคามเขตของพวกเรา  พวกเราจักไม่ให้ส่วนพระสรีระพระผู้มีพระภาคเจ้า.



เรื่องโทณพราหมณ์  (เล่มสีน้ำเงินที่ 13 หน้าที่ 333)
               [๑๕๘]   เมื่อพวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราตรัสอย่างนี้แล้ว   โทณพราหมณ์ได้พูดกะ
หมู่คณะเหล่านั้นว่า
               ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย   ขอพวกท่านจงฟังคำอันเอกของข้าพเจ้า   
               พระพุทธเจ้าของเราทั้งหลาย  เป็นผู้กล่าวสรรเสริญขันติ 
               การจะสัมปหารกันเพราะส่วนพระสรีระธาตุของพระพุทธเจ้า
               ผู้เป็นอุดมบุคคลเช่นนี้  ไม่ดีเลย.  ขอเราทั้งหลายทั้งปวง   
               จงยินยอมพร้อมใจยินดีแบ่งพระสรีระออกเป็น  ๘ ส่วนเถิด 
               ขอพระสถูปจงแพร่หลายไปในทิศทั้งหลาย 
               ชนผู้เลื่อมใสต่อพระพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุมีอยู่มาก.



บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 897

Email : workshop773@hotmail.com



การแบ่งพระสรีระธาตุ  (เล่มสีน้ำเงินที่ 13 หน้าที่ 333)
               [๑๕๙]  หมู่คณะเหล่านี้กล่าวว่า  ข้าแต่พราหมณ์  ถ้าเช่นนั้นขอท่านนั่นแหละ.   
จงแบ่งพระสรีระธาตุพระผู้มีพระภาคเจ้าออกเป็น ๘  ส่วนเท่า ๆ กัน ให้เรียบร้อยเถิด. 
โทณพราหมณ์รับคำของหมู่คณะเหล่านั้นแล้ว แบ่งพระสรีระธาตุพระผู้มีพระภาคเจ้า
ออกเป็น ๘ ส่วนเท่ากันเรียบร้อย    จึงกล่าวกะหมู่คณะเหล่านั้นว่า   ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย 
ขอพวกท่านจงให้ทะนานนี้แก่ข้าพเจ้าเถิด   ข้าพเจ้าจักการทำพระสถูปและการฉลองทะนานบ้าง.   
ทูตเหล่านั้นได้ให้ทะนานแก่โทณพราหมณ์.
               [๑๖๐]   พวกเจ้าโมริยะเมืองปิปผลิวันได้สดับว่า   พระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพาน
ในเมืองกุสินารา     จึงทรงส่งทูตไปหาพวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าก็เป็นกษัตริย์   
แม้เราก็เป็นกษัตริย์   เราควรจะได้ส่วนพระสรีระธาตุพระผู้มีพระภาคเจ้าบ้าง    จักได้กระทำพระสถูป
และการฉลองพระสรีระธาตุพระผู้มีพระภาคเจ้า.   พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินารากล่าวว่า   
ส่วนพระสรีระธาตุพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่มี     เราได้แบ่งพระสรีระธาตุของพระผู้มีพระภาคเจ้าเสียแล้ว
ขอพวกท่านจงนำพระอังคารไปแต่ที่นี้เถิด.  พวกทูตนั้นนำพระอังคารไปจากที่นั้นแล้ว.
               [๑๖๑]   ครั้งนั้น   พระเจ้าแผ่นดินมคธพระนามว่าอชาตศัตรูเวเทหิบุตร   ได้กระทำพระสถูป
และการฉลองพระสรีระธาตุพระผู้มีพระภาคเจ้าในกรุงราชคฤห์.   พวกกษัตริย์ลิจฉวีเมืองเวสาลี
ได้กระทำพระสถูป... ในเมืองเวสาลี.  พวกกษัตริย์ศากยะเมืองกบิลพัสดุ์   ได้กระทำพระสถูป...
ในเมืองกบิลพัสดุ์.  พวกกษัตริย์ถูลีเมืองอัลลกัปปะ ได้กระทำพระสถูป... ในเมืองอัลลกัปปะ 
พวกกษัตริย์โกลิยะเมืองรามคาม  ได้กระทำพระสถูป. . .ในเมืองรามคาม.  พราหมณ์ผู้ครองเมืองเวฏฐทีปะ
ได้กระทำพระสถูป... ในเมืองเวฏฐทีปะ.  พวกเจ้ามัลละเมืองปาวา  ได้กระทำพระสถูป... ในเมืองปาวา
พวกเจ้ามัสละเมืองกุสินารา    ได้กระทำพระสถูป . . .ในเมืองกุสินารา.    โทณพราหมณ์ได้กระทำพระสถูป
และการฉลองทะนาน.   พวกกษัตริย์โมริยะเมืองปิปผลิวัน   ได้กระทำพระสถูปและการฉลองพระอังคาร
ในเมืองปิปผลิวัน. พระสถูปบรรจุพระสรีระธาตุมี ๘ แห่ง   เป็น ๙ แห่ง     ทั้งบรรจุทะนานเป็น  ๑๐  แห่ง
ทั้งพระสถูปบรรจุพระอังคารด้วยประการฉะนี้   การแจกพระธาตุและการก่อพระสถูปเช่นนี้   
เป็นแบบอย่างมาแล้ว.
บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 897

Email : workshop773@hotmail.com



พุทธสารีริกธาตุ (เล่มสีน้ำเงินที่ 13 หน้าที่ 335)

             [๑๖๒]  พระสรีรธาตุของพระพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุ  ๘  ทะนาน  ๗  ทะนาน 
               บูชากันอยู่ในชมพูทวีป  ส่วนพระสรีรธาตุอีกทะนานหนึ่งของพระพุทธเจ้า 
               ผู้เป็นบุรุษที่ประเสริฐอันสูงสุดพวกนาคราชบูชากันอยู่ในรามคาม. 
             
               พระเขี้ยวแก้วองค์หนึ่งเทวดาชั้นดาวดึงส์บูชาแล้ว 
               ส่วนอีกองค์หนึ่ง บูชากันอยู่ในคันธารปุระ 
               อีกองค์หนึ่งบูชากันอยู่ในแคว้นของพระเจ้ากาลิงคะ 
               อีกองค์หนึ่งพระยานาคบูชากันอยู่.
 
               ด้วยพระเดชแห่งพระสรีรธาตุนั่นแหละ แผ่นดินประดับแล้ว
               ด้วยนักพรตผู้ประเสริฐที่สุด  พระสรีรธาตุของพุทธเจ้าผู้มีจักษุนี้ 
               ชื่อว่าอันเขาสักการะ ๆ  สักการะดีแล้ว. 

               พระพุทธเจ้าพระองค์ใดอันจอมเทพ  พญานาคและจอมนระ บูชาแล้ว
               อันจอมมนุษย์ผู้ประเสริฐสุดบูชาแล้วเหมือนกัน
               ขอท่านทั้งหลายจงประนมมือ ถวายบังคมพระสรีรธาตุนั้น ๆ 
               ของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลายหาได้ยาก
               โดยร้อยแห่งกัป. 

               พระทนต์  ๔๐  องค์  บริบูรณ์พระเกศา   และพระโลมาทั้งหมด   
               พวกเทวดานำไปองค์ละองค์ นำสืบต่อกันในจักรวาลดังนี้แล.


                                    จบมหาปรินิพพานสูตรที่ ๓

บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: