มหาปรินิพพานสูตร : พระเจ้าอชาตศัตรูประสงค์ปราบแคว้นวัชชี

(1/4) > >>

ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋):
มหาปรินิพพานสูตร
เล่ม 13 หน้า 233-381(เล่มสีน้ำเงิน)

เรื่อง  พระเจ้าอชาตศัตรูประสงค์ปราบแคว้นวัชชี
 
[๖๗]   ข้าพเจ้า   ได้สดับมาแล้วอย่างนี้:-
           สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคเจ้า  เสด็จอยู่บนภูเขาคิชฌกูฏ  ใกล้กรุงราชคฤห์.
ก็สมัยนั้นแลพระราชาอชาตศัตรู  ผู้เป็นใหญ่ในแคว้นมคธ พระโอรสของพระนางเวเทหี   มีพระราชประสงค์จะเสด็จไปปราบปรามแคว้นวัชชี
พระองค์ตรัสอย่างนี้ว่า   เพราะพวกเจ้าวัชชีทั้งหลายเหล่านี้  มีฤทธิ์มากอย่างนั้น   มีอานุภาพมากอย่างนั้น  เราจักถอนทำลายแคว้นวัชชีเสีย
จักทำแคว้นวัชชีให้พินาศจักทำแคว้นวัชชีให้ถึงความย่อยยับ.
      ครั้งนั้นแล   พระราชาอชาตศัตรู  ผู้เป็นใหญ่ในแคว้นมคธ พระโอรสของพระนางเวเทหี  ตรัสกะวัสสการพราหมณ์ 
ผู้เป็นมหาอำมาตย์ของแคว้นมคธ ว่า  ขอเชิญท่านพราหมณ์จงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า   แล้วถวายบังคมพระยุคลบาทพระผู้มีพระภาคเจ้า
ด้วยเศียรเกล้า กราบทูลถามถึงความไร้พระโรคาพาธ ความคล่องพระองค์ พระกำลังการทรงพระสำราญตามคำของเราว่า   
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   พระราชาอชาตศัตรู   ผู้เป็นใหญ่ในแคว้นมคธ   พระโอรสของพระนางเวเทหี
ถวายบังคมพระยุคลบาทพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า  ทูลถามถึงความไร้พระโรคาพาธความคล่องพระองค์พระกำลัง  การทรงพระสำราญ
และท่านจงกราบทูลอย่างนี้ด้วยว่าพระราชาอชาตศัตรู  ผู้เป็นใหญ่ในแคว้นมคธ  พระโอรสพระนางเวเทหี   
มีพระราชประสงค์จะเสด็จไปปราบปรามแคว้นวัชชี  พระองค์มีพระดำรัสอย่างนี้ว่า   
เพราะพวกเจ้าวัชชี    ทั้งหลายเหล่านี้  มีฤทธิ์มากอย่างนั้น    มีอานุภาพมากอย่างนั้น 
เราจักถอนทำลายแคว้นวัชชีเสีย   จักทำแคว้นวัชชีให้พินาศ  จักทำแคว้นวัชชีให้ถึงความย่อยยับ 
และพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ แก่ท่านอย่างใดท่านจงจำเอาคำ  พยากรณ์นั้นให้ดี 
แล้วมาบอกแก่เราเพราะว่า   พระตถาคตเจ้าทั้งหลาย   หาตรัสสิ่งที่ปราศจากความจริงไม่ 

วัสสการพราหมณ์ มหาอำมาตย์ของแคว้นมคธ กราบทูลรับพระดำรัสพระราชาอชาตศัตรู   ผู้เป็นใหญ่ในแคว้นมคธ พระโอรสพระนางเวเทหี ว่า
อย่างนั้นพระเจ้าข้าแล้วเทียมยานทั้งหลายที่ใหญ่  ๆ แล้วขึ้นยานใหญ่ ๆ  (คันหนึ่ง)  ออกจาก     กรุงราชคฤห์   ด้วยยานทั้งหลายที่ใหญ่ๆ 
ไปถึงภูเขาคิชฌกูฏ   ไปด้วยยานตลอดพื้นที่ยานไปได้แล้วลงจากยาน  เดินเท้า  ขึ้นไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า 
ครั้นชื่นชมกับพระผู้มีพระภาคเจ้า     กล่าวถ้อยคำน่าชื่นชมควรรำลึกถึงกันแล้วจึงนั่งอยู่  ณ ด้านหนึ่ง   
วัสสการพราหมณ์  มหาอำมาตย์ของแคว้นมคธ   ผู้นั่งแล้ว ณ  ด้านหนึ่ง ได้กราบทูลคำต่อไปนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า 
ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ   พระราชาอชาตศัตรู  ผู้เป็นใหญ่ในแคว้นมคธ   พระโอรสของพระนางเวเทหี
ถวายบังคมพระยุคลบาทพระโคดมผู้เจริญด้วยพระเศียรเกล้า  ทูลถามถึงความไร้พระโรคาพาธ  ความคล่องพระองค์   พระกำลังการทรงพระสำราญ   
ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ   พระราชาอชาต-ศัตรู  ผู้เป็นใหญ่ในแคว้นมคธพระโอรสของพระนางเวเทหี 
มีพระราชประสงค์จะเสด็จไปปราบปรามแคว้นวัชชี   พระองค์ตรัสอย่างนี้ว่า 
เพราะพวกเจ้าวัชชีทั้งหลายเหล่านี้    มีฤทธิ์มากอย่างนั้น  มีอานุภาพมากอย่างนั้น 
เราจักถอนทำลายแคว้นวัชชีเสีย  จักทำแคว้นวัชชีให้พินาศ   จักทำแคว้นวัชชีให้ถึง ความย่อยยับ ดังนี้.

กถาว่าด้วยอปริหานิยธรรมของเจ้าวัชชี  ๗
    [๖๘]  สมัยนั้นแล  ท่านพระอานนท์   ยืนถวายงานพัดอยู่เบื้องพระปฤษฏางค์ของ  พระผู้มีพระภาคเจ้า 
ครั้งนั้นแล  พระผู้มีพระภาคเจ้า  ตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า
(๑)   ดูก่อนอานนท์   เธอได้ยินว่าอย่างไร   เจ้าวัชชีทั้งหลายยังประชุมกันเนือง ๆ ยังประชุมกันมากอยู่หรือ
        อา.  ข้อนี้ข้าพระองค์ได้ยินว่า   เจ้าวัชชีทั้งหลาย   ประชุมกันเนือง ๆ ประชุมกันมาก   พระเจ้าข้า
        พ.    ดูก่อนอานนท์    ก็เจ้าวัชชีทั้งหลาย  ยังจักประชุมกันเนือง ๆ ยังจักประชุมกันอยู่มากตลอดกาลเพียงไร 
                ดูก่อนอานนท์  เจ้าวัชชีทั้งหลายพึงหวัง  ความเจริญอย่างเดียว   หาความเสื่อมมิได้

(๒)   พ.    ดูก่อนอานนท์   เธอได้ยินว่าอย่างไร   เจ้าวัชชีทั้งหลายยังพร้อมเพียงกันประชุมพร้อมเพรียงกันเลิกประชุม   
                พร้อมเพรียงกันทำกิจที่พวกเจ้าวัชชีพึงทำอยู่หรือ.
        อา.   ข้อนี้    ข้าพระองค์ได้ยินว่า   เจ้าวัชชีทั้งหลาย  ยังพร้อมเพรียงกันประชุม   พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม 
                พร้อมเพรียงกันทำกิจที่พวกเจ้าวัชชีพึงทำ   พระเจ้าข้า.
        พ.    ดูก่อนอานนท์  ก็เจ้าวัชชีทั้งหลาย  ยังจักพร้อมเพรียงกันประชุมพร้อมเพรียงกันเลิกประชุมพร้อมเพรียงกัน
                ทำกิจที่พวกเจ้าวัชชีพึงทำอยู่ตลอดกาลเพียงไร   ดูก่อนอานนท์  เจ้าวัชชีทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว   
                หาความเสื่อมมิได้.

(๓)   พ.    ดูก่อนอานนท์  เธอได้ยินว่าอย่างไร  เจ้าวัชชีทั้งหลายยังไม่บัญญัติข้อที่ไม่เคยบัญญัติไว้ไม่เพิกถอนข้อที่บัญญัติไว้แล้ว   
               ยังสมาทานวัชชีธรรมแบบโบราณ  ตามที่บัญญัติไว้แล้ว  ประพฤติกันอยู่หรือ.
        อา.  ข้อนี้   ข้าพระองค์ได้ยินว่า  เจ้าวัชชีทั้งหลายยังไม่บัญญัติข้อที่ไม่เคยบัญญัติไว้  ไม่เพิกถอนข้อที่บัญญัติไว้แล้ว   
               ยังสมาทานวัชชีธรรมแบบโบราณตามที่บัญญัติไว้แล้ว  ประพฤติกันอยู่  พระเจ้าข้า.
        พ.   ดูก่อนอานนท์    ก็เจ้าวัชชีทั้งหลาย    ยงจักไม่บัญญัติข้อที่ไม่เคยบัญญัติไว้  ไม่เพิกถอนข้อที่บัญญัติไว้แล้ว 
               ยังจักสมาทานวัชชีธรรมแบบโบราณตามที่บัญญัติไว้แล้ว  ประพฤติกันอยู่  ตลอดกาลเพียงไร 
               ดูก่อนอานนท์  เจ้าวัชชีทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว   หาความเสื่อมมิได้.

(๔)   พ.   ดูก่อนอานนท์  เธอได้ยินว่าอย่างไร  เจ้าวัชชีทั้งหลาย  ยังสักการะ   เคารพนับถือบูชา 
               เจ้าวัชชีผู้ใหญ่ผู้เฒ่าของเจ้าวัชชีทั้งหลายและยังเชื่อถือถ้อยคำที่ควรฟังของเจ้าวัชชีผู้ใหญ่ผู้เฒ่าทั้งหลายเหล่านั้นอยู่หรือ.
        อา.  ข้อนี้    ข้าพระองค์ได้ยินว่า  เจ้าวัชชีทั้งหลาย  ยังสักการะ เคารพนับถือ บูชา  เจ้าวัชชีผู้ใหญ่ผู้เฒ่าของเจ้าวัชชีทั้งหลาย
               และยังเชื่อถ้อยคำที่ควรฟังของเจ้าวัชชีผู้ใหญ่  ผู้เฒ่าทั้งหลายเหล่านั้นอยู่  พระเจ้าข้า.
        พ.   ดูก่อนอานนท์  ก็เจ้าวัชชีทั้งหลาย    ยังสักการะ    เคารพนับถือบูชา  เจ้าวัชชีผู้ใหญ่ผู้เฒ่าของเจ้าวัชชีทั้งหลาย   
               และยังเชื่อถือถ้อยคำที่ควรฟังของเจ้าวัชชีผู้ใหญ่  ผู้เฒ่าทั้งหลายเหล่านั้นอยู่ตลอดกาลเพียงไร
               ดูก่อนอานนท์เจ้าวัชชีทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้.

(๕)   พ.    ดูก่อนอานนท์   เธอได้ยินอย่างไร เจ้าวัชชีทั้งหลาย  ไม่ฉุดคร่า  ข่มเหง   กักขังกุลสตรีทั้งหลาย 
                (และ)  กุมารีของสกุลทั้งหลายอยู่หรือ.
        อา.   ข้อนี้    ข้าพระองค์ได้ยินว่า เจ้าวัชชีทั้งหลายไม่ฉุดคร่า  ข่มเหง กักขังกุลสตรีทั้งหลาย
                (และ)กุมารีของสกุลทั้งหลาย   พระเจ้าข้า.
        พ.    ดูก่อนอานนท์  เจ้าวัชชีทั้งหลาย  ไม่ฉุดคร่า ข่มเหงกักขังกุลสตรีทั้งหลาย
                (และ) กุมารีของสกุลทั้งหลาย    ตลอดกาลเพียงไร   
                ดูก่อนอานนท์  เจ้าวัชชีทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว    หาความเสื่อมมิได้.

(๖)    พ.    ดูก่อนอานนท์    เธอได้ยินว่าอย่างไร    เจ้าวัชชีทั้งหลายยังสักการะ
                เคารพนับถือบูชาเจดีย์  วัชชีทั้งหลายทั้งภายในและภายนอก(พระนคร)ของเจ้าวัชชีทั้งหลาย   
                และยังไม่ลดพลีประกอบด้วยธรรมที่เคยถวายแล้ว  เคยทำแล้วแก่เจดีย์วัชชีทั้งหลายทั้งภายในและภายนอกเหล่านั้นอยู่หรือ.
         อา.  ข้อนี้    ข้าพระองค์ได้ยินว่า  เจ้าวัชชีทั้งหลายยังสักการะ  เคารพนับถือ   บูชาเจดีย์   วัชชีทั้งหลายทั้งภายในและภายนอก
                ของเจ้าวัชชีทั้งหลายและยังไม่มีลดหย่อนพลีประกอบด้วยธรรมที่เคยถวายแล้ว  เคยทำแล้ว  แก่เจดีย์ 
                วัชชีทั้งหลายภายในและภายนอกเหล่านั้น  พระเจ้าข้า.
         พ.    ดูก่อนอานนท์    ก็เจ้าวัชชีทั้งหลายยังจักสักการะ    เคารพนับถือบูชาเจดีย์วัชชีทั้งหลายทั้งภายในและภายนอก
                 ของเจ้าวัชชีทั้งหลายและจักยังไม่ลดหย่อนพลีประกอบด้วยธรรมที่เคยถวายแล้ว    เคยทำแล้ว     
                 แก่เจดีย์วัชชีทั้งหลายทั้งภายในและภายนอกเหล่านั้น   ตลอดกาลเพียงไร
                 ดูก่อนอานนท์   เจ้าวัชชีทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว   หาความเสื่อมมิได้.

(๗)   พ.    ดูก่อนอานนท์    เธอได้ยินว่าอย่างไร   เจ้าวัชชีทั้งหลายยังจัดอารักขา  ป้องกันและคุ้มครองประกอบด้วยธรรม
                ด้วยดีในพระอรหันต์ทั้งหลาย  ด้วยตั้งใจว่าทำอย่างไร   พระอรหันต์ทั้งหลายที่ยังไม่มา พึงมาสู่แคว้น
                และพระอรหันต์ทั้งหลายที่มาแล้ว   ขอให้อยู่สบายในแคว้น ดังนี้  หรือ.
         อา.  ข้อนี้  ข้าพระองค์ได้ยินว่า  เจ้าวัชชีทั้งหลายยังจัดอารักขา  ป้องกัน และคุ้มครองประกอบด้วยธรรม
                ด้วยดีในพระอรหันต์ทั้งหลาย   ด้วยตั้งใจว่าทำอย่างไร.   พระอรหันต์ทั้งหลายที่ยังไม่มา     พึงมาสู่แคว้น     
                และพระอรหันต์ทั้งหลายที่มาแล้ว   ขอให้อยู่สบายในแคว้นดังนี้   พระเจ้าข้า.
          พ.  ดูก่อนอานนท์   ก็เจ้าวัชชีทั้งหลายยังจักเป็นผู้จัดอารักชา    ป้องกัน และคุ้มครองประกอบด้วยธรรม
                ด้วยดีในพระอรหันต์ทั้งหลาย    ด้วยตั้งใจว่าทำอย่างไร    พระอรหันต์ทั้งหลายที่ยังไม่มา    พึงมาสู่แคว้น   
                และพระอรหันต์ทั้งหลายที่มาแล้ว  ขอให้อยู่สบายในแคว้น  ดังนี้ ตลอดกาลเพียงไร
                ดูก่อนอานนท์  เจ้าวัชชีทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว  หาความเสื่อมมิได้ฉะนี้แล.

[๖๙]  ครั้งนั้นแล   พระผู้มีพระภาคเจ้า   ตรัสกะวัสสการพรหมณ์มหาอำมาตย์ของแคว้นมคธว่า 
ดูก่อนท่านพราหมณ์    สมัยหนึ่ง    ตถาคตอยู่  ณ วิหารสารันททะเจดีย์ในนครเวสาลี
ณ ที่นั้นตถาคตได้แสดงอปริหานิยธรรม  ๗ ประการเหล่านี้แก่เจ้าวัชชีทั้งหลาย 
ดูก่อนท่านพราหมณ์      ก็อปริหานิยธรรม  ๗  ประการเหล่านี้ยังจักตั้งอยู่ในเจ้าวัชชีทั้งหลาย
และเจ้าวัชชีทั้งหลายยังจักเห็นดีร่วมกัน ในอปริหานิยธรรม ๗ ประการเหล่านี้  ตลอดกาลเพียงไร     
ดูก่อนพราหมณ์  เจ้าวัชชีทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว   หาความเสื่อมมิได้.

ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว     วัสสการพราหมณ์      มหาอำมาตย์ของแคว้นมคธได้กราบทูลคำนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า 
ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ   เจ้าวัชชีทั้งหลายประกอบด้วย  อปริหานิยธรรมแม้เพียงข้อหนึ่งข้อเดียวก็พึงหวังความเจริญได้โดยแท้ 
หาความเสื่อมมิได้  แต่ว่าจะกล่าวอะไร   ถึงเจ้าวัชชีทั้งหลายประกอบด้วยอปริหานิยธรรม ๗ ประการ     
ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญและพระราชาอชาตศัตรู    ผู้เป็นใหญ่ในแคว้นมคธ  พระโอรสพระนางเวเทหี
ไม่ควรทำกะเจ้าวัชชีทั้งหลายด้วยการรบ  นอกจากเจรจาปรองดอง  นอกจากทำให้แตกกันและกันข้าแต่พระโคดมผู้เจริญสมควรแล้ว     
ข้าพระองค์จะไปบัดนี้   ข้าพระองค์มีกิจมาก  มีเรื่องจะพึงทำมาก. 
(พระผู้มีพระภาคเจ้า)   ดูก่อนท่านพราหมณ์   บัดนี้  ท่านจงพิจารณาเห็นเป็นกาลสมควรเถิด.   
ครั้งนั้นแล  วัสสการพราหมณ์   มหาอำมาตย์ของแคว้นมคธชื่นชมอนุโมทนาพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้า   
แล้วลุกจากอาสนะกลับไป.
 
ภิกขุอปริหานิยธรรม  ๗
    [๗๐] ครั้งนั้นแล  เมื่อวัสสการพราหมณ์  มหาอำมาตย์ของแคว้นมคธ กลับไปแล้วไม่นาน
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า ดูก่อนอานนท์   เธอจงไป   ภิกษุทั้งหลายมีจำนวนเท่าใดอยู่อาศัยกรุงราชคฤห์   
เธอจงให้ภิกษุเหล่านั้นทั้งหมดประชุมกันในอุปัฏฐานศาลา   ท่านพระอานนท์กราบทูลรับแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  อย่างนั้นพระเจ้าข้า
แล้วให้พระภิกษุตามจำนวนที่อาศัยกรุงราชคฤห์อยู่ทั้งหมดประชุมกันในอุปัฏฐานศาลา 
แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถวายบังคมแล้ว  ยืนอยู่ ณ   ด้านหนึ่ง   
ท่านพระอานนท์ผู้ยืนอยู่แล้ว ณ ด้านหนึ่งแล  ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า   
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    พระภิกษุสงฆ์ประชุมกันแล้ว   บัดนี้  เป็นเวลาซึ่งทรงเห็นเป็นกาลสมควร   พระเจ้าข้า.   
ครั้นนั้นแล   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงลุกจากอาสนะเสด็จดำเนินเข้าอุปัฏฐานศาลา  ประทับนั่งบนอาสนะที่ปูไว้แล้ว   
ครั้นประทับนั่งแล้ว  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า   

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ตถาคตจัก แสดงอปริหานิยธรรม ๗ ประการแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง   
จงทำไว้ในใจให้ดี   ตถาคตจักกล่าวดังนี้   
ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น   กราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า   พร้อมแล้ว    พระเจ้าข้า.   
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงพระดำรัสต่อไปนี้.
     (๑)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็ภิกษุทั้งหลายยังจักประชุมกันเนือง ๆ จักประชุมกันอยู่มาก  ตลอดกาลเพียงไร 
            ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียวหาความเสื่อมมิได้.
     (๒)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   และภิกษุทั้งหลาย    ยังจักพร้อมเพรียงกันประชุม    จักพร้อมเพรียงกันเลิกประชุม   
            จักพร้อมเพรียงกันทำกิจที่สงฆ์พึงทำตลอดกาลเพียงไร   
            ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว    หาความเสื่อมมิได้.
     (๓)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    และภิกษุทั้งหลาย    ยังจักไม่บัญญัติสิ่งที่ตถาคตมิได้บัญญัติไว้ 
            จักไม่เพิกถอนสิ่งที่ตถาคตบัญญัติไว้แล้ว   ยังจักสมาทานประพฤติอยู่ในสิกขาบททั้งหลายตามที่ตถาคตบัญญัติไว้แล้ว 
             ตลอดกาลเพียงไรภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว   หาความเสื่อมมิได้.
     (๔)   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย และภิกษุทั้งหลาย  ยังจักสักการะและเคารพนับถือ  บูชา  พระภิกษุทั้งหลายผู้เป็นพระเถระผู้รู้กาลนาน
             ผู้บวชมาแล้วนานผู้เป็นบิดาของสงฆ์  เป็นปริณายกของสงฆ์และยังจักเชื่อถือโอวาทที่พึงฟังของท่านด้วย   ตลอดกาลเพียงไร   
             ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว   หาความเสื่อมมิได้.
     (๕)   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    และภิกษุทั้งหลาย    ยังจักไม่ลุอำนาจของตัณหา อันมีปกติให้เกิดในภพใหม่  ที่เกิดขึ้นตลอดกาลเพียรไร 
             ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว   หาความเสื่อมมิได้.
     (๖)   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   และภิกษุทั้งหลาย    ยังเป็นผู้มีความห่วงใยในเสนาสนะตามราวป่าตลอดกาลเพียงไร   
             ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว   หาความเสื่อมมิได้.
     (๗)   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    และภิกษุทั้งหลายยังจักเข้าไปตั้งสติไว้เฉพาะตนว่า  ทำอย่างไร 
             เพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย  ผู้มีศีลเป็นที่รัก  ที่ยังไม่มาขอให้มาและเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายผู้มีศีลเป็นที่รักที่มาแล้ว   
             ขอให้อยู่สบาย   ดังนี้   ตลอดกาลเพียงไร   ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียวหาความเสื่อมมิได้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็อปริหานิยธรรม ๗ ประการเหล่านี้   ยังจักตั้งอยู่ในภิกษุทั้งหลาย   
และภิกษุทั้งหลายยังจักเห็นดีร่วมกันในอปริหานิยธรรม ๗  ประการเหล่านี้  ตลอดกาลเพียงไร
ภิกษุทั้งหลาย    พึงหวังความเจริญอย่างเดียวหาความเสื่อมมิได้.
 
อปริหานิยธรรมอีก  ๗  ประการ
                [๗๑]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ตถาคตจักแสดงอปริหานิยธรรม ๗  ประการ 
อีกหมวดหนึ่งแก่เธอทั้งหลาย   เธอทั้งหลายจงฟัง  จงทำในใจให้ดีตถาคตจักกล่าว. 
ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น  กราบทูลรับว่า พร้อมแล้ว  พระเจ้าข้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระดำรัสต่อไปนี้ .-
     (๑)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็ภิกษุทั้งหลายยังจักไม่เป็นผู้มีการงานเป็นที่มายินดี  จักไม่ยินดีในการงาน 
            ไม่ประกอบเนือง ๆ ซึ่งความมีการงานเป็นที่มายินดี ตลอดกาลเพียงไร
             ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว  หาความเสื่อมมิได้.
     (๒)   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   และภิกษุทั้งหลาย   ยังจักไม่มีการพูดคุยกันเป็นที่มายินดี   จักไม่ยินดีในการพูดคุยกัน   
             ไม่ประกอบเนือง ๆ ซึ่งการพูดคุยกัน   ตลอดกาลเพียงไร 
             ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว  หาความเสื่อมมิได้.
     (๓)   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   และภิกษุทั้งหลาย  ยังจักไม่มีการหลับเป็นที่มายินดี    จักไม่ยินดีในการหลับ   
             จักไม่ประกอบเนือง ๆ ซึ่งความหลับตลอดการเพียงไร
             ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้.
     (๔)   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  และภิกษุทั้งหลายยังจักไม่มีการคลุกคลีด้วยหมู่คณะเป็นที่มายินดี     
             จักไม่ยินดีในการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ    จักไม่ประกอบเนือง ๆ  ในความคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ตลอดกาลเพียงไร 
             ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว   หาความเสื่อมมิได้.
     (๕)   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   และภิกษุทั้งหลายยังจักไม่เป็นผู้มีความปรารถนาลามก 
             จักไม่ลุอำนาจของความปรารถนาลามก  ตลอดกาลเพียงไร
             ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว  หาความเสื่อมมิได้.
      (๖)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   และภิกษุทั้งหลายยังจักไม่มีคนชั่วเป็นมิตรจักไม่มีคนชั่วเป็นสหาย     
             จักไม่มีคนชั่วเป็นเพื่อน    ตลอดกาลเพียงไร   
             ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้.
      (๗)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย และภิกษุทั้งหลายยังจักไม่หยุดเสียในระหว่างด้วยการบรรลุธรรมวิเศษเพียงขั้นต่ำ   ตลอดกาลเพียงไร 
             ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญ   อย่างเดียว   หาความเสื่อมมิได้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อปริหานิยธรรม ๗ ประการเหล่านี้ ยังจักตั้งอยู่ในภิกษุทั้งหลาย 
และภิกษุทั้งหลายจักเห็นดีร่วมกันในอปริหานิยธรรม ๗ ประการ  เหล่านี้   ตลอดกาลเพียงไร 
ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว  หาความเสื่อมมิได้.

อปริหานิยธรรมอีก  ๗  ประการ
               [๗๒]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย      ตถาคตจักแสดงอปริหานิยธรรม ๗  ประการอีกหมวดหนึ่ง    แก่เธอทั้งหลาย   
เธอทั้งหลายจงฟัง    จงทำในใจให้ดีตถาคตจักกล่าวดังนี้. 
ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นกราบทูลรับว่า  พร้อมแล้ว พระเจ้าข้า. 
พระผู้มีพระภาคเจ้า  ทรงมีพระดำรัสต่อไปนี้
(๑)   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ก็ภิกษุทั้งหลายยังจักเป็นผู้มีศรัทธา  ตลอดกาลเพียงไร   
        ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว   หาความเสื่อมมิได้.
(๒)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย และภิกษุทั้งหลายยังจักเป็นผู้มีใจมีหิริ. . .
(๓)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย. . . ยังจักเป็นผู้มีโอตตัปปะ. . .
(๔)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย. . .ยังจักเป็นผู้เป็นพหูสูตร. . .
(๕)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย. . .  ยังจักเป็นผู้ปรารภความเพียร. . .
(๖)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย. . .ยังจักเป็นผู้มีสติเข้าไปตั้งไว้. . .
(๗)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย. . .ยังจักเป็นผู้มีปัญญา  ตลอดกาลเพียงไร 
       ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว   หาความเสื่อมมิได้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็อปริหานิยธรรม ๗ ประการเหล่านี้   ยังจักตั้งอยู่ในภิกษุทั้งหลาย   
และภิกษุทั้งหลายจักเห็นดีร่วมกันในอปริหานิยธรรม ๗  ประการเหล่านั้น   ตลอดกาลเพียงไร 
ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียวหาความเสื่อมมิได้.
 
อปริหานิยธรรมอีก  ๗  ประการ
               [๗๓]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     ตถาคตจักแสดงอปริหานิยธรรม  ๗  ประการอีกหมวดหนึ่ง  แก่เธอทั้งหลาย   
เธอทั้งหลายจงฟัง    จงทำในใจให้ดีตถาคตจักกล่าวดังนี้.   
ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลรับว่า   พร้อมแล้วพระเจ้าข้า. 
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระดำรัสต่อไปนี้ .-
(๑)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ก็ภิกษุทั้งหลายยังจักเจริญสติสัมโพชฌงค์  ตลอดกาลเพียงไร 
       ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้.
(๒)   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   และภิกษุทั้งหลายยังจักเจริญธรรมวิจยสัมโพชฌงค์.....
(๓)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย. . .ยังจักเจริญวิริยสัมโพชฌงค์. . .
(๔)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย. . .ยังจักเจริญปิติสัมโพชฌงค์. . .
(๕)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย. . .ยังจักเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์. . .
(๖)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย. . .ยังจักเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์. . .
(๗)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย      และภิกษุทั้งหลายยังจักเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์    ตลอดกาลเพียงไร   
       ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว  หาความเสื่อมมิได้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็อปริหานิยธรรม ๗ ประการเหล่านี้    ยังจักตั้งอยู่ในภิกษุทั้งหลาย 
และภิกษุทั้งหลายยังจักเห็นดีร่วมกันในอปริหานิยธรรม ๗  ประการเหล่านี้ ตลอดกาลเพียงไร 
ภิกษุทั้งหลาย   พึงหวังความเจริญอย่างเดียวหาความเสื่อมมิได้.


อปริหานิยมธรรมอีก ๗ ประการ
               [๗๔]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย        ตถาคตจักแสดงอปริหานิยธรรม  ๗  ประการอีกหมวดหนึ่ง       แก่เธอทั้งหลาย   
เธอทั้งหลายจงฟัง   จงทำไว้ในใจให้ดีตถาคตจักกล่าวดังนี้.     
ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น     กราบทูลรับว่า   พร้อมแล้วพระเจ้าข้า. 
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระดำรัสต่อไปนี้ .-
(๑)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     ก็ภิกษุทั้งหลายยังจักเจริญอนิจจสัญญา(ความหมายรู้สังขารไม่เที่ยง)ตลอดกาลเพียงไร   
       ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความ  เจริญอย่างเดียว   หาความเสื่อมมิได้.
(๒)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย และภิกษุทั้งหลายยังจักเจริญอนัตตสัญญา. . .
(๓)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย. . .ยังจักเจริญอสุภสัญญา. . .
(๔)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย. . .ยังจักเจริญอาทีนวสัญญา. . .
(๕)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย. . .ยังจักเจริญปหานสัญญา. . .
(๖)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย . . .ยังจักเจริญวิราคสัญญา. . .
(๗)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    และภิกษุทั้งหลายยังจักเจริญนิโรธสัญญา
(ความหมายรู้ว่านิพพานเป็นที่ดับ)  ตลอดกาลเพียงไร   ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว   หาความเสื่อมมิได้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็อปริหานิยธรรม ๗ ประการเหล่านี้   ยังจักตั้งอยู่ในภิกษุทั้งหลาย 
และภิกษุทั้งหลายยังจักเห็นดีร่วมกันในอปริหานิยธรรม  ๗  ประการเหล่านี้  ตลอดกาลเพียงไร   
ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียวหาความเสื่อมมิได้.
 
อปริหานิยธรรมอีก  ๖  ประการ
               [๗๕]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     ตถาคตจักแสดงอปริหานิยธรรม ๖ ประการอีกหมวดหนึ่ง  แก่เธอทั้งหลาย   
เธอทั้งหลายจงฟัง    จงทำไว้ในใจให้ดี   ตถาคตจักกล่าวดังนี้.   
ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นกราบทูลรับว่า   พร้อมแล้วพระเจ้าข้า. 
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระดำรัสต่อไปนี้.-
(๑)   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็ภิกษุทั้งหลายยังจักเข้าไปทั้งกายกรรมมีเมตตาในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย   
        ทั้งในที่แจ้งและในที่ลับ   ตลอดกาลเพียงไรภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้.
(๒)   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   และภิกษุทั้งหลายยังจักเข้าไปตั้งวจีกรรมมีเมตตาในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย 
        ทั้งในที่แจ้งและในที่ลับ  ตลอดกาลเพียงไรภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้.
(๓)   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   และภิกษุทั้งหลายยังจักเข้าไปตั้งมโนกรรมมีเมตตาในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย 
        ทั้งในที่แจ้งและในที่ลับ  ตลอดกาลเพียงไรภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้.
(๔)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย และภิกษุทั้งหลายยังจักเป็นผู้บริโภคปัจจัยที่แบ่งปันกันโดยลาภทั้งหลายที่เกิดขึ้นโดยชอบธรรม 
       ได้มาโดยชอบธรรมโดยที่สุดแม้เพียงภิกษานับเนื่องในบาตร   เป็นผู้บริโภคร่วมกันกับเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายผู้มีศีล ตลอดกาลเพียงไร   
       ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว  หาความเสื่อมมิได้.
(๕)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  และศีลทั้งหลาย  ที่ไม่ขาด  ไม่ทะลุ ไม่ด่างไม่พร้อย  เป็นไทย   ท่านผู้รู้สรรเสริญ 
       ตัณหาและทิฏฐิไม่แปดเปื้อน  นำไปสู่สมาธิ   ภิกษุทั้งหลายยังจักถึงความเป็นผู้เสมอกัน กับเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายอยู่ในศีลเห็นปานนั้น     
       ทั้งในที่แจ้งและในที่ลับ  ตลอดกาลเพียงไรภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว  หาความเสื่อมมิได้.
(๖)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  และทิฏฐิที่เป็นอริยะเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์   
       ภิกษุทั้งหลายยังจักถึงความเป็นผู้เสมอกันกับเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายด้วยทิฏฐิเห็นปานนั้น   
       ทั้งในที่แจ้งและในที่ลับเพื่อความสิ้นไปแห่งทุกข์ทั้งปวงของผู้กระทำนั้น    ตลอดกาลเพียงไร   
       ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียวหาความเสื่อมมิได้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ก็อปริหานิยธรรม ๖ ประการเหล่านี้  ยังจักตั้งอยู่ในภิกษุทั้งหลาย 
และภิกษุทั้งหลายยังจักเห็นดีร่วมกัน  ในอปริหานิยธรรม  ๖  ประการเหล่านี้  ตลอดกาลเพียงไร 
ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว  หาความเสื่อมมิได้  ฉะนี้แล. 
เล่ากันว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อเสด็จอยู่บนภูเขาคิชฌกูฏใกล้กรุงราชคฤห์ 
กระทำธรรมีกถานี้แลเป็นอันมากแก่ภิกษุทั้งหลายด้วยพระดำรัสว่า  ศีล  มีอยู่ด้วยประการฉะนี้, สมาธิ  มีอยู่ด้วยประการฉะนี้, 
ปัญญามีอยู่ด้วยการฉะนี้, สมาธิอันศีลอบรมแล้ว  มีผลมาก  มีอานิสงส์มาก, ปัญญาอันสมาธิอบรมแล้ว  มีผลมาก  มีอานิสงส์มาก, 
จิตอันปัญญาอบรมแล้ว  ก็หลุดพ้นด้วยดีโดยแท้จากอาสวะทั้งหลาย   กล่าวคือกามาสวะ    ภวาสวะ    อวิชชาสวะ ดังนี้.
 
พระราชอุทยานอัมพลัฏฐิกา
               [๗๖]   ครั้งนั้นแล   พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จอยู่ในกรุงราชคฤห์  ตามพระอัธยาศัยแล้ว 
จึงตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า  มาเถิด  อานนท์  เราจักเข้าไปพระราชอุทานอัมพลัฏฐิกา
ท่านพระอานนท์กราบทูลรับแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  พระเจ้าข้า. 

ครั้งนั้นแล  พระผู้มีพระภาคเจ้า   พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เสด็จถึงพระราชอุทยานอัมพลัฏฐิกาแล้ว   
เล่ากันว่า ณ ที่นั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับที่พระตำหนักในพระราชอุทยานอัมพลัฏฐิกา
ทราบว่าแม้เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จอยู่ ณ พระตำหนักในสวนอัมพลัฏฐิกานั้น 
ก็ทรงทำธรรมีกถานี้แล เป็นอันมากแก่ภิกษุทั้งหลายว่าศีล  มีอยู่แม้ด้วยประการฉะนี้   สมาธิ  มีอยู่แม้ด้วยประการฉะนี้   
ปัญญา มีอยู่แม้ด้วยประการฉะนี้
สมาธิอันศีลอบรมแล้ว   มีผลมาก   มีอานิสงส์มาก ปัญญาอันสมาธิอบรมแล้วมีผลมาก มีอานิสงส์มาก
จิตอันปัญญาอบรมแล้วก็หลุดพ้นด้วยดีโดยแท้  จากอาสวะทั้งหลายกล่าวคือ   กามาสวะ ภวาสวะ   อวิชชาสวะ  ดังนี้.
 
เมืองนาลันทา
               [๗๗]  ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า  เสด็จอยู่ในพระราชอุทยานอัมพลัฏฐิกา  ตามพระอัธยาศัยแล้ว   
จึงตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า  มาเถิดอานนท์  เราจักเข้าไปเมืองนาลันทา 
ท่านพระอานนท์กราบทูลรับแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า   พระเจ้าข้า.   
ครั้งนั้นแล   พระผู้มีพระภาคเจ้า   พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่   เสด็จถึงเมืองนาลันทา 
เล่ากันว่า  ในเมืองนาลันทานั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จอยู่ในปาวาริกัมพวัน.
 
พระสารีบุตรมาเฝ้า
ครั้งนั้นแล ท่านพระสารีบุตรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ  ด้านหนึ่ง 
ท่านพระสารีบุตรได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   ข้าพระองค์เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า   อย่างนี้ว่า   
สมณะหรือพราหมณ์อื่น   ผู้มีปัญญารู้ยิ่ง    ยิ่งกว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า ในพระสัมโพธิญาณ ไม่เคยมีมาแล้ว (ในอดีต)
และจักไม่มี (ในอนาคต) อีกทั้งไม่มีอยู่ในปัจจุบันนี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  ดูก่อนสารีบุตร    วาจาอันอาจหาญโอฬารนี้  บันลือสีหนาทที่เชื่อถือโดยแท้ว่า 
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ข้าพระองค์เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า    อย่างนี้ว่า 
สมณะหรือพราหมณ์อื่น    ผู้มีปัญญารู้ยิ่ง ยิ่งกว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า ในพระสัมโพธิญาณ  ไม่เคยมีแล้ว(ในอดีต) 
และจักไม่มี (ในอนาคต) อีกทั้งไม่มีอยู่ในปัจจุบันนี้   นี้เธอกล่าวแล้ว 
ดูก่อนสารีบุตร   พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่านั้นใด   ได้มีแล้วในอดีตกาล
เธอกำหนดใจรู้แล้วด้วยใจซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายเหล่านั้น  ทุกพระองค์ว่า 
พระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายเหล่านั้น    ได้เป็นผู้มีศีลอย่างนี้    แม้ด้วยประการฉะนี้    มีธรรมอย่างนี้   
แม้ด้วยประการฉะนี้   เป็นผู้มีปัญญาอย่างนี้  แม้ด้วยประการฉะนี้    เป็นผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่อย่างนี้   
แม้ด้วยประการฉะนี้    เป็นผู้พ้นพิเศษแล้วอย่างนี้  แม้ด้วยประการฉะนี้   ดังนี้หรือหนอ.

พระสารีบุตรกราบทูลว่า  ข้อนี้   หามิได้  พระเจ้าข้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้า  ตรัสว่า   ดูก่อนสารีบุตร  แต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่านั้นใด จักมีในอนาคตกาล     
เธอกำหนดใจรู้แล้วด้วยใจ      ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายเหล่านั้น     ทุกพระองค์ว่า 
พระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายเหล่านั้น  จักเป็นผู้มีศีลอย่างนี้  แม้ด้วยประการฉะนั้นเป็นผู้มีธรรมอย่างนี้ 
แม้ด้วยประการฉะนี้     เป็นผู้มีปัญญาอย่างนี้  แม้ด้วยประการฉะนี้
เป็นผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่อย่างนี้   แม้ด้วยประการฉะนี้    เป็นผู้พ้นพิเศษแล้วอย่างนี้  แม้ด้วยประการฉะนี้   ดังนี้หรือ.
พระสารีบุตร. . . ข้อนี้  หามิได้ พระเจ้าข้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้า . . . ดูก่อนสารีบุตร  แต่เธอกำหนดใจรู้แล้วด้วยใจซึ่งเรา(ตถาคต) ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ในกาลบัดนี้ว่า 
พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้มีศีลอย่างนี้  แม้ด้วยประการฉะนี้   เป็นผู้มีธรรมอย่างนี้  แม้ด้วยประการฉะนี้  เป็นผู้มีปัญญาอย่างนี้ 
แม้ด้วยประการฉะนี้  เป็นผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่อย่างนี้  แม้ด้วยประการฉะนี้  พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้พ้นพิเศษแล้วอย่างนี้
แม้ด้วยประการฉะนี้   ดังนี้หรือ.
พระสารีบุตร. . .    ข้อนี้   หามิได้   พระเจ้าข้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้า. . . ดูก่อนสารีบุตร  และเพราะเธอไม่มีญาณเพื่อกำหนดรู้ด้วยใจในพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า 
ในอดีต  ในอนาคต  และในปัจจุบันนี้   และเมื่อเป็นอย่างนั้น     
เหตุไร   เธอจึงกล่าววาจาอันอาจหาญโอฬารนี้  บันลือสีหนาทที่เชื่อถือได้โดยแท้  ในบัดนี้ว่า       
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ข้าพระองค์เสื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้ว่า   
สมณะหรือพราหมณ์อื่น    ผู้มีปัญญารู้ยิ่ง    ยิ่งกว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าในพระสัมโพธิญาณ     ไม่เคยมีแล้ว (ในอดีต)
และจักไม่มี (ในอนาคต) อีกทั้งไม่มีอยู่ในปัจจุบันนี้  ดังนี้.

พระสารีบุตร. . .    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่มีญาณเพื่อกำหนดรู้ด้วยใจในพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า   
ในอดีต   ในอนาคต   และในปัจจุบันก็แต่ว่าข้าพระองค์รู้ว่าการดำเนิน      (โดยอนุมาน)  ไปตามทางธรรม  พระเจ้าข้า 
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  เปรียบเหมือน  นครที่ตั้งอยู่ชายแดนของพระราชา  มีประตูมั่นคง   มีกำแพงและเสาค่ายแน่นหนา   
มีประตูเดียว   นายประตูของเมืองนั้น  เป็นบัณฑิต  ฉลาด มีปัญญา  คอยห้ามคนทั้งหลายที่ตนไม่รู้จัก 
อนุญาตคนทั้งหลายที่ตนรู้จักให้เข้าไปในเมืองนั้น  นายประตูนั้นเดินไปตามทางโดยเที่ยวสำรวจไปโดยรอบนครนั้น   
ไม่เห็นรอยต่อของกำแพง    หรือช่องว่างของกำแพง   แม้เพียงโดยที่สุดแมวลอดออกได้ นายประตูนั้นจึงมีความคิดอย่างนี้ว่า 
สัตว์มีชีวิตขนาดเขื่องไร ๆ เหล่าใดแล   เข้ามาในเมืองนี้ก็ดี  ออกไปก็ดี
สัตว์มีชีวิตเหล่านั้นทั้งหมด   เข้าหรือออกโดยประตูนี้    ดังนี้  แม้ฉันใด   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ     
ข้าพระองค์   ก็ฉันนั้นนั่นแล   รู้การดำเนินไปตามทางธรรมว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่านั้นใด 
ได้มีแล้วในอดีตกาล  พระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายเหล่านั้น  ทุกพระองค์ทรงละนีวรณ์ ๕ ประการ   
ซึ่งเป็นอุปกิเลสของใจ  เป็นเครื่องทำปัญญาให้ทุรพล เป็นผู้มีจิตเข้าไปตั้งอยู่ด้วยดีในสติปัฏฐาน ๔   
ทรงเจริญโพชฌงค์ ๗    ตามเป็นจริง ได้ตรัสรู้ยิ่งแล้วซึ่งพระสัมมาสัมโพธิ-ญาณอันยอดเยี่ยม   
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   แม้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่านั้นใดจักมีในอนาคตกาล   
พระผู้มีพระภาคเจ้าเหล่านั้น  ทุกพระองค์   จักทรงละนีวรณ์ ๕ ประการ     
ซึ่งเป็นอุปกิเลสของใจเป็นเครื่องทำปัญญาให้ทุรพล   เป็นผู้มีจิตเข้าไปตั้งมั่นด้วยดีในสติปัฏฐาน  ๔
ทรงเจริญโพชฌงค์ ๗   ตามเป็นจริง  จักตรัสรู้ยิ่งซึ่งพระสัมมาสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยม 
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  แม้พระผู้มีพระภาคเจ้า   องค์อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าในบัดนี้    ก็ทรงละแล้วซึ่งนีวรณ์  ๕  ประการ 
ซึ่งเป็นอุปกิเลสของใจ  เป็นเครื่องทำปัญญาให้ทุรพล    เป็นผู้มีจิตเข้าไปตั้งอยู่ด้วยดีในสติปัฏฐาน ๔   
ทรงเจริญโพชฌงค์ ๗   ตามเป็นจริง   ตรัสรู้ยิ่งแล้ว  ซึ่งพระสัมมาสัมโพธิญาณ  อันยอดเยี่ยม  ดังนี้   

กล่าวกันว่า   แม้เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า   เสด็จอยู่ ณ ปาวาริกัมพวันในเมืองนาลันทานั้น   
ก็ทรงทำธรรมมีกถานี้แล   เป็นอันมากแก่ภิกษุทั้งหลายว่าศีลมีอยู่ด้วยประการฉะนี้   
สมาธิมีอยู่ด้วยประการฉะนี้     ปัญญามีอยู่ด้วยประการฉะนี้   สมาธิอันศีลอบรมแล้ว  มีผลมาก   มีอานิสงส์มาก
ปัญญาอันสมาธิอบรมแล้ว  มีผลมาก  มีอานิสงส์มาก  จิตอันปัญญาอบรมแล้ว  ก็หลุดพ้นด้วยดีโดยแท้จากอาสวะทั้งหลาย 
กล่าวคือ   กามาสวะ   ภวาสวะ   อวิชชาสวะ   ดังนี้.
 

ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋):
ปาฏลิคาม (เล่ม 13 หน้า 251)

[๗๘]   ครั้งนั้นแล 
พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จอยู่ในเมืองนาลันทา  ตามพระอัธยาศัยแล้ว ตรัสกะพระอานนท์ว่า 
มาเถิด  อานนท์   เราจักเข้าไปหมู่บ้านปาฏลิคาม.   
ท่านพระอานนท์กราบทูลรับแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า   พระเจ้าข้า.

ครั้งนั้นแล    พระผู้มีพระภาคเจ้า   พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เสด็จดำเนินถึงหมู่บ้านปาฏลิคามนั้นแล้ว   
อุบาสกทั้งหลายชาวบ้านปาฏลิคามได้ยินว่า  ข่าวว่า  พระผู้มีพระภาคเจ้า  เสด็จดำเนินถึงปาฏลิคามแล้ว 

ครั้งนั้นแล   อุบาสกทั้งหลายชาวบ้านปาฏลิคาม  เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ  ด้านหนึ่ง   
อุบาสกทั้งหลายชาวบ้านปาฏลิคามได้กราบทูล  พระผู้มีพระภาคเจ้า    ดังนี้ว่า   
ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดทรงรับอาคารรับรองเถิดพระเจ้าข้า   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับด้วยดุษณีภาพ   

ครั้งนั้นแล อุบาสกทั้งหลายชาวบ้าน  ปาฏลิคามทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับแล้ว   
จึงลุกจากที่นั่งถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วกระทำประทักษิณ 
แล้วเข้าสู่อาคารรับรอง    ปูลาดสถานที่ปูลาดไว้ทุกแห่ง   
แล้วปูอาสนะทั้งหลายไว้  จัดตั้งหม้อน้ำ   ยกประทีปน้ำมันขึ้นตั้งไว้   
แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า  ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วยืนอยู่  ณ  ด้านหนึ่ง   

อุบาสกทั้งหลายชาวบ้านปาฏลิคาม   ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า   ดังนี้ว่า 
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    อาคารรับรอง    ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ปูลาดสถานที่ปูลาดไว้ทุกแห่งแล้ว 
ปูอาสนะทั้งหลายไว้แล้ว   จัดตั้งหม้อน้ำไว้แล้ว  ยกประทีปน้ำมันขึ้นตั้งไว้
บัดนี้   เป็นเวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดพิจารณากาลสมควรพระเจ้าข้า   ดังนี้.

ครั้งนั้นแล  ในเวลาเช้า  พระผู้มีพระภาคเจ้า  ทรงนุ่งสบง  ทรงถือบาตร และจีวร
เสด็จดำเนินไปยังอาคารรับรอง     พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์    ทรงล้างพระบาทแล้ว  เสด็จเข้าอาคารรับรอง 
ประทับนั่งพิงเสากลาง ทรงผินพระพักตร์ไปทางทิศบูรพา  แม้พระภิกษุสงฆ์ก็ล้างเท้าแล้วเข้าสู่อาคารรับรองแล้ว 
นั่งพิงผนังด้านตะวันตก    หันหน้าไปทางทิศตะวันออก  คือ  หันหน้าไปทางพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเอง 
แม้อุบาสกทั้งหลายชาวบ้านปาฏลิคาม ก็พากันล้างเท้าแล้วเข้าสู่อาคารรับรองแล้วนั่งพิงผนังด้านตะวันออก 
หันหน้าไปทางทิศตะวันตก คือ หันหน้าไปทางพระผู้มีพระภาคเจ้าเช่นกัน.
 
โทษ ๕ ประการของศีลวิบัต
          [๗๙]   ครั้งนั้นแล   พระผู้มีพระภาคเจ้า    ตรัสกะอุบาสกทั้งหลายชาว บ้านปาฏลิคามว่า 
ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย   โทษของศีลวิบัติของบุคคลทุศีลมี ๕ ประการ  ๕ ประการเป็นไฉน
     (๑)  ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย     บุคคลทุศีล   ผู้ปราศจากศีลในโลกนี้ ประสบความเสื่อมโภคะเป็นอันมาก 
            เพราะมีความประมาทเป็นเหตุ  นี้เป็นโทษ ข้อที่ ๑ ของศีลวิบัติของบุคคลทุศีล.
     (๒)  ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย    และยังมีข้ออื่นอีก    กิตติศัพท์ชั่วของบุคคลทุศีล  ผู้ปราศจากศีลก็อื้อฉาวไป 
            นี้เป็นโทษข้อที่  ๒  ของศีลวิบัติ  ของบุคคลทุศีล.
     (๓)  ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย และยังมีข้ออื่นอีก บุคคลทุศีล ผู้ปราศจากศีล  เข้าสู่บริษัทใด ๆ 
            คือ ขัตติยบริษัทก็ดี  พราหมณบริษัทก็ดี  คหบดีบริษัทก็ดี   สมณบริษัทก็ดี   เป็นผู้ไม่องอาจ  ขวยเขินเข้าไป   
            นี้เป็นโทษข้อที่  ๓  ของศีลวิบัติ   ของบุคคลทุศีล.
     (๔)  ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย   และยังมีข้ออื่นอีก  บุคคลทุศีล  ผู้ปราศจากศีล  เป็นคนหลง ทำกาละ(ตาย) 
            นี้เป็นโทษข้อที่ ๔ ของศีลวิบัติ   ของบุคคลผู้ทุศีล
     (๕)  ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย   และยังมีข้ออื่นอีก   บุคคลทุศีล  ผู้ปราศจากศีล  ครั้นร่างกายแตกภายหลังมรณะ 
            จะเข้าไปถึงอบาย ทุคคติ  วินิบาต นรก นี้เป็นโทษข้อที่  ๕  ของศีลวิบัติ   ของบุคคลผู้ทุศีล 

ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย  โทษ ๕ ประการของบุคคลผู้ทุศีล   ผู้ปราศจากศีล   เหล่านี้แล.
 

อานิสงส์  ๕  ประการของศีลสัมปทา
          [๘๐]  ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย  อานิสงส์ของความถึงพร้อมด้วยศีล ของผู้มีศีล   มี ๕ ประการ ๕ ประการเป็นไฉน
     (๑)  ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย  บุคคลผู้มีศีล  ผู้ถึงพร้อมด้วยศีลในโลกนี้ได้ประสบโภคะกองใหญ่เพราะมีความไม่ประมาทเป็นเหตุ   
            นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่  ๑ ของความถึงพร้อมด้วยศีล   ของบุคคลผู้มีศีล
     (๒)  ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย    และยังมีข้ออื่นอีก    กิตติศัพท์อันดีงามของบุคคลผู้มีศีล    ผู้ถึงพร้อมด้วยศีล   
            กระฉ่อนไปนี้เป็นอานิสงส์ข้อที่  ๒  ของความถึงพร้อมด้วยศีล   ของบุคคลผู้มีศีล
     (๓)  ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย    และยังมีข้ออื่นอีก   บุคคลผู้มีศีล  ผู้ถึงพร้อมด้วยศีล 
            เข้าสู่บริษัทใด ๆ คือ  ขัตติยบริษัทก็ดี   พราหมณบริษัทก็ดี   คหบดีบริษัทก็ดี  สมณบริษัทก็ดี 
            เป็นผู้องอาจไม่ขวยเขินเข้าไป  นี้เป็นอานิสงส์ ข้อที่ ๓   ของความถึงพร้อมด้วยศีล  ของบุคคลผู้มีศีล
     (๔)  ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย   และยังมีข้ออื่นอีก    บุคคลผู้มีศีล  ผู้ถึงพร้อมด้วยศีล   
            เป็นผู้ไม่หลงทำกาละ (ตาย)  นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่  ๔  ของความถึงพร้อมด้วยศีล   ของบุคคลผู้มีศีล
     (๕)  ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย   และยังมีข้ออื่นอีก  บุคคลผู้มีศีล  ผู้ถึงพร้อมด้วยศีล 
            ครั้นร่างกายแตกภายหลังมรณะ  จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์  นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่  ๕ ของความถึงพร้อมด้วยศีล  ของบุคคลผู้มีศีล

ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย  อานิสงส์  ๕  ประการของความถึงพร้อมด้วยศีลของบุคคลผู้มีศีล   เหล่านี้แล.


          [๘๑]   ครั้งนั้นแล     พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยิ่งอุบาสกทั้งหลาย   ชาวบ้านปาฏลิคามให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน 
ให้อาจหาญ   ให้รื่นเริงด้วยธรรมีกถา   ผ่านราตรีไปเป็นส่วนมากแล้ว  ทรงส่งกลับ ด้วยพระดำรัสว่า   

ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย    ราตรีผ่านไปมากแล้วแล  บัดนี้   ท่านทั้งหลายจงพิจารณาเห็นเป็นกาลสมควรเถิด   

อุบาสกทั้งหลาย   ชาวบ้านปาฏลิคาม   กราบทูลรับแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า   อย่างนั้น  พระเจ้าข้า 
แล้วพากันลุกจากที่นั่ง  ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้ากระทำประทักษิณแล้ว    พากันกลับไป 
ครั้งนั้นแล   เมื่ออุบาสกทั้งหลาย   ชาวบ้านปาฏลิคามกลับไปแล้วไม่นาน   พระผู้มีพระภาคเจ้าก็เสด็จเข้าสุญญาคาร.


บ้านปาฏลิคาม
          [๘๒]   ก็สมัยนั้นแล   พราหมณ์สุนีธะและวัสสการะ  มหาอำมาตย์ของแคว้นมคธกำลังให้สร้างเมืองอยู่ในหมู่บ้านปาฏลิคาม     
เพื่อป้องกันเจ้าวัชชีทั้งหลาย.   แต่ทว่า   สมัยนั้นแล    เทวดาทั้งหลายเป็นอันมากจำนวนพัน  ๆ   พากันหวงแหนพื้นที่ในหมู่บ้านปาฏลิคาม. 
ในภูมิประเทศใดเทวดาทั้งหลายผู้มีศักดิ์ใหญ่หวงแหนพื้นที่   จิตก็น้อมไปเพื่อให้สร้างนิเวศน์ทั้งหลาย
แก่ราชาและราชมหาอำมาตย์ทั้งหลายผู้มีศักดิ์ใหญ่   ในภูมิประเทศนั้น   
ในภูมิประเทศใดเทวดาทั้งหลายชั้นกลางๆ   พากันหวงแหนพื้นที่  จิตก็น้อมไปเพื่อให้สร้างนิเวศน์ทั้งหลาย   
แก่ราชาและราชมหา-อำมาตย์ทั้งหลายชั้นกลาง ๆ   ในภูมิประเทศนั้น
ในภูมิประเทศใด  เทวดาทั้งหลายชั้นต่ำพากันหวงแหนพื้นที่   จิตก็น้อมไปเพื่อให้สร้างนิเวศน์ทั้งหลาย 
แก่ราชาและราชมหาอำมาตย์ทั้งหลายชั้นต่ำในภูมิประเทศนั้น   

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็นเทวดาทั้งหลายเหล่านั้นจำนวนพัน ๆ
ต่างหวงแหนพื้นที่ในหมู่บ้านปาฏลิคาม  ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์เหนือดวงตามนุษย์   
ครั้งนั้นแลพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จลุกขึ้นในเวลาใกล้รุ่งแห่งราตรี   แล้วตรัสแก่พระอานนท์ว่า 
ดูก่อนอานนท์ใครหนอให้สร้างเมืองอยู่ในหมู่บ้านปาฏลิคาม.
พระอานนท์กราบทูลว่า   พราหมณ์สุนีธะและวัสสการะ  มหาอำมาตย์ของแคว้นมคธ   
กำลังให้สร้างเมืองอยู่ในหมู่บ้านปาฏลิคาม    เพื่อป้องกันเจ้าวัชชีทั้งหลาย   พระเจ้าข้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้า. .  ดูก่อนอานนท์ พราหมณ์สุนีธะและวัสสการะมหาอำมาตย์ของแคว้นมคธ ให้สร้างเมืองในหมู่บ้านปาฏลิคาม   
เพื่อป้องกันเจ้าวัชชีทั้งหลาย   เหมือนอย่างท้าวสักกะทรงปรึกษาหารือกับเทวดาทั้งหลายชั้นดาวดึงส์   

ดูก่อนอานนท์ ณ ที่นี้    ตถาคตได้เห็นเทวดาทั้งหลายเป็นอันมากจำนวนพัน ๆ
ต่างหวงแหนพื้นที่ในหมู่บ้านปาฏลิคาม  ด้วยทิพจักษุอันบริสุทธิ์เหนือดวงตามนุษย์     
ในภูมิประเทศใด    เทวดาทั้งหลายผู้มีศักดิ์ใหญ่พากันหวงแหนพื้นที่  จิตก็น้อมไปเพื่อให้สร้างนิเวศน์ทั้งหลาย   
แก่ราชาและราชมหาอำมาตย์ทั้งหลาย ในภูมิประเทศนั้นในภูมิประเทศใด   
เทวดาทั้งหลายชั้นกลาง ๆ พากันหวงแหนพื้นที่  จิตก็น้อมไปเพื่อให้สร้างนิเวศน์ทั้งหลาย 
แก่ราชาและแก่ราชมหาอำมาตย์ทั้งหลายชั้นกลาง ๆ ในภูมิประเทศนั้น   
ในภูมิประเทศใดเทวดาทั้งหลายชั้นต่ำ  พากันหวงแหนพื้นที่  จิตก็น้อมไปเพื่อให้สร้างนิเวศน์ทั้งหลาย   
แก่ราชาและแก่ราชมหาอำมาตย์ทั้งหลาย   ในภูมิประเทศนั้น   

ดูก่อนอานนท์   เมืองนี้ยังเป็นที่ชุมนุมชนอารยะอยู่ตราบใด    ยังเป็นทางผ่านของพ่อค้าอยู่ตราบใด 
จักเป็นนครชั้นเลิศ  ชื่อปาฏลิบุตร    เป็นที่แก้ห่อสินค้า 

ดูก่อนอานนท์ นครปาฏลิบุตร จักมีอันตราย ๓ ประการ  คือ 
จากไฟ  ๑     จากน้ำ ๑     หรือด้วยแตกสามัคคี  ๑

---------------------------------------------------------------------
 
พราหมณ์สุนีธะและวัสสการะถวายภัตตาหาร (เล่ม 13 หน้า 257)
          [๘๓]   ครั้งนั้นแล  พราหมณ์สุนีธะและวัสสการะ  มหาอำมาตย์ของแคว้นมคธ   เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า   
ครั้นชื่นชมกับพระผู้มีพระภาคเจ้ากล่าวถ้อยคำน่าชื่นชมควรรำลึกถึงกันแล้ว    จึงนั่งอยู่ ณ  ด้านหนึ่ง   
พราหมณ์สุนีธะและวัสสการะ  มหาอำมาตย์ของแคว้นมคธ   ผู้นั่งอยู่ ณ ด้านหนึ่งแล   ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า   ดังนี้ว่า 
ขอพระโคดมผู้เจริญ   พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ โปรดรับภัตตาหาร   สำหรับวันนี้เถิด   พระเจ้าข้า  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับด้วยดุษณีภาพ
พราหมณ์สุนีธะและวัสสการะมหาอำมาตย์ของแคว้นมคธ  ครั้นทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับแล้ว     
จึงเข้าไปยังเรือนรับรองของตน  แล้วสั่งให้ตกแต่งของควรเคี้ยวของควรบริโภคอย่างประณีตไว้ในเรือนรับรองของตน   
แล้วให้กราบทูลกาลเวลาแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดม ผู้เจริญ   ได้เวลาแล้ว    ภัตตาหารเสร็จแล้ว. 

ครั้งนั้นแล   ในเวลาเช้า   พระผู้มีพระภาคเจ้า   ทรงนุ่งสบง   ทรงถือบาตรและจีวร   พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์     
เสด็จดำเนินเข้าไปเรือนรับรองของพราหมณ์สุนีธะแสะวัสสการะ     มหาอำมาตย์ของแคว้นมคธแล้วประทับนั่งบนอาสนะที่เขาปูไว้ 
ครั้งนั้นแล   พราหมณ์สุนีธะและวัสสการะ  มหาอำมาตย์ของแคว้นมคธอังคาส   เลี้ยงดูภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขด้วยของควรเคี้ยว
ควรบริโภคอย่างประณีตด้วยมือของตน     ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยเสร็จ   ทรงวางพระหัตถ์ลงจากบาตร     
พราหมณ์สุนีธะและวัสสการะมหาอำมาตย์ของแคว้นมคธ      ถือเอาอาสนะต่ำที่ใด ที่หนึ่งแล้วนั่งอยู่  ณ ด้านหนึ่ง   
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุโมทนากะพราหมณ์สุนีธะและวัสสการะมหาอำมาตย์ของแคว้นมคธผู้นั่งอยู่ ณ ด้านหนึ่ง 
ด้วยพระคาถาเหล่านี้    ว่า
          [๘๔]     บุรุษผู้มีเชื้อชาติบัณฑิต  เข้าไปอยู่ในประเทศใด   
พึงเชิญท่านพรหมจารีทั้งหลายผู้มีศีล  ผู้สำรวมให้บริโภคในประเทศนั้น 
แล้วอุทิศทักษิณาให้แก่เทวดาทั้งหลาย  ซึ่งมีอยู่ในประเทศนั้นเทวดาทั้งหลายเหล่านั้น 
อันบุรุษนั้นบูชาแล้ว  ย่อมบูชาตอบ  นับถือแล้ว    ย่อมนับถือตอบ  ซึ่งบุรุษนั้น 
เพราะเหตุนั้นเทวดาทั้งหลายจะอนุเคราะห์บุรุษเชื้อชาติบัณฑิตนั้น เหมือนมารดาอนุเคราะห์บุตรของตน   
บุรุษผู้ซึ่งเทวดาอนุเคราะห์แล้วจะประสบแต่สิ่งเจริญทั้งหลายในกาลทุกเมื่อ.

โคตมทวาร
          [๘๕]  ครั้งนั้นแล  พระผู้มีพระภาคเจ้า 
ครั้นทรงอนุโมทนาพราหมณ์สุนีธะและวัสสการมหาอำมาตย์ของแคว้นมคธ  ด้วยพระคาถาเหล่านี้แล้ว เสด็จกลับ   
ก็สมัยนั้นแล  พราหมณ์สุนีธะและวัสสการะ   มหาอำมาตย์ของแคว้นมคธ  ตามเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า     
ตามเสด็จไปโดยเบื้องพระปฤษฏางค์     ด้วยคิดว่า  วันนี้    พระสมณโคดมจักเสด็จออกทางประตูใด    ประตูนั้นจักมีชื่อว่าโคตมทวาร
จักเสด็จข้ามแม่น้ำคงคา  โดยท่าใด  ท่านั้นจักมีชื่อว่า  โคตรมติตถะ

ครั้งนั้นแลประตูที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออก    ได้มีนามว่า   โคตรมทวาร
ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จดำเนินไปยังแม่น้ำคงคา   ก็สมัยนั้นแล  แม่น้ำคงคา  น้ำเต็มฝั่งเสมอขอบฝั่ง 
กาดื่มกินได้มนุษย์ทั้งหลายผู้ปรารถนาข้ามจากฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งหนึ่ง  บางพวกก็ใช้เรือ  บางพวกก็ใช้แพ   บางพวกก็ผูกทุ่น
ครั้งนั้นแล   พระผู้มีพระภาคเจ้า   ทรงหายพระองค์บนฝั่งข้างนี้ของแม่น้ำคงคาแล้วประทับยืนเฉพาะอยู่บนฝั่งข้างโน้น   
เหมือนบุรุษผู้มีกำลังพึงเหยียดแขนที่คู้ไว้ออกไป   หรือคู้แขนที่เหยียดไว้เข้ามา   
ผู้ปรารถนาข้ามจากฝั่งหนึ่งไปยังฝั่งหนึ่ง   บางพวกก็ใช้เรือ    บางพวกก็ใช้แพ     บางพวกก็ผูกทุ่น   
ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความหมายนั้นแล้ว   ทรงเปล่งอุทานนี้  ในเวลานั้นว่า
ชนทั้งหลายเหล่าใด  จะข้ามสระ  คือ  ห้วงน้ำ  (แม่น้ำ) 
ชนเหล่านั้น  ต้องทำสะพานผ่านเปือกตมข้ามไป ประชาชน  ยังผูกทุ่นกันอยู่ 
แต่ชนทั้งหลายผู้มีปัญญาข้ามกันไปไม่ต้องผูกทุ่น

จบภาณวารที่  ๑

ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋):
โกฏิคาม (เล่ม 13 หน้า 260)

[๘๖]  ครั้งนั้นแล   
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะท่านพระอานนท์ว่ามาเถิด  อานนท์   เราจักเข้าไปหมู่บ้านโกฏิคามกันเถิด 
ท่านพระอานนท์กราบทูลรับแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  พระเจ้าข้า.

ครั้งนั้นแล   
พระผู้มีพระภาคเจ้า  พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เสด็จดำเนินถึงหมู่บ้านโกฏิคามนั้นแล้ว   
เล่ากันว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จอยู่ในหมู่บ้านโกฏิคามนั้น
ในหมู่บ้านโกฏิคามนั้นแล  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เพราะมิได้ตรัสรู้  เพราะมิได้แทงตลอดอริยสัจ  ๔
เราตถาคตและเธอทั้งหลายด้วย  จึงโลดแล่นไป เร่ร่อนไป ตลอดกาลยาวนานนี้ อย่างนี้ 
อริยสัจ ๔ เป็นไฉน.   

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   เพราะมิได้ตรัสรู้  เพราะมิได้แทงตลอดอริยสัจ  คือ ทุกข์ 
เราตถาคตและเธอทั้งหลายด้วย    จึงโลดแล่นไป    เร่ร่อนไป  ตลอดกาลยาวนานนี้   อย่างนี้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เพราะมิได้ตรัสรู้   เพราะมิได้แทงตลอดอริยสัจ  คือ  เหตุเป็นแดนเกิดแห่งทุกข์
เราตถาคตและเธอทั้งหลายด้วย   จึงโลดแล่นไปเร่ร่อนไปตลอดกาลยาวนานนี้   อย่างนี้. 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เพราะมิได้ตรัสรู้เพราะมิได้แทงตลอดอริยสัจ คือ ความดับทุกข์     
เราตถาคตและเธอทั้งหลายด้วย   จึงโลดแล่นไป  เร่ร่อนไปตลอดกาลยาวนานนี้  อย่างนี้. 
   
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   เพราะมิได้ตรัสรู้   พราะมิได้แทงตลอด    อริยสัจ  คือ  ทางปฏิบัติไปสู่ไปสู่ความดับทุกข์   
เราตถาคตและเธอทั้งหลายด้วย  จึงโลดแล่นไป   เร่ร่อนไปตลอดกาลยาวนานนี้อย่างนี้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย 
อริยสัจ  คือ ทุกข์นี้นั้นเราตถาคตตรัสรู้แล้ว  แทงตลอดแล้ว
อริยสัจ  คือ เหตุเป็นแดนเกิดแห่งทุกข์ เราตถาคตตรัสรู้แล้ว  แทงตลอดแล้ว   
อริยสัจ  คือ ความดับทุกข์ เราตถาคตตรัสรู้แล้ว  แทงตลอดแล้ว   
อริยสัจ  คือ ทางปฏิบัติไปสู่ความดับทุกข์ เราตถาคตตรัสรู้แล้วแทงตลอดแล้ว   
ตัณหาในภพ    เราตถาคตถอนขึ้นแล้ว ตัณหานำไปสู่ภพสิ้นไปแล้วบัดนี้ภพต่อไปไม่มี 

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้แล้ว   จึงตรัสบทประพันธ์  ต่อไปว่า . –

[๘๗]   เพราะไม่เห็นอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง   
เราตถาคตและเธอทั้งหลายจึงเร่ร่อนไปในชาติทั้งหลายเหล่านั้น นั่นแลตลอดกาลยาวนาน. 
บัดนี้อริยสัจ  ๔ นี้นั้น  เราตถาคตเห็นแล้วตัณหานำไปสู่ภพ  เราก็ถอนได้แล้ว รากเหง้าของทุกข์เราก็ถอนทิ้งแล้ว 
บัดนี้ จะไม่มีเกิดอีกต่อไป.๑

[๘๘]   ทราบว่า แม้เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จอยู่ในหมู่บ้านโกฏิคามนั้น   
ก็ทรงทำธรรมมีกถานี้แลเป็นอันมากแก่ภิกษุทั้งหลายว่า 
ศีล มีอยู่ด้วยประการฉะนี้ 
สมาธิ  มีอยู่ด้วยประการฉะนี้
ปัญญา  มีอยู่ด้วยประการฉะนี้   
สมาธิอันศีลอบรมแล้ว  ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก 
ปัญญาอันสมาธิอบรมแล้ว  ย่อมมีผลมาก   มีอานิสงส์มาก 
จิตอันปัญญาอบรมแล้ว  ก็หลุดพ้นด้วยดี  โดยแท้จากอาสวะทั้งหลาย 
กล่าวคือ  กามาสวะ  ภวาสวะอวิชชาสวะ ดังนี้.

ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋):
หมู่บ้านนาทิกะ (เล่ม 13 หน้า 262)

[๘๙]  ครั้งนั้นแล  พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จอยู่ในบ้านโกฏิคาม  ตามพระอัธยาศัยแล้ว 
ตรัสกะท่านพระอานนท์ว่ามาเถิด  อานนท์  เราจะเข้าไปยังหมู่บ้านนาทิกะกันเถิด
ท่านพระอานนท์กราบทูลรับแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่าพระเจ้าข้า   

ครั้งนั้นแล  พระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เสด็จดำเนินถึงหมู่บ้านนาทิกะแล้ว   
เล่ากันว่า  ในหมู่บ้านนาทิกะนั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จอยู่ในเรือนรับรองก่อด้วยอิฐ.

ครั้งนั้นแล   ท่านพระอานนท์   เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่งอยู่ ณ  ด้านหนึ่ง
ท่านพระอานนท์ผู้นั่งอยู่ ณ  ด้านหนึ่งแล  ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า.-
 


คติภายหน้าของผู้ทำกาละแล้ว (เล่ม 13 หน้า 262)

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    ภิกษุชื่อว่าสาฬหะ   ทำกาละแล้วในหมู่บ้านนาทิกะ 
เขามีคติอย่างไร  มีภพไปถึงภายหน้าอย่างไร.

ภิกษุณี   ชื่อว่า นันทา    ทำกาละแล้ว  ในหมู่บ้านนาทิกะ     
เขามีคติอย่างไร  มีภพไปถึงภายหน้าอย่างไร  พระเจ้าข้า.
     อุบาสก    ชื่อว่า   สุทัตตะ
     อุบาสิกา  ชื่อว่า   สุชาดา
     อุบาสก    ชื่อว่า   กกุธะ
     อุบาสก    ชื่อว่า   การฬิมภะ
     อุบาสก    ชื่อว่า   นิกฏะ
     อุบาสก    ชื่อว่า   กฏิสสหะ
     อุบาสก    ชื่อว่า   ตุฏฐะ
     อุบาสก    ชื่อว่า   สันตุฏฐะ
     อุบาสก    ชื่อว่า   ภฏะ

อุบาสกชื่อ  สุภฏะ   ทำกาละแล้วในหมู่บ้านนาทิกะ 
เขามีคติอย่างไร   มีภพไปถึงภายหน้าอย่างไร   พระเจ้าข้า.

แว่นธรรม
พระผู้มีพระภาคเจ้า   ทรงมีพระดำรัสว่า 
ดูก่อนอานนท์  ภิกษุสาฬหะทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ  ปัญญาวิมุตติ  หาอาสวะมิได้ 
เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญารู้ยิ่งด้วยตนเองแล้ว เข้าถึงอยู่ในทิฏฐธรรมแล้วแล 
ดูก่อนอานนท์  ภิกษุณีชื่อนันทา  เพราะสัญโญชน์  อันเป็นส่วนเบื้องต่ำ ๕  สิ้นไป
เป็นผู้ผุดเกิดขึ้นปรินิพพาน  ในชั้นสุทธาวาสนั้น  เป็นผู้ไม่กลับมาจากโลกนั้นเป็นธรรมดา.
ดูก่อนอานนท์     อุบาสกสุทัตตะ     เพราะสัญโญชน์ ๓  อย่างสิ้นไป เพราะราคะ   
โทสะและโมหะทั้งหลายบางเบา  เป็นสกทาคามี  จักมาสู่โลกนี้อีก   ครั้งเดียวเท่านั้น 
แล้วจักทำที่สุดทุกข์
ดูก่อนอานนท์   อุบาสิกาสุชาดา  เพราะสัญโญชน์   ๓   อย่างสิ้นไป  เป็นโสดาบัน     
เป็นผู้ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา  เป็นผู้แน่นอนแล้ว  จะตรัสรู้ในภายหน้า
ดูก่อนอานนท์  อุบาสกกกุธะ  เพราะ  (เขา)  สิ้นสัญโญชน์ส่วนเบื้องต่ำ  ๕  อย่าง 
เป็นผู้ผุดเกิดขึ้นปรินิพพานในชั้นสุทธาวาสนี้  เป็นผู้ไม่กลับมาจากโลกนั้นเป็นธรรมดา
ดูก่อนอานนท์  อุบาสกการฬิมภะ...
ดูก่อนอานนท์   อุบาสกนิกฏะ...
ดูก่อนอานนท์   อุบาสก กฏิสสหะ...
ดูก่อนอานนท์   อุบาสก  ตุฏฐะ...
ดูก่อนอานนท์   อุบาสก  สันตุฏฐ...
ดูก่อนอานนท์   อุบาสก  ภฏะ...
ดูก่อนอานนท์   อุบาสก  สุภฏะ   เพราะ  (เขา)  สิ้นสัญโญชน์ส่วนเบื้องต่ำ ๕ อย่าง 
เป็นผู้ผุดเกิดขึ้น  ปรินิพพานในชั้นสุทธาวาสนั้น  เป็นผู้ไม่กลับมาจากโลกนั้นเป็นธรรมดา
ดูก่อนอานนท์   อุบาสกทั้งหลาย  ในหมู่บ้านนาทิกะกว่า ๕๐ คน  ทำกาละแล้ว   
เพราะ  (เขา)     สิ้นสัญโญชน์ส่วนเบื้องต่ำ  ๕ อย่าง 
เป็นผู้ผุดเกิดขึ้นปรินิพพานในชั้นสุทธาวาสนั้น   เป็นผู้ไม่กลับมาจากโลกนั้นเป็นธรรมดา
ดูก่อนอานนท์    อุบาสกทั้งหลายในหมู่บ้านนาทิกะ ๙๖ คน  ทำกาละแล้ว   
เพราะสัญโญชน์ ๓ อย่าง สิ้นไป   เพราะราคะ โทสะ และโมหะ บางเบา เป็นสกทาคามี 
จักมาสู่โลกนี้อีกครั้งเดียวเท่านั้นแล้วจักทำที่สุดทุกข์
ดูก่อนอานนท์    อุบาสกทั้งหลาย  ในหมู่บ้านนาทิกะ ๕๑๐ คน  ทำกาละแล้ว 
เพราะสัญโญชน์ ๓ อย่างสิ้นไป   เป็นโสดาบันเป็นผู้ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา  เป็นผู้แน่นอน 
เป็นผู้จะตรัสรู้ในภพหน้าข้อนั้นไม่เป็นสิ่งอัศจรรย์  เป็นมนุษย์พึงทำกาละ เมื่อบุคคลนั้น  ๆ
ทำกาละแล้ว  เธอทั้งหลายก็จักเข้ามาหาตถาคต  แล้วถามเนื้อความนี้ว่า 

ดูก่อนอานนท์  ข้อนี้เป็นการเบียดเบียนแก่ตถาคตโดยแท้ 
ดูก่อนอานนท์   เพราะเหตุนั้นแหละ  เราตถคตจักแสดงธรรม บรรยายชื่อว่าแว่นธรรมไว้   
ซึ่งอริยสาวกผู้ประกอบด้วยธรรมบรรยายชื่อว่าแว่นธรรมแล้ว 
 เมื่อปรารถนาพึงพยากรณ์ตนด้วยตนเองว่า   ฉันมีนรกสิ้นแล้ว   
มีกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานสิ้นแล้ว   มีวิสัยแห่งเปรตสิ้นแล้ว   
เป็นผู้มีอบายทุคติและวินิบาตสิ้นแล้ว   
ฉันเป็นพระโสดาบัน เป็นผู้ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา   
เป็นผู้แน่นอนแล้วจะตรัสรู้ในภายหน้า.

ดูก่อนอานนท์   ก็ธรรมบรรยาย  ชื่อว่า  แว่นธรรม ซึ่งอริยสาวก   
ผู้ประกอบด้วยธรรมบรรยายชื่อว่า แว่นธรรมแล้ว   เมื่อปรารถนาพึงพยากรณ์ตนด้วยตนเองว่า 
ฉันมีนรกสิ้นแล้ว มีกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานสิ้นแล้ว   มีวิสัยแห่งเปรตสิ้นแล้ว เป็นผู้มีอบายทุคติ
และวินิบาตสิ้นแล้ว  ฉันเป็นพระโสดาบันเป็นผู้ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา   
เป็นผู้แน่นอนแล้ว   จะตรัสรู้ในภายหน้านั้นเป็นไฉน

ดูก่อนอานนท์   อริยสาวกในพระศาสนานี้
(๑)  เป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่าแม้ด้วยเหตุนี้ 
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น  เป็นพระอรหันต์ เป็นผู้ตรัสรู้โดยชอบด้วยพระองค์เอง 
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ  เป็นผู้เสด็จไปดีแล้ว  เป็นผู้รู้โลก 
เป็นสารถีผู้ฝึกคนที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นพระศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย 
เป็นผู้ตื่นแล้ว เป็นผู้ทรงจำแนกธรรม  ดังนี้.

(๒)  เป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระธรรมว่า
พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้ดีแล้ว ผู้บรรลุพึงเห็นด้วยตนเอง 
ไม่ประกอบด้วยกาล  เรียกคนอื่นมาดูได้  น้อมเข้ามาในตน
อันวิญญูชนทั้งหลายพึงรู้เฉพาะตน  ดังนี้.

(๓)   เป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ว่า
พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ปฏิบัติดี   เป็นผู้ปฏิบัติตรง   
เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อรู้  เป็นผู้ปฏิบัติสมควร   พระสงฆ์สาวกนี้    คือใคร   
คู่แห่งบุรุษ  ๔ คู่   บุรุษบุคคล ๘ ท่าน  นี้คือพระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า 
เป็นผู้ควรแก่ของนำมาคำนับ  เป็นผู้ควรแก่ของต้อนรับ เป็นผู้ควรแก่ของทำบุญ 
เป็นผู้ควรแก่การทำอัญชลี  เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า  ดังนี้.

(๔)   เป็นผู้ประกอบด้วยอริยกันตศีลทั้งหลาย    ที่ไม่ขาด     ไม่ทะลุ   ไม่ด่าง   
ไม่พร้อย      เป็นไท    อันวิญญูชนสรรเสริญ  อันตัณหาและทิฏฐิไม่แปดเปื้อน 
ดำเนินไปเพื่อได้สมาธิ

ดูก่อนอานนท์   ธรรมบรรยายชื่อว่าแว่นธรรมนี้แล 
ซึ่งพระอริยาสาวกผู้ประกอบด้วยธรรมบรรยาย
ชื่อว่าแว่นธรรมแล้วเมื่อปรารถนาพึงพยากรณ์ตนได้ด้วยตนเองว่า   
ฉันมีนรกสิ้นแล้ว  มีกำเนิดสัตว์   ดิรัจฉานสิ้นแล้ว   มีวิสัยแห่งเปรตสิ้นแล้ว เป็นผู้มีอบาย 
ทุคคติและวินิบาตสิ้นแล้ว   ฉันเป็นพระโสดาบัน   เป็นผู้ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา 
เป็นผู้แน่นอนแล้ว  จะตรัสรู้ในภายหน้า   ดังนี้.

ได้ยินว่า   แม้เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จอยู่  ณ เรือนรับรองก่อด้วยอิฐในหมู่บ้านนาทิกะนั้น   
ก็ทรงทำธรรมีกถานี้แลเป็นอันมาก  แก่ภิกษุทั้งหลายว่า  ศีล  มีอยู่ด้วยประการฉะนี้   
สมาธิ  มีอยู่ด้วยประการฉะนี้   ปัญญา   มีอยู่  ด้วยประการฉะนี้ 
สมาธิอันศีลอบรมแล้ว  มีผลมาก  มีอานิสงส์มาก
ปัญญาอันสมาธิอบรมแล้ว  มีผลมาก มีอานิสงส์มาก
จิตอันปัญญาอบรมแล้ว   ก็หลุดพ้นด้วยดีโดยแท้จากอาสวะทั้งหลาย   
กล่าวคือ  กามาสวะ  ภวาสวะ อวิชชาสวะ   ดังนี้.

ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋):
นครเวสาลี (เล่ม 13 หน้า 267)
[๙๐]   ครั้งนั้นแล   พระผู้มีพระภาคเจ้า  เสด็จอยู่ในหมู่บ้านนาทิกะ   ตามพระอัธยาศัยแล้ว
ตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า  มาเถอะ  อานนท์   เราจะเข้าไปนครเวสาลีกันเถิด. 
ท่านพระอานนท์ กราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่าพระเจ้าข้า. 
ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เสด็จดำเนินถึงนครเวสาลีนั้นแล้ว.   
ทราบว่าในนครเวสาลีนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับในอัมพปาลิวัน.

สติปัฏฐาน-อนุสาสนี (เล่ม 13 หน้า 267)
ในอัมพปาลิวันนั้นแล  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติ    มีสัมปชัญญะอยู่   นี้เป็นอนุสาสนีของเรา  (มอบให้)
แก่เธอ  (ทั้งหลาย)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็ภิกษุเป็นผู้มีสติอย่างไร.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ภิกษุในพระศาสนานี้พิจารณากายในกายเป็นผู้มีความเพียร   
มีสัมปชัญญะ มีสติอยู่   กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุในพระศาสนานี้  พิจารณาเวทนาในเวทนา...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุในพระศาสนานี้   พิจารณาจิตในจิต...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุในพระศาสนานี้   พิจารณาธรรมในธรรม 
มีสัมปชัญญะ มีสติอยู่ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุเป็นผู้มีสติอยู่อย่างนี้แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ก็ภิกษุเป็นผู้มีสัมปชัญญะเป็นอย่างไร.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุในพระศาสนานี้  เป็นผู้ทำความรู้ตัวอยู่เสมอ ในการก้าวไปข้างหน้า 
ในการถอยกลับ
เป็นผู้ทำความรู้ตัวอยู่เสมอ   ในการแลดู   ในการเหลียวดู
เป็นผู้ทำความรู้อยู่เสมอในการคู้เข้า ในการเหยียดออก 
เป็นผู้ทำความรู้ตัวอยู่เสมอ ในการทรงไว้  ซึ่งสังฆาฏิ บาตรและจีวร
เป็นผู้ทำความรู้ตัวอยู่เสมอ ในการกิน ในการดื่ม นการเคี้ยวในการลิ้ม
เป็นผู้ทำความรู้ตัวอยู่เสมอเสมอ  ในการถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ 
เป็นผู้ทำความรู้ตัวอยู่เสมอ ในการเดิน ในการยืนในการนั่ง ในการหลับ ในการตื่น ในการพูด  นการนิ่ง.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุเป็นผู้มีสัมปชัญญะอยู่อย่างนี้แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติ  มีสัมปชัญญะอยู่ นี้เป็นอนุสาสนีของเรา   
แก่เธอทั้งหลายฉะนั้นแล.


นางอัมพปาลีคณิกามาเฝ้า  (เล่ม 13 หน้า 267)
[๙๑] นางอัมพปาลี คณิก ได้ยินแล้วแลว่า เขาว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จดำเนินถึงนครเวสาลีแล้ว
เสด็จประทับอยู่ในสวนมะม่วงของเราใกล้นครเวสาลี  ครั้งนั้นแล  นางอัมพปาลีคณิกา 
สั่งให้เทียมยานทั้งหลายที่ดี ๆ แล้วตนเอง ขึ้นยานดี ๆ คันหนึ่ง ออกจากนครเวสาลีด้วยยานทั้งหลายคันดี ๆ
เข้าไปยังสวนของตน ไปด้วยยานตลอดพื้นที่ยานไปได้ แล้วลงจากยาน  เดินเท้าไป  เข้าไปเฝ้าพระผู้มีภาคเจ้า   
ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว  นั่งอยู่  ณ ด้านหนึ่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้า     ยังนางอัมพปาลี คณิกา ผู้นั่งอยู่ ณ ด้านหนึ่ง
ให้เห็นแจ้ง ให้รื่นเริง ให้สมาทาน ให้อาจหาญด้วยธรรมีกถา
ครั้งนั้นแล  นางอัมพปาลีคณิกา ผู้ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ
ให้รื่นเริง ด้วยธรรมีกถาแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า ดังนี้ว่า  ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า
พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ โปรดรับภัตตาหารของหม่อมฉัน สำหรับวันพรุ่งนี้ด้วยเถิด พระเจ้าข้า.   
พระผู้มีพระพระภาคเจ้าทรงรับด้วยดุษณีภาพ. ครั้งนั้นแลนางอัมพปาลีคณิกา 
ครั้นทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับแล้ว    ก็ลุกจากอาสนะถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทำประทักษิณแล้วกลับไป.
[๙๒]   เจ้าลิจฉวีทั้งหลายชาวเมืองเวสาลี    ได้ยินแล้วแลว่า  เขาว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า 
เสด็จดำเนินถึงเมืองเวสาลีแล้ว  เสด็จประทับอยู่ในอัมพปาลิวัน  ใกล้เมืองเวสาลี. 
ครั้งนั้นแล เจ้าลิจฉวีทั้งหลายเหล่านั้น  สั่งให้เทียมยานทั้งหลายคันใหญ่ ๆ แล้วต่างก็ขึ้นยานใหญ่ ๆ
ออกจากนคร  เวสาลี  ด้วยยานทั้งหลายใหญ่ ๆ  ในบรรดาเจ้าลิจฉวีทั้งหลายเหล่านั้น 
เจ้าลิจฉวีบางพวกสีนิลมีวรรณสีนิล มีผ้านุ่งห่มสีนิล  เครื่องประดับสีนิล  เจ้าลิจฉวีบางพวกสีเหลือง 
มีวรรณสีเหลือง   มีผ้านุ่งสีเหลือง  เครื่องประดับสีเหลือง เจ้าลิจฉวีบางพวกสีแดง  มีวรรณสีแดง 
มีผ้านุ่งห่มสีแดงเครื่องประดับสีแดง เจ้าลิจฉวีบางพวกสีขาว มีวรรณสีขาว มีผ้านุ่งห่มสีขาว 
เครื่องประดับสีขาว.

ครั้งนั้นแล  นางอัมพปาลีคณิกา  ให้เพลา กระทบกับเพลา ให้ล้อกระทบกับล้อ 
ให้แอกกระทบกับแอก ของเจ้าลิจฉวีทั้งหลายหนุ่ม ๆ.   
ครั้นแล้ว เจ้าลิจฉวีทั้งหลายเหล่านั้น ได้กล่าวกะนางอัมพปาลีคณิกา ว่า แม่อัมพปาลีเหตุไร   
เจ้าจึงให้เพลากระทบเพลา  ล้อกระทบล้อ  แอกกระทบแอก  ของเจ้าลิจฉวีทั้งหลายที่หนุ่ม ๆ เล่า.
นางอัมพปาลีคณิกา  ตอบว่า จริงอย่างนั้นเจ้าค่ะ  ข้าแต่ลูกท่านหม่อมฉันได้กราบทูล
นิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้า   พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ทรงรับภัตตาหารสำหรับ    วันพรุ่งนี้ไว้แล้ว.   
เจ้าลิจฉวีทั้งหลาย   นี่แน่แม่อัมพปาลี โปรดยกภัตตาหารมื้อนี้ให้ แก่เรา  ด้วยค่าหนึ่งแสนเถิด.
อัมพปาลีคณิกา   ตอบว่า   ข้าแต่ลูกท่าน    หากเป็นจริง  จักทรงประทานนครเวสาลีรวมทั้งรายได้
ในชนบทแก่หม่อมฉัน  แม้ถึงอย่างนั้น   หม่อมฉันก็จักไม่ยกภัตตาหารยิ่งใหญ่ถวาย.   

ครั้งนั้นแล  เจ้าลิจฉวีทั้งหลายเหล่านั้น  ต่างส่ายองคุลีกล่าวว่า ท่านผู้เจริญเอ๋ย   
พวกเราพ่ายแพ้นางอัมพปาลีคณิกาเสียแล้ว  ท่านผู้เจริญเอ๋ย พวกเราถูกนางอัมพปาลีคณิกาลวงเสียแล้ว. 
ครั้งนั้นแล เจ้าลิจฉวีทั้งหลายเหล่านั้น  ก็เข้าไปยังอัมพปาลีวัน. 

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็นเจ้าลิจฉวีทั้งหลายมาแต่ไกลจึงตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า 
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุทั้งหลายเหล่าใด  ไม่เคยเห็นเทวดาทั้งหลายชั้นดาวดึงส์ 
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เธอทั้งหลายจะดูบริษัทของเจ้าลิจฉวี    เหลียวดูบริษัทของเจ้าลิจฉวี
จงเปรียบเทียบบริษัทของเจ้าลีจฉวี    เหมือนเช่นเทวดาชั้นดาวดึงส์. 

ครั้งนั้นแล   เจ้าลิจฉวีทั้งหลายเหล่านั้นไปด้วยยานตลอดพื้นที่ยานไปได้แล้วลงจากยาน  ดำเนินไป 
เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า   ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว  นั่งอยู่  ณ ด้านหนึ่ง 
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยังเจ้าลิจฉวีทั้งหลายเหล่านั้น  ซึ่งนั่งอยู่ ณ  ด้านหนึ่ง 
ให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ  ให้รื่นเริง   ด้วยธรรมีกถา. 

ครั้งนั้นแล  เจ้าลิจฉวีทั้งหลายเหล่านั้น  ผู้อันพระผู้มีพระเจ้าทรงให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ
ให้รื่นเริงแล้วด้วยธรรมีกถา ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า
ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์โปรดรับภัตตาหารของหม่อมฉันทั้งหลาย
สำหรับวันพรุ่งนี้เถิด  พระเจ้าข้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า    ดูก่อนลิจฉวีทั้งหลาย    ตถาคตรับภัตตาหารของนางอัมพปาลีคณิกา
สำหรับวันพรุ่งนี้ไว้แล้วแล.

ครั้งนั้นแล   เจ้าลิจฉวีทั้งหลายเหล่านั้น  ต่างส่ายองคุลีกล่าวว่า  ท่านผู้เจริญเอ๋ย 
พวกเราพ่ายแพ้นางอัมพปาลีคณิกาเสียแล้ว.  ท่านผู้เจริญเอ๋ย  พวกเราถูกนางอัมพปาลีคณิกาลวงเสียแล้ว.

ครั้งนั้นแล  เจ้าลิจฉวีทั้งหลายเหล่านั้น  ชื่นชมอนุโมทนาพระพุทธภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า
แล้วลุกจากอาสนะถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า  ทำประทักษิณ  แล้วหลีกไป.

ครั้งนั้นแล  นางอัมพปาลีคณิกา  สั่งให้เตรียมของควรเคี้ยว  ของควรบริโภคอันประณีต
ในสวนของตนจนสิ้นราตรีนั้น   แล้วให้กราบทูลกาลเวลาแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  ได้เวลาแล้วพระเจ้าข้า
ภัตตาหารเสร็จแล้ว.   

ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า  ทรงนุ่งสบง  ทรงถือบาตรและจีวร  ในเวลาเช้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์
เสด็จเข้าไปสู่ที่อังคาสของนางอัมพปาลีคณิกา  ครั้นแล้วประทับนั่งบนอาสนะที่ปูไว้.   

ครั้งนั้นแล นางอัมพปาลีคณิกา   อังคาสเลี้ยงดูภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นองค์ประมุข 
ด้วยของควรเคี้ยวของควรบริโภคอันประณีตด้วยมือของตน.   

ครั้งนั้นแล   ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยแล้วทรงวางพระหัตถ์ลงจากบาตรแล้ว  นางอัมพปาลีคณิกา 
ถือเอาอาสนะต่ำ  นั่งอยู่ ณ ด้านหนึ่ง ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า ดังนี้ว่า 
หม่อมฉันขอถวายอารามนี้  แด่ภิกษุสงฆ์  มีพระพุทธเจ้าเป็นองค์ประมุข  พระเจ้าข้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับพระอารามแล้ว.   ครั้งนั้นแล  พระผู้มีพระภาคเจ้ายังนางอัมพปาลีคณิกาให้เห็นแจ้ง
ให้สมาทาน  ให้อาจหาญ  ให้รื่นเริงด้วยธรรมีกถาแล้ว  ทรงลุกจากอาสนะเสด็จกลับไป.

ได้ยินว่า  เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จอยู่ ณ อัมพปาลีวัน   ใกล้นครเวสาลีนั้น 
ก็ทรงทำธรรมีกถานี้แลเป็นอันมาก แก่ภิกษุทั้งหลายว่า 
ศีลมีอยู่ด้วยประการฉะนี้  สมาธิ  มีอยู่ด้วยประการฉะนี้ปัญญา 
มีอยู่ด้วยประการฉะนี้  สมาธิอันศีลอบรมแล้ว  มีผลมาก  มีอานิสงส์มาก 
ปัญญาอันสมาธิอบรมแล้ว   มีผลมาก   มีอานิสงส์มาก 
จิตอันปัญญาอบรมแล้ว  หลุดพ้นด้วยดีโดยแท้จากอาสวะทั้งหลาย   
กล่าวคือ  กามาสวะ  ภวาสวะ  อวิชชาสวะ  ดังนี้.

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป