หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
หน้า: [1] 2   ลงล่าง
ผู้เขียน หัวข้อ: มหาปรินิพพานสูตร : พระเจ้าอชาตศัตรูประสงค์ปราบแคว้นวัชชี  (อ่าน 7875 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 902

Email : workshop773@hotmail.com



มหาปรินิพพานสูตร
เล่ม 13 หน้า 233-381(เล่มสีน้ำเงิน)

เรื่อง  พระเจ้าอชาตศัตรูประสงค์ปราบแคว้นวัชชี
 
[๖๗]   ข้าพเจ้า   ได้สดับมาแล้วอย่างนี้:-
           สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคเจ้า  เสด็จอยู่บนภูเขาคิชฌกูฏ  ใกล้กรุงราชคฤห์.
ก็สมัยนั้นแลพระราชาอชาตศัตรู  ผู้เป็นใหญ่ในแคว้นมคธ พระโอรสของพระนางเวเทหี   มีพระราชประสงค์จะเสด็จไปปราบปรามแคว้นวัชชี
พระองค์ตรัสอย่างนี้ว่า   เพราะพวกเจ้าวัชชีทั้งหลายเหล่านี้  มีฤทธิ์มากอย่างนั้น   มีอานุภาพมากอย่างนั้น  เราจักถอนทำลายแคว้นวัชชีเสีย
จักทำแคว้นวัชชีให้พินาศจักทำแคว้นวัชชีให้ถึงความย่อยยับ.
      ครั้งนั้นแล   พระราชาอชาตศัตรู  ผู้เป็นใหญ่ในแคว้นมคธ พระโอรสของพระนางเวเทหี  ตรัสกะวัสสการพราหมณ์ 
ผู้เป็นมหาอำมาตย์ของแคว้นมคธ ว่า  ขอเชิญท่านพราหมณ์จงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า   แล้วถวายบังคมพระยุคลบาทพระผู้มีพระภาคเจ้า
ด้วยเศียรเกล้า กราบทูลถามถึงความไร้พระโรคาพาธ ความคล่องพระองค์ พระกำลังการทรงพระสำราญตามคำของเราว่า   
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   พระราชาอชาตศัตรู   ผู้เป็นใหญ่ในแคว้นมคธ   พระโอรสของพระนางเวเทหี
ถวายบังคมพระยุคลบาทพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า  ทูลถามถึงความไร้พระโรคาพาธความคล่องพระองค์พระกำลัง  การทรงพระสำราญ
และท่านจงกราบทูลอย่างนี้ด้วยว่าพระราชาอชาตศัตรู  ผู้เป็นใหญ่ในแคว้นมคธ  พระโอรสพระนางเวเทหี   
มีพระราชประสงค์จะเสด็จไปปราบปรามแคว้นวัชชี  พระองค์มีพระดำรัสอย่างนี้ว่า   
เพราะพวกเจ้าวัชชี    ทั้งหลายเหล่านี้  มีฤทธิ์มากอย่างนั้น    มีอานุภาพมากอย่างนั้น 
เราจักถอนทำลายแคว้นวัชชีเสีย   จักทำแคว้นวัชชีให้พินาศ  จักทำแคว้นวัชชีให้ถึงความย่อยยับ 
และพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ แก่ท่านอย่างใดท่านจงจำเอาคำ  พยากรณ์นั้นให้ดี 
แล้วมาบอกแก่เราเพราะว่า   พระตถาคตเจ้าทั้งหลาย   หาตรัสสิ่งที่ปราศจากความจริงไม่ 

วัสสการพราหมณ์ มหาอำมาตย์ของแคว้นมคธ กราบทูลรับพระดำรัสพระราชาอชาตศัตรู   ผู้เป็นใหญ่ในแคว้นมคธ พระโอรสพระนางเวเทหี ว่า
อย่างนั้นพระเจ้าข้าแล้วเทียมยานทั้งหลายที่ใหญ่  ๆ แล้วขึ้นยานใหญ่ ๆ  (คันหนึ่ง)  ออกจาก     กรุงราชคฤห์   ด้วยยานทั้งหลายที่ใหญ่ๆ 
ไปถึงภูเขาคิชฌกูฏ   ไปด้วยยานตลอดพื้นที่ยานไปได้แล้วลงจากยาน  เดินเท้า  ขึ้นไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า 
ครั้นชื่นชมกับพระผู้มีพระภาคเจ้า     กล่าวถ้อยคำน่าชื่นชมควรรำลึกถึงกันแล้วจึงนั่งอยู่  ณ ด้านหนึ่ง   
วัสสการพราหมณ์  มหาอำมาตย์ของแคว้นมคธ   ผู้นั่งแล้ว ณ  ด้านหนึ่ง ได้กราบทูลคำต่อไปนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า 
ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ   พระราชาอชาตศัตรู  ผู้เป็นใหญ่ในแคว้นมคธ   พระโอรสของพระนางเวเทหี
ถวายบังคมพระยุคลบาทพระโคดมผู้เจริญด้วยพระเศียรเกล้า  ทูลถามถึงความไร้พระโรคาพาธ  ความคล่องพระองค์   พระกำลังการทรงพระสำราญ   
ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ   พระราชาอชาต-ศัตรู  ผู้เป็นใหญ่ในแคว้นมคธพระโอรสของพระนางเวเทหี 
มีพระราชประสงค์จะเสด็จไปปราบปรามแคว้นวัชชี   พระองค์ตรัสอย่างนี้ว่า 
เพราะพวกเจ้าวัชชีทั้งหลายเหล่านี้    มีฤทธิ์มากอย่างนั้น  มีอานุภาพมากอย่างนั้น 
เราจักถอนทำลายแคว้นวัชชีเสีย  จักทำแคว้นวัชชีให้พินาศ   จักทำแคว้นวัชชีให้ถึง ความย่อยยับ ดังนี้.

กถาว่าด้วยอปริหานิยธรรมของเจ้าวัชชี  ๗
    [๖๘]  สมัยนั้นแล  ท่านพระอานนท์   ยืนถวายงานพัดอยู่เบื้องพระปฤษฏางค์ของ  พระผู้มีพระภาคเจ้า 
ครั้งนั้นแล  พระผู้มีพระภาคเจ้า  ตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า
(๑)   ดูก่อนอานนท์   เธอได้ยินว่าอย่างไร   เจ้าวัชชีทั้งหลายยังประชุมกันเนือง ๆ ยังประชุมกันมากอยู่หรือ
        อา.  ข้อนี้ข้าพระองค์ได้ยินว่า   เจ้าวัชชีทั้งหลาย   ประชุมกันเนือง ๆ ประชุมกันมาก   พระเจ้าข้า
        พ.    ดูก่อนอานนท์    ก็เจ้าวัชชีทั้งหลาย  ยังจักประชุมกันเนือง ๆ ยังจักประชุมกันอยู่มากตลอดกาลเพียงไร 
                ดูก่อนอานนท์  เจ้าวัชชีทั้งหลายพึงหวัง  ความเจริญอย่างเดียว   หาความเสื่อมมิได้

(๒)   พ.    ดูก่อนอานนท์   เธอได้ยินว่าอย่างไร   เจ้าวัชชีทั้งหลายยังพร้อมเพียงกันประชุมพร้อมเพรียงกันเลิกประชุม   
                พร้อมเพรียงกันทำกิจที่พวกเจ้าวัชชีพึงทำอยู่หรือ.
        อา.   ข้อนี้    ข้าพระองค์ได้ยินว่า   เจ้าวัชชีทั้งหลาย  ยังพร้อมเพรียงกันประชุม   พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม 
                พร้อมเพรียงกันทำกิจที่พวกเจ้าวัชชีพึงทำ   พระเจ้าข้า.
        พ.    ดูก่อนอานนท์  ก็เจ้าวัชชีทั้งหลาย  ยังจักพร้อมเพรียงกันประชุมพร้อมเพรียงกันเลิกประชุมพร้อมเพรียงกัน
                ทำกิจที่พวกเจ้าวัชชีพึงทำอยู่ตลอดกาลเพียงไร   ดูก่อนอานนท์  เจ้าวัชชีทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว   
                หาความเสื่อมมิได้.

(๓)   พ.    ดูก่อนอานนท์  เธอได้ยินว่าอย่างไร  เจ้าวัชชีทั้งหลายยังไม่บัญญัติข้อที่ไม่เคยบัญญัติไว้ไม่เพิกถอนข้อที่บัญญัติไว้แล้ว   
               ยังสมาทานวัชชีธรรมแบบโบราณ  ตามที่บัญญัติไว้แล้ว  ประพฤติกันอยู่หรือ.
        อา.  ข้อนี้   ข้าพระองค์ได้ยินว่า  เจ้าวัชชีทั้งหลายยังไม่บัญญัติข้อที่ไม่เคยบัญญัติไว้  ไม่เพิกถอนข้อที่บัญญัติไว้แล้ว   
               ยังสมาทานวัชชีธรรมแบบโบราณตามที่บัญญัติไว้แล้ว  ประพฤติกันอยู่  พระเจ้าข้า.
        พ.   ดูก่อนอานนท์    ก็เจ้าวัชชีทั้งหลาย    ยงจักไม่บัญญัติข้อที่ไม่เคยบัญญัติไว้  ไม่เพิกถอนข้อที่บัญญัติไว้แล้ว 
               ยังจักสมาทานวัชชีธรรมแบบโบราณตามที่บัญญัติไว้แล้ว  ประพฤติกันอยู่  ตลอดกาลเพียงไร 
               ดูก่อนอานนท์  เจ้าวัชชีทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว   หาความเสื่อมมิได้.

(๔)   พ.   ดูก่อนอานนท์  เธอได้ยินว่าอย่างไร  เจ้าวัชชีทั้งหลาย  ยังสักการะ   เคารพนับถือบูชา 
               เจ้าวัชชีผู้ใหญ่ผู้เฒ่าของเจ้าวัชชีทั้งหลายและยังเชื่อถือถ้อยคำที่ควรฟังของเจ้าวัชชีผู้ใหญ่ผู้เฒ่าทั้งหลายเหล่านั้นอยู่หรือ.
        อา.  ข้อนี้    ข้าพระองค์ได้ยินว่า  เจ้าวัชชีทั้งหลาย  ยังสักการะ เคารพนับถือ บูชา  เจ้าวัชชีผู้ใหญ่ผู้เฒ่าของเจ้าวัชชีทั้งหลาย
               และยังเชื่อถ้อยคำที่ควรฟังของเจ้าวัชชีผู้ใหญ่  ผู้เฒ่าทั้งหลายเหล่านั้นอยู่  พระเจ้าข้า.
        พ.   ดูก่อนอานนท์  ก็เจ้าวัชชีทั้งหลาย    ยังสักการะ    เคารพนับถือบูชา  เจ้าวัชชีผู้ใหญ่ผู้เฒ่าของเจ้าวัชชีทั้งหลาย   
               และยังเชื่อถือถ้อยคำที่ควรฟังของเจ้าวัชชีผู้ใหญ่  ผู้เฒ่าทั้งหลายเหล่านั้นอยู่ตลอดกาลเพียงไร
               ดูก่อนอานนท์เจ้าวัชชีทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้.

(๕)   พ.    ดูก่อนอานนท์   เธอได้ยินอย่างไร เจ้าวัชชีทั้งหลาย  ไม่ฉุดคร่า  ข่มเหง   กักขังกุลสตรีทั้งหลาย 
                (และ)  กุมารีของสกุลทั้งหลายอยู่หรือ.
        อา.   ข้อนี้    ข้าพระองค์ได้ยินว่า เจ้าวัชชีทั้งหลายไม่ฉุดคร่า  ข่มเหง กักขังกุลสตรีทั้งหลาย
                (และ)กุมารีของสกุลทั้งหลาย   พระเจ้าข้า.
        พ.    ดูก่อนอานนท์  เจ้าวัชชีทั้งหลาย  ไม่ฉุดคร่า ข่มเหงกักขังกุลสตรีทั้งหลาย
                (และ) กุมารีของสกุลทั้งหลาย    ตลอดกาลเพียงไร   
                ดูก่อนอานนท์  เจ้าวัชชีทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว    หาความเสื่อมมิได้.

(๖)    พ.    ดูก่อนอานนท์    เธอได้ยินว่าอย่างไร    เจ้าวัชชีทั้งหลายยังสักการะ
                เคารพนับถือบูชาเจดีย์  วัชชีทั้งหลายทั้งภายในและภายนอก(พระนคร)ของเจ้าวัชชีทั้งหลาย   
                และยังไม่ลดพลีประกอบด้วยธรรมที่เคยถวายแล้ว  เคยทำแล้วแก่เจดีย์วัชชีทั้งหลายทั้งภายในและภายนอกเหล่านั้นอยู่หรือ.
         อา.  ข้อนี้    ข้าพระองค์ได้ยินว่า  เจ้าวัชชีทั้งหลายยังสักการะ  เคารพนับถือ   บูชาเจดีย์   วัชชีทั้งหลายทั้งภายในและภายนอก
                ของเจ้าวัชชีทั้งหลายและยังไม่มีลดหย่อนพลีประกอบด้วยธรรมที่เคยถวายแล้ว  เคยทำแล้ว  แก่เจดีย์ 
                วัชชีทั้งหลายภายในและภายนอกเหล่านั้น  พระเจ้าข้า.
         พ.    ดูก่อนอานนท์    ก็เจ้าวัชชีทั้งหลายยังจักสักการะ    เคารพนับถือบูชาเจดีย์วัชชีทั้งหลายทั้งภายในและภายนอก
                 ของเจ้าวัชชีทั้งหลายและจักยังไม่ลดหย่อนพลีประกอบด้วยธรรมที่เคยถวายแล้ว    เคยทำแล้ว     
                 แก่เจดีย์วัชชีทั้งหลายทั้งภายในและภายนอกเหล่านั้น   ตลอดกาลเพียงไร
                 ดูก่อนอานนท์   เจ้าวัชชีทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว   หาความเสื่อมมิได้.

(๗)   พ.    ดูก่อนอานนท์    เธอได้ยินว่าอย่างไร   เจ้าวัชชีทั้งหลายยังจัดอารักขา  ป้องกันและคุ้มครองประกอบด้วยธรรม
                ด้วยดีในพระอรหันต์ทั้งหลาย  ด้วยตั้งใจว่าทำอย่างไร   พระอรหันต์ทั้งหลายที่ยังไม่มา พึงมาสู่แคว้น
                และพระอรหันต์ทั้งหลายที่มาแล้ว   ขอให้อยู่สบายในแคว้น ดังนี้  หรือ.
         อา.  ข้อนี้  ข้าพระองค์ได้ยินว่า  เจ้าวัชชีทั้งหลายยังจัดอารักขา  ป้องกัน และคุ้มครองประกอบด้วยธรรม
                ด้วยดีในพระอรหันต์ทั้งหลาย   ด้วยตั้งใจว่าทำอย่างไร.   พระอรหันต์ทั้งหลายที่ยังไม่มา     พึงมาสู่แคว้น     
                และพระอรหันต์ทั้งหลายที่มาแล้ว   ขอให้อยู่สบายในแคว้นดังนี้   พระเจ้าข้า.
          พ.  ดูก่อนอานนท์   ก็เจ้าวัชชีทั้งหลายยังจักเป็นผู้จัดอารักชา    ป้องกัน และคุ้มครองประกอบด้วยธรรม
                ด้วยดีในพระอรหันต์ทั้งหลาย    ด้วยตั้งใจว่าทำอย่างไร    พระอรหันต์ทั้งหลายที่ยังไม่มา    พึงมาสู่แคว้น   
                และพระอรหันต์ทั้งหลายที่มาแล้ว  ขอให้อยู่สบายในแคว้น  ดังนี้ ตลอดกาลเพียงไร
                ดูก่อนอานนท์  เจ้าวัชชีทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว  หาความเสื่อมมิได้ฉะนี้แล.

[๖๙]  ครั้งนั้นแล   พระผู้มีพระภาคเจ้า   ตรัสกะวัสสการพรหมณ์มหาอำมาตย์ของแคว้นมคธว่า 
ดูก่อนท่านพราหมณ์    สมัยหนึ่ง    ตถาคตอยู่  ณ วิหารสารันททะเจดีย์ในนครเวสาลี
ณ ที่นั้นตถาคตได้แสดงอปริหานิยธรรม  ๗ ประการเหล่านี้แก่เจ้าวัชชีทั้งหลาย 
ดูก่อนท่านพราหมณ์      ก็อปริหานิยธรรม  ๗  ประการเหล่านี้ยังจักตั้งอยู่ในเจ้าวัชชีทั้งหลาย
และเจ้าวัชชีทั้งหลายยังจักเห็นดีร่วมกัน ในอปริหานิยธรรม ๗ ประการเหล่านี้  ตลอดกาลเพียงไร     
ดูก่อนพราหมณ์  เจ้าวัชชีทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว   หาความเสื่อมมิได้.

ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว     วัสสการพราหมณ์      มหาอำมาตย์ของแคว้นมคธได้กราบทูลคำนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า 
ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ   เจ้าวัชชีทั้งหลายประกอบด้วย  อปริหานิยธรรมแม้เพียงข้อหนึ่งข้อเดียวก็พึงหวังความเจริญได้โดยแท้ 
หาความเสื่อมมิได้  แต่ว่าจะกล่าวอะไร   ถึงเจ้าวัชชีทั้งหลายประกอบด้วยอปริหานิยธรรม ๗ ประการ     
ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญและพระราชาอชาตศัตรู    ผู้เป็นใหญ่ในแคว้นมคธ  พระโอรสพระนางเวเทหี
ไม่ควรทำกะเจ้าวัชชีทั้งหลายด้วยการรบ  นอกจากเจรจาปรองดอง  นอกจากทำให้แตกกันและกันข้าแต่พระโคดมผู้เจริญสมควรแล้ว     
ข้าพระองค์จะไปบัดนี้   ข้าพระองค์มีกิจมาก  มีเรื่องจะพึงทำมาก. 
(พระผู้มีพระภาคเจ้า)   ดูก่อนท่านพราหมณ์   บัดนี้  ท่านจงพิจารณาเห็นเป็นกาลสมควรเถิด.   
ครั้งนั้นแล  วัสสการพราหมณ์   มหาอำมาตย์ของแคว้นมคธชื่นชมอนุโมทนาพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้า   
แล้วลุกจากอาสนะกลับไป.
 
ภิกขุอปริหานิยธรรม  ๗
    [๗๐] ครั้งนั้นแล  เมื่อวัสสการพราหมณ์  มหาอำมาตย์ของแคว้นมคธ กลับไปแล้วไม่นาน
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า ดูก่อนอานนท์   เธอจงไป   ภิกษุทั้งหลายมีจำนวนเท่าใดอยู่อาศัยกรุงราชคฤห์   
เธอจงให้ภิกษุเหล่านั้นทั้งหมดประชุมกันในอุปัฏฐานศาลา   ท่านพระอานนท์กราบทูลรับแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  อย่างนั้นพระเจ้าข้า
แล้วให้พระภิกษุตามจำนวนที่อาศัยกรุงราชคฤห์อยู่ทั้งหมดประชุมกันในอุปัฏฐานศาลา 
แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถวายบังคมแล้ว  ยืนอยู่ ณ   ด้านหนึ่ง   
ท่านพระอานนท์ผู้ยืนอยู่แล้ว ณ ด้านหนึ่งแล  ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า   
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    พระภิกษุสงฆ์ประชุมกันแล้ว   บัดนี้  เป็นเวลาซึ่งทรงเห็นเป็นกาลสมควร   พระเจ้าข้า.   
ครั้นนั้นแล   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงลุกจากอาสนะเสด็จดำเนินเข้าอุปัฏฐานศาลา  ประทับนั่งบนอาสนะที่ปูไว้แล้ว   
ครั้นประทับนั่งแล้ว  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า   

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ตถาคตจัก แสดงอปริหานิยธรรม ๗ ประการแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง   
จงทำไว้ในใจให้ดี   ตถาคตจักกล่าวดังนี้   
ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น   กราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า   พร้อมแล้ว    พระเจ้าข้า.   
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงพระดำรัสต่อไปนี้.
     (๑)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็ภิกษุทั้งหลายยังจักประชุมกันเนือง ๆ จักประชุมกันอยู่มาก  ตลอดกาลเพียงไร 
            ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียวหาความเสื่อมมิได้.
     (๒)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   และภิกษุทั้งหลาย    ยังจักพร้อมเพรียงกันประชุม    จักพร้อมเพรียงกันเลิกประชุม   
            จักพร้อมเพรียงกันทำกิจที่สงฆ์พึงทำตลอดกาลเพียงไร   
            ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว    หาความเสื่อมมิได้.
     (๓)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    และภิกษุทั้งหลาย    ยังจักไม่บัญญัติสิ่งที่ตถาคตมิได้บัญญัติไว้ 
            จักไม่เพิกถอนสิ่งที่ตถาคตบัญญัติไว้แล้ว   ยังจักสมาทานประพฤติอยู่ในสิกขาบททั้งหลายตามที่ตถาคตบัญญัติไว้แล้ว 
             ตลอดกาลเพียงไรภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว   หาความเสื่อมมิได้.
     (๔)   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย และภิกษุทั้งหลาย  ยังจักสักการะและเคารพนับถือ  บูชา  พระภิกษุทั้งหลายผู้เป็นพระเถระผู้รู้กาลนาน
             ผู้บวชมาแล้วนานผู้เป็นบิดาของสงฆ์  เป็นปริณายกของสงฆ์และยังจักเชื่อถือโอวาทที่พึงฟังของท่านด้วย   ตลอดกาลเพียงไร   
             ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว   หาความเสื่อมมิได้.
     (๕)   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    และภิกษุทั้งหลาย    ยังจักไม่ลุอำนาจของตัณหา อันมีปกติให้เกิดในภพใหม่  ที่เกิดขึ้นตลอดกาลเพียรไร 
             ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว   หาความเสื่อมมิได้.
     (๖)   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   และภิกษุทั้งหลาย    ยังเป็นผู้มีความห่วงใยในเสนาสนะตามราวป่าตลอดกาลเพียงไร   
             ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว   หาความเสื่อมมิได้.
     (๗)   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    และภิกษุทั้งหลายยังจักเข้าไปตั้งสติไว้เฉพาะตนว่า  ทำอย่างไร 
             เพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย  ผู้มีศีลเป็นที่รัก  ที่ยังไม่มาขอให้มาและเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายผู้มีศีลเป็นที่รักที่มาแล้ว   
             ขอให้อยู่สบาย   ดังนี้   ตลอดกาลเพียงไร   ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียวหาความเสื่อมมิได้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็อปริหานิยธรรม ๗ ประการเหล่านี้   ยังจักตั้งอยู่ในภิกษุทั้งหลาย   
และภิกษุทั้งหลายยังจักเห็นดีร่วมกันในอปริหานิยธรรม ๗  ประการเหล่านี้  ตลอดกาลเพียงไร
ภิกษุทั้งหลาย    พึงหวังความเจริญอย่างเดียวหาความเสื่อมมิได้.
 
อปริหานิยธรรมอีก  ๗  ประการ
                [๗๑]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ตถาคตจักแสดงอปริหานิยธรรม ๗  ประการ 
อีกหมวดหนึ่งแก่เธอทั้งหลาย   เธอทั้งหลายจงฟัง  จงทำในใจให้ดีตถาคตจักกล่าว. 
ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น  กราบทูลรับว่า พร้อมแล้ว  พระเจ้าข้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระดำรัสต่อไปนี้ .-
     (๑)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็ภิกษุทั้งหลายยังจักไม่เป็นผู้มีการงานเป็นที่มายินดี  จักไม่ยินดีในการงาน 
            ไม่ประกอบเนือง ๆ ซึ่งความมีการงานเป็นที่มายินดี ตลอดกาลเพียงไร
             ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว  หาความเสื่อมมิได้.
     (๒)   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   และภิกษุทั้งหลาย   ยังจักไม่มีการพูดคุยกันเป็นที่มายินดี   จักไม่ยินดีในการพูดคุยกัน   
             ไม่ประกอบเนือง ๆ ซึ่งการพูดคุยกัน   ตลอดกาลเพียงไร 
             ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว  หาความเสื่อมมิได้.
     (๓)   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   และภิกษุทั้งหลาย  ยังจักไม่มีการหลับเป็นที่มายินดี    จักไม่ยินดีในการหลับ   
             จักไม่ประกอบเนือง ๆ ซึ่งความหลับตลอดการเพียงไร
             ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้.
     (๔)   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  และภิกษุทั้งหลายยังจักไม่มีการคลุกคลีด้วยหมู่คณะเป็นที่มายินดี     
             จักไม่ยินดีในการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ    จักไม่ประกอบเนือง ๆ  ในความคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ตลอดกาลเพียงไร 
             ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว   หาความเสื่อมมิได้.
     (๕)   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   และภิกษุทั้งหลายยังจักไม่เป็นผู้มีความปรารถนาลามก 
             จักไม่ลุอำนาจของความปรารถนาลามก  ตลอดกาลเพียงไร
             ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว  หาความเสื่อมมิได้.
      (๖)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   และภิกษุทั้งหลายยังจักไม่มีคนชั่วเป็นมิตรจักไม่มีคนชั่วเป็นสหาย     
             จักไม่มีคนชั่วเป็นเพื่อน    ตลอดกาลเพียงไร   
             ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้.
      (๗)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย และภิกษุทั้งหลายยังจักไม่หยุดเสียในระหว่างด้วยการบรรลุธรรมวิเศษเพียงขั้นต่ำ   ตลอดกาลเพียงไร 
             ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญ   อย่างเดียว   หาความเสื่อมมิได้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อปริหานิยธรรม ๗ ประการเหล่านี้ ยังจักตั้งอยู่ในภิกษุทั้งหลาย 
และภิกษุทั้งหลายจักเห็นดีร่วมกันในอปริหานิยธรรม ๗ ประการ  เหล่านี้   ตลอดกาลเพียงไร 
ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว  หาความเสื่อมมิได้.

อปริหานิยธรรมอีก  ๗  ประการ
               [๗๒]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย      ตถาคตจักแสดงอปริหานิยธรรม ๗  ประการอีกหมวดหนึ่ง    แก่เธอทั้งหลาย   
เธอทั้งหลายจงฟัง    จงทำในใจให้ดีตถาคตจักกล่าวดังนี้. 
ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นกราบทูลรับว่า  พร้อมแล้ว พระเจ้าข้า. 
พระผู้มีพระภาคเจ้า  ทรงมีพระดำรัสต่อไปนี้
(๑)   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ก็ภิกษุทั้งหลายยังจักเป็นผู้มีศรัทธา  ตลอดกาลเพียงไร   
        ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว   หาความเสื่อมมิได้.
(๒)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย และภิกษุทั้งหลายยังจักเป็นผู้มีใจมีหิริ. . .
(๓)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย. . . ยังจักเป็นผู้มีโอตตัปปะ. . .
(๔)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย. . .ยังจักเป็นผู้เป็นพหูสูตร. . .
(๕)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย. . .  ยังจักเป็นผู้ปรารภความเพียร. . .
(๖)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย. . .ยังจักเป็นผู้มีสติเข้าไปตั้งไว้. . .
(๗)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย. . .ยังจักเป็นผู้มีปัญญา  ตลอดกาลเพียงไร 
       ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว   หาความเสื่อมมิได้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็อปริหานิยธรรม ๗ ประการเหล่านี้   ยังจักตั้งอยู่ในภิกษุทั้งหลาย   
และภิกษุทั้งหลายจักเห็นดีร่วมกันในอปริหานิยธรรม ๗  ประการเหล่านั้น   ตลอดกาลเพียงไร 
ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียวหาความเสื่อมมิได้.
 
อปริหานิยธรรมอีก  ๗  ประการ
               [๗๓]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     ตถาคตจักแสดงอปริหานิยธรรม  ๗  ประการอีกหมวดหนึ่ง  แก่เธอทั้งหลาย   
เธอทั้งหลายจงฟัง    จงทำในใจให้ดีตถาคตจักกล่าวดังนี้.   
ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลรับว่า   พร้อมแล้วพระเจ้าข้า. 
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระดำรัสต่อไปนี้ .-
(๑)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ก็ภิกษุทั้งหลายยังจักเจริญสติสัมโพชฌงค์  ตลอดกาลเพียงไร 
       ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้.
(๒)   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   และภิกษุทั้งหลายยังจักเจริญธรรมวิจยสัมโพชฌงค์.....
(๓)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย. . .ยังจักเจริญวิริยสัมโพชฌงค์. . .
(๔)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย. . .ยังจักเจริญปิติสัมโพชฌงค์. . .
(๕)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย. . .ยังจักเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์. . .
(๖)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย. . .ยังจักเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์. . .
(๗)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย      และภิกษุทั้งหลายยังจักเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์    ตลอดกาลเพียงไร   
       ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว  หาความเสื่อมมิได้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็อปริหานิยธรรม ๗ ประการเหล่านี้    ยังจักตั้งอยู่ในภิกษุทั้งหลาย 
และภิกษุทั้งหลายยังจักเห็นดีร่วมกันในอปริหานิยธรรม ๗  ประการเหล่านี้ ตลอดกาลเพียงไร 
ภิกษุทั้งหลาย   พึงหวังความเจริญอย่างเดียวหาความเสื่อมมิได้.


อปริหานิยมธรรมอีก ๗ ประการ
               [๗๔]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย        ตถาคตจักแสดงอปริหานิยธรรม  ๗  ประการอีกหมวดหนึ่ง       แก่เธอทั้งหลาย   
เธอทั้งหลายจงฟัง   จงทำไว้ในใจให้ดีตถาคตจักกล่าวดังนี้.     
ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น     กราบทูลรับว่า   พร้อมแล้วพระเจ้าข้า. 
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระดำรัสต่อไปนี้ .-
(๑)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     ก็ภิกษุทั้งหลายยังจักเจริญอนิจจสัญญา(ความหมายรู้สังขารไม่เที่ยง)ตลอดกาลเพียงไร   
       ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความ  เจริญอย่างเดียว   หาความเสื่อมมิได้.
(๒)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย และภิกษุทั้งหลายยังจักเจริญอนัตตสัญญา. . .
(๓)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย. . .ยังจักเจริญอสุภสัญญา. . .
(๔)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย. . .ยังจักเจริญอาทีนวสัญญา. . .
(๕)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย. . .ยังจักเจริญปหานสัญญา. . .
(๖)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย . . .ยังจักเจริญวิราคสัญญา. . .
(๗)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    และภิกษุทั้งหลายยังจักเจริญนิโรธสัญญา
(ความหมายรู้ว่านิพพานเป็นที่ดับ)  ตลอดกาลเพียงไร   ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว   หาความเสื่อมมิได้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็อปริหานิยธรรม ๗ ประการเหล่านี้   ยังจักตั้งอยู่ในภิกษุทั้งหลาย 
และภิกษุทั้งหลายยังจักเห็นดีร่วมกันในอปริหานิยธรรม  ๗  ประการเหล่านี้  ตลอดกาลเพียงไร   
ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียวหาความเสื่อมมิได้.
 
อปริหานิยธรรมอีก  ๖  ประการ
               [๗๕]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     ตถาคตจักแสดงอปริหานิยธรรม ๖ ประการอีกหมวดหนึ่ง  แก่เธอทั้งหลาย   
เธอทั้งหลายจงฟัง    จงทำไว้ในใจให้ดี   ตถาคตจักกล่าวดังนี้.   
ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นกราบทูลรับว่า   พร้อมแล้วพระเจ้าข้า. 
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระดำรัสต่อไปนี้.-
(๑)   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็ภิกษุทั้งหลายยังจักเข้าไปทั้งกายกรรมมีเมตตาในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย   
        ทั้งในที่แจ้งและในที่ลับ   ตลอดกาลเพียงไรภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้.
(๒)   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   และภิกษุทั้งหลายยังจักเข้าไปตั้งวจีกรรมมีเมตตาในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย 
        ทั้งในที่แจ้งและในที่ลับ  ตลอดกาลเพียงไรภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้.
(๓)   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   และภิกษุทั้งหลายยังจักเข้าไปตั้งมโนกรรมมีเมตตาในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย 
        ทั้งในที่แจ้งและในที่ลับ  ตลอดกาลเพียงไรภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้.
(๔)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย และภิกษุทั้งหลายยังจักเป็นผู้บริโภคปัจจัยที่แบ่งปันกันโดยลาภทั้งหลายที่เกิดขึ้นโดยชอบธรรม 
       ได้มาโดยชอบธรรมโดยที่สุดแม้เพียงภิกษานับเนื่องในบาตร   เป็นผู้บริโภคร่วมกันกับเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายผู้มีศีล ตลอดกาลเพียงไร   
       ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว  หาความเสื่อมมิได้.
(๕)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  และศีลทั้งหลาย  ที่ไม่ขาด  ไม่ทะลุ ไม่ด่างไม่พร้อย  เป็นไทย   ท่านผู้รู้สรรเสริญ 
       ตัณหาและทิฏฐิไม่แปดเปื้อน  นำไปสู่สมาธิ   ภิกษุทั้งหลายยังจักถึงความเป็นผู้เสมอกัน กับเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายอยู่ในศีลเห็นปานนั้น     
       ทั้งในที่แจ้งและในที่ลับ  ตลอดกาลเพียงไรภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว  หาความเสื่อมมิได้.
(๖)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  และทิฏฐิที่เป็นอริยะเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์   
       ภิกษุทั้งหลายยังจักถึงความเป็นผู้เสมอกันกับเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายด้วยทิฏฐิเห็นปานนั้น   
       ทั้งในที่แจ้งและในที่ลับเพื่อความสิ้นไปแห่งทุกข์ทั้งปวงของผู้กระทำนั้น    ตลอดกาลเพียงไร   
       ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียวหาความเสื่อมมิได้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ก็อปริหานิยธรรม ๖ ประการเหล่านี้  ยังจักตั้งอยู่ในภิกษุทั้งหลาย 
และภิกษุทั้งหลายยังจักเห็นดีร่วมกัน  ในอปริหานิยธรรม  ๖  ประการเหล่านี้  ตลอดกาลเพียงไร 
ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว  หาความเสื่อมมิได้  ฉะนี้แล. 
เล่ากันว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อเสด็จอยู่บนภูเขาคิชฌกูฏใกล้กรุงราชคฤห์ 
กระทำธรรมีกถานี้แลเป็นอันมากแก่ภิกษุทั้งหลายด้วยพระดำรัสว่า  ศีล  มีอยู่ด้วยประการฉะนี้, สมาธิ  มีอยู่ด้วยประการฉะนี้, 
ปัญญามีอยู่ด้วยการฉะนี้, สมาธิอันศีลอบรมแล้ว  มีผลมาก  มีอานิสงส์มาก, ปัญญาอันสมาธิอบรมแล้ว  มีผลมาก  มีอานิสงส์มาก, 
จิตอันปัญญาอบรมแล้ว  ก็หลุดพ้นด้วยดีโดยแท้จากอาสวะทั้งหลาย   กล่าวคือกามาสวะ    ภวาสวะ    อวิชชาสวะ ดังนี้.
 
พระราชอุทยานอัมพลัฏฐิกา
               [๗๖]   ครั้งนั้นแล   พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จอยู่ในกรุงราชคฤห์  ตามพระอัธยาศัยแล้ว 
จึงตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า  มาเถิด  อานนท์  เราจักเข้าไปพระราชอุทานอัมพลัฏฐิกา
ท่านพระอานนท์กราบทูลรับแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  พระเจ้าข้า. 

ครั้งนั้นแล  พระผู้มีพระภาคเจ้า   พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เสด็จถึงพระราชอุทยานอัมพลัฏฐิกาแล้ว   
เล่ากันว่า ณ ที่นั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับที่พระตำหนักในพระราชอุทยานอัมพลัฏฐิกา
ทราบว่าแม้เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จอยู่ ณ พระตำหนักในสวนอัมพลัฏฐิกานั้น 
ก็ทรงทำธรรมีกถานี้แล เป็นอันมากแก่ภิกษุทั้งหลายว่าศีล  มีอยู่แม้ด้วยประการฉะนี้   สมาธิ  มีอยู่แม้ด้วยประการฉะนี้   
ปัญญา มีอยู่แม้ด้วยประการฉะนี้
สมาธิอันศีลอบรมแล้ว   มีผลมาก   มีอานิสงส์มาก ปัญญาอันสมาธิอบรมแล้วมีผลมาก มีอานิสงส์มาก
จิตอันปัญญาอบรมแล้วก็หลุดพ้นด้วยดีโดยแท้  จากอาสวะทั้งหลายกล่าวคือ   กามาสวะ ภวาสวะ   อวิชชาสวะ  ดังนี้.
 
เมืองนาลันทา
               [๗๗]  ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า  เสด็จอยู่ในพระราชอุทยานอัมพลัฏฐิกา  ตามพระอัธยาศัยแล้ว   
จึงตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า  มาเถิดอานนท์  เราจักเข้าไปเมืองนาลันทา 
ท่านพระอานนท์กราบทูลรับแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า   พระเจ้าข้า.   
ครั้งนั้นแล   พระผู้มีพระภาคเจ้า   พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่   เสด็จถึงเมืองนาลันทา 
เล่ากันว่า  ในเมืองนาลันทานั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จอยู่ในปาวาริกัมพวัน.
 
พระสารีบุตรมาเฝ้า
ครั้งนั้นแล ท่านพระสารีบุตรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ  ด้านหนึ่ง 
ท่านพระสารีบุตรได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   ข้าพระองค์เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า   อย่างนี้ว่า   
สมณะหรือพราหมณ์อื่น   ผู้มีปัญญารู้ยิ่ง    ยิ่งกว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า ในพระสัมโพธิญาณ ไม่เคยมีมาแล้ว (ในอดีต)
และจักไม่มี (ในอนาคต) อีกทั้งไม่มีอยู่ในปัจจุบันนี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  ดูก่อนสารีบุตร    วาจาอันอาจหาญโอฬารนี้  บันลือสีหนาทที่เชื่อถือโดยแท้ว่า 
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ข้าพระองค์เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า    อย่างนี้ว่า 
สมณะหรือพราหมณ์อื่น    ผู้มีปัญญารู้ยิ่ง ยิ่งกว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า ในพระสัมโพธิญาณ  ไม่เคยมีแล้ว(ในอดีต) 
และจักไม่มี (ในอนาคต) อีกทั้งไม่มีอยู่ในปัจจุบันนี้   นี้เธอกล่าวแล้ว 
ดูก่อนสารีบุตร   พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่านั้นใด   ได้มีแล้วในอดีตกาล
เธอกำหนดใจรู้แล้วด้วยใจซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายเหล่านั้น  ทุกพระองค์ว่า 
พระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายเหล่านั้น    ได้เป็นผู้มีศีลอย่างนี้    แม้ด้วยประการฉะนี้    มีธรรมอย่างนี้   
แม้ด้วยประการฉะนี้   เป็นผู้มีปัญญาอย่างนี้  แม้ด้วยประการฉะนี้    เป็นผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่อย่างนี้   
แม้ด้วยประการฉะนี้    เป็นผู้พ้นพิเศษแล้วอย่างนี้  แม้ด้วยประการฉะนี้   ดังนี้หรือหนอ.

พระสารีบุตรกราบทูลว่า  ข้อนี้   หามิได้  พระเจ้าข้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้า  ตรัสว่า   ดูก่อนสารีบุตร  แต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่านั้นใด จักมีในอนาคตกาล     
เธอกำหนดใจรู้แล้วด้วยใจ      ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายเหล่านั้น     ทุกพระองค์ว่า 
พระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายเหล่านั้น  จักเป็นผู้มีศีลอย่างนี้  แม้ด้วยประการฉะนั้นเป็นผู้มีธรรมอย่างนี้ 
แม้ด้วยประการฉะนี้     เป็นผู้มีปัญญาอย่างนี้  แม้ด้วยประการฉะนี้
เป็นผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่อย่างนี้   แม้ด้วยประการฉะนี้    เป็นผู้พ้นพิเศษแล้วอย่างนี้  แม้ด้วยประการฉะนี้   ดังนี้หรือ.
พระสารีบุตร. . . ข้อนี้  หามิได้ พระเจ้าข้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้า . . . ดูก่อนสารีบุตร  แต่เธอกำหนดใจรู้แล้วด้วยใจซึ่งเรา(ตถาคต) ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ในกาลบัดนี้ว่า 
พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้มีศีลอย่างนี้  แม้ด้วยประการฉะนี้   เป็นผู้มีธรรมอย่างนี้  แม้ด้วยประการฉะนี้  เป็นผู้มีปัญญาอย่างนี้ 
แม้ด้วยประการฉะนี้  เป็นผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่อย่างนี้  แม้ด้วยประการฉะนี้  พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้พ้นพิเศษแล้วอย่างนี้
แม้ด้วยประการฉะนี้   ดังนี้หรือ.
พระสารีบุตร. . .    ข้อนี้   หามิได้   พระเจ้าข้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้า. . . ดูก่อนสารีบุตร  และเพราะเธอไม่มีญาณเพื่อกำหนดรู้ด้วยใจในพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า 
ในอดีต  ในอนาคต  และในปัจจุบันนี้   และเมื่อเป็นอย่างนั้น     
เหตุไร   เธอจึงกล่าววาจาอันอาจหาญโอฬารนี้  บันลือสีหนาทที่เชื่อถือได้โดยแท้  ในบัดนี้ว่า       
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ข้าพระองค์เสื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้ว่า   
สมณะหรือพราหมณ์อื่น    ผู้มีปัญญารู้ยิ่ง    ยิ่งกว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าในพระสัมโพธิญาณ     ไม่เคยมีแล้ว (ในอดีต)
และจักไม่มี (ในอนาคต) อีกทั้งไม่มีอยู่ในปัจจุบันนี้  ดังนี้.

พระสารีบุตร. . .    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่มีญาณเพื่อกำหนดรู้ด้วยใจในพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า   
ในอดีต   ในอนาคต   และในปัจจุบันก็แต่ว่าข้าพระองค์รู้ว่าการดำเนิน      (โดยอนุมาน)  ไปตามทางธรรม  พระเจ้าข้า 
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  เปรียบเหมือน  นครที่ตั้งอยู่ชายแดนของพระราชา  มีประตูมั่นคง   มีกำแพงและเสาค่ายแน่นหนา   
มีประตูเดียว   นายประตูของเมืองนั้น  เป็นบัณฑิต  ฉลาด มีปัญญา  คอยห้ามคนทั้งหลายที่ตนไม่รู้จัก 
อนุญาตคนทั้งหลายที่ตนรู้จักให้เข้าไปในเมืองนั้น  นายประตูนั้นเดินไปตามทางโดยเที่ยวสำรวจไปโดยรอบนครนั้น   
ไม่เห็นรอยต่อของกำแพง    หรือช่องว่างของกำแพง   แม้เพียงโดยที่สุดแมวลอดออกได้ นายประตูนั้นจึงมีความคิดอย่างนี้ว่า 
สัตว์มีชีวิตขนาดเขื่องไร ๆ เหล่าใดแล   เข้ามาในเมืองนี้ก็ดี  ออกไปก็ดี
สัตว์มีชีวิตเหล่านั้นทั้งหมด   เข้าหรือออกโดยประตูนี้    ดังนี้  แม้ฉันใด   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ     
ข้าพระองค์   ก็ฉันนั้นนั่นแล   รู้การดำเนินไปตามทางธรรมว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่านั้นใด 
ได้มีแล้วในอดีตกาล  พระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายเหล่านั้น  ทุกพระองค์ทรงละนีวรณ์ ๕ ประการ   
ซึ่งเป็นอุปกิเลสของใจ  เป็นเครื่องทำปัญญาให้ทุรพล เป็นผู้มีจิตเข้าไปตั้งอยู่ด้วยดีในสติปัฏฐาน ๔   
ทรงเจริญโพชฌงค์ ๗    ตามเป็นจริง ได้ตรัสรู้ยิ่งแล้วซึ่งพระสัมมาสัมโพธิ-ญาณอันยอดเยี่ยม   
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   แม้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่านั้นใดจักมีในอนาคตกาล   
พระผู้มีพระภาคเจ้าเหล่านั้น  ทุกพระองค์   จักทรงละนีวรณ์ ๕ ประการ     
ซึ่งเป็นอุปกิเลสของใจเป็นเครื่องทำปัญญาให้ทุรพล   เป็นผู้มีจิตเข้าไปตั้งมั่นด้วยดีในสติปัฏฐาน  ๔
ทรงเจริญโพชฌงค์ ๗   ตามเป็นจริง  จักตรัสรู้ยิ่งซึ่งพระสัมมาสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยม 
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  แม้พระผู้มีพระภาคเจ้า   องค์อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าในบัดนี้    ก็ทรงละแล้วซึ่งนีวรณ์  ๕  ประการ 
ซึ่งเป็นอุปกิเลสของใจ  เป็นเครื่องทำปัญญาให้ทุรพล    เป็นผู้มีจิตเข้าไปตั้งอยู่ด้วยดีในสติปัฏฐาน ๔   
ทรงเจริญโพชฌงค์ ๗   ตามเป็นจริง   ตรัสรู้ยิ่งแล้ว  ซึ่งพระสัมมาสัมโพธิญาณ  อันยอดเยี่ยม  ดังนี้   

กล่าวกันว่า   แม้เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า   เสด็จอยู่ ณ ปาวาริกัมพวันในเมืองนาลันทานั้น   
ก็ทรงทำธรรมมีกถานี้แล   เป็นอันมากแก่ภิกษุทั้งหลายว่าศีลมีอยู่ด้วยประการฉะนี้   
สมาธิมีอยู่ด้วยประการฉะนี้     ปัญญามีอยู่ด้วยประการฉะนี้   สมาธิอันศีลอบรมแล้ว  มีผลมาก   มีอานิสงส์มาก
ปัญญาอันสมาธิอบรมแล้ว  มีผลมาก  มีอานิสงส์มาก  จิตอันปัญญาอบรมแล้ว  ก็หลุดพ้นด้วยดีโดยแท้จากอาสวะทั้งหลาย 
กล่าวคือ   กามาสวะ   ภวาสวะ   อวิชชาสวะ   ดังนี้.

 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 01 กุมภาพันธ์ , 2012 เวลา 15:24:30 PM โดย ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋) » บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 902

Email : workshop773@hotmail.com



ปาฏลิคาม (เล่ม 13 หน้า 251)

[๗๘]   ครั้งนั้นแล 
พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จอยู่ในเมืองนาลันทา  ตามพระอัธยาศัยแล้ว ตรัสกะพระอานนท์ว่า 
มาเถิด  อานนท์   เราจักเข้าไปหมู่บ้านปาฏลิคาม.   
ท่านพระอานนท์กราบทูลรับแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า   พระเจ้าข้า.

ครั้งนั้นแล    พระผู้มีพระภาคเจ้า   พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เสด็จดำเนินถึงหมู่บ้านปาฏลิคามนั้นแล้ว   
อุบาสกทั้งหลายชาวบ้านปาฏลิคามได้ยินว่า  ข่าวว่า  พระผู้มีพระภาคเจ้า  เสด็จดำเนินถึงปาฏลิคามแล้ว 

ครั้งนั้นแล   อุบาสกทั้งหลายชาวบ้านปาฏลิคาม  เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ  ด้านหนึ่ง   
อุบาสกทั้งหลายชาวบ้านปาฏลิคามได้กราบทูล  พระผู้มีพระภาคเจ้า    ดังนี้ว่า   
ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดทรงรับอาคารรับรองเถิดพระเจ้าข้า   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับด้วยดุษณีภาพ   

ครั้งนั้นแล อุบาสกทั้งหลายชาวบ้าน  ปาฏลิคามทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับแล้ว   
จึงลุกจากที่นั่งถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วกระทำประทักษิณ 
แล้วเข้าสู่อาคารรับรอง    ปูลาดสถานที่ปูลาดไว้ทุกแห่ง   
แล้วปูอาสนะทั้งหลายไว้  จัดตั้งหม้อน้ำ   ยกประทีปน้ำมันขึ้นตั้งไว้   
แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า  ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วยืนอยู่  ณ  ด้านหนึ่ง   

อุบาสกทั้งหลายชาวบ้านปาฏลิคาม   ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า   ดังนี้ว่า 
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    อาคารรับรอง    ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ปูลาดสถานที่ปูลาดไว้ทุกแห่งแล้ว 
ปูอาสนะทั้งหลายไว้แล้ว   จัดตั้งหม้อน้ำไว้แล้ว  ยกประทีปน้ำมันขึ้นตั้งไว้
บัดนี้   เป็นเวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดพิจารณากาลสมควรพระเจ้าข้า   ดังนี้.

ครั้งนั้นแล  ในเวลาเช้า  พระผู้มีพระภาคเจ้า  ทรงนุ่งสบง  ทรงถือบาตร และจีวร
เสด็จดำเนินไปยังอาคารรับรอง     พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์    ทรงล้างพระบาทแล้ว  เสด็จเข้าอาคารรับรอง 
ประทับนั่งพิงเสากลาง ทรงผินพระพักตร์ไปทางทิศบูรพา  แม้พระภิกษุสงฆ์ก็ล้างเท้าแล้วเข้าสู่อาคารรับรองแล้ว 
นั่งพิงผนังด้านตะวันตก    หันหน้าไปทางทิศตะวันออก  คือ  หันหน้าไปทางพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเอง 
แม้อุบาสกทั้งหลายชาวบ้านปาฏลิคาม ก็พากันล้างเท้าแล้วเข้าสู่อาคารรับรองแล้วนั่งพิงผนังด้านตะวันออก 
หันหน้าไปทางทิศตะวันตก คือ หันหน้าไปทางพระผู้มีพระภาคเจ้าเช่นกัน.
 
โทษ ๕ ประการของศีลวิบัต
          [๗๙]   ครั้งนั้นแล   พระผู้มีพระภาคเจ้า    ตรัสกะอุบาสกทั้งหลายชาว บ้านปาฏลิคามว่า 
ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย   โทษของศีลวิบัติของบุคคลทุศีลมี ๕ ประการ  ๕ ประการเป็นไฉน
     (๑)  ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย     บุคคลทุศีล   ผู้ปราศจากศีลในโลกนี้ ประสบความเสื่อมโภคะเป็นอันมาก 
            เพราะมีความประมาทเป็นเหตุ  นี้เป็นโทษ ข้อที่ ๑ ของศีลวิบัติของบุคคลทุศีล.
     (๒)  ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย    และยังมีข้ออื่นอีก    กิตติศัพท์ชั่วของบุคคลทุศีล  ผู้ปราศจากศีลก็อื้อฉาวไป 
            นี้เป็นโทษข้อที่  ๒  ของศีลวิบัติ  ของบุคคลทุศีล.
     (๓)  ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย และยังมีข้ออื่นอีก บุคคลทุศีล ผู้ปราศจากศีล  เข้าสู่บริษัทใด ๆ 
            คือ ขัตติยบริษัทก็ดี  พราหมณบริษัทก็ดี  คหบดีบริษัทก็ดี   สมณบริษัทก็ดี   เป็นผู้ไม่องอาจ  ขวยเขินเข้าไป   
            นี้เป็นโทษข้อที่  ๓  ของศีลวิบัติ   ของบุคคลทุศีล.
     (๔)  ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย   และยังมีข้ออื่นอีก  บุคคลทุศีล  ผู้ปราศจากศีล  เป็นคนหลง ทำกาละ(ตาย) 
            นี้เป็นโทษข้อที่ ๔ ของศีลวิบัติ   ของบุคคลผู้ทุศีล
     (๕)  ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย   และยังมีข้ออื่นอีก   บุคคลทุศีล  ผู้ปราศจากศีล  ครั้นร่างกายแตกภายหลังมรณะ 
            จะเข้าไปถึงอบาย ทุคคติ  วินิบาต นรก นี้เป็นโทษข้อที่  ๕  ของศีลวิบัติ   ของบุคคลผู้ทุศีล 

ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย  โทษ ๕ ประการของบุคคลผู้ทุศีล   ผู้ปราศจากศีล   เหล่านี้แล.
 

อานิสงส์  ๕  ประการของศีลสัมปทา
          [๘๐]  ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย  อานิสงส์ของความถึงพร้อมด้วยศีล ของผู้มีศีล   มี ๕ ประการ ๕ ประการเป็นไฉน
     (๑)  ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย  บุคคลผู้มีศีล  ผู้ถึงพร้อมด้วยศีลในโลกนี้ได้ประสบโภคะกองใหญ่เพราะมีความไม่ประมาทเป็นเหตุ   
            นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่  ๑ ของความถึงพร้อมด้วยศีล   ของบุคคลผู้มีศีล
     (๒)  ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย    และยังมีข้ออื่นอีก    กิตติศัพท์อันดีงามของบุคคลผู้มีศีล    ผู้ถึงพร้อมด้วยศีล   
            กระฉ่อนไปนี้เป็นอานิสงส์ข้อที่  ๒  ของความถึงพร้อมด้วยศีล   ของบุคคลผู้มีศีล
     (๓)  ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย    และยังมีข้ออื่นอีก   บุคคลผู้มีศีล  ผู้ถึงพร้อมด้วยศีล 
            เข้าสู่บริษัทใด ๆ คือ  ขัตติยบริษัทก็ดี   พราหมณบริษัทก็ดี   คหบดีบริษัทก็ดี  สมณบริษัทก็ดี 
            เป็นผู้องอาจไม่ขวยเขินเข้าไป  นี้เป็นอานิสงส์ ข้อที่ ๓   ของความถึงพร้อมด้วยศีล  ของบุคคลผู้มีศีล
     (๔)  ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย   และยังมีข้ออื่นอีก    บุคคลผู้มีศีล  ผู้ถึงพร้อมด้วยศีล   
            เป็นผู้ไม่หลงทำกาละ (ตาย)  นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่  ๔  ของความถึงพร้อมด้วยศีล   ของบุคคลผู้มีศีล
     (๕)  ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย   และยังมีข้ออื่นอีก  บุคคลผู้มีศีล  ผู้ถึงพร้อมด้วยศีล 
            ครั้นร่างกายแตกภายหลังมรณะ  จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์  นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่  ๕ ของความถึงพร้อมด้วยศีล  ของบุคคลผู้มีศีล

ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย  อานิสงส์  ๕  ประการของความถึงพร้อมด้วยศีลของบุคคลผู้มีศีล   เหล่านี้แล.


          [๘๑]   ครั้งนั้นแล     พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยิ่งอุบาสกทั้งหลาย   ชาวบ้านปาฏลิคามให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน 
ให้อาจหาญ   ให้รื่นเริงด้วยธรรมีกถา   ผ่านราตรีไปเป็นส่วนมากแล้ว  ทรงส่งกลับ ด้วยพระดำรัสว่า   

ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย    ราตรีผ่านไปมากแล้วแล  บัดนี้   ท่านทั้งหลายจงพิจารณาเห็นเป็นกาลสมควรเถิด   

อุบาสกทั้งหลาย   ชาวบ้านปาฏลิคาม   กราบทูลรับแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า   อย่างนั้น  พระเจ้าข้า 
แล้วพากันลุกจากที่นั่ง  ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้ากระทำประทักษิณแล้ว    พากันกลับไป 
ครั้งนั้นแล   เมื่ออุบาสกทั้งหลาย   ชาวบ้านปาฏลิคามกลับไปแล้วไม่นาน   พระผู้มีพระภาคเจ้าก็เสด็จเข้าสุญญาคาร.


บ้านปาฏลิคาม
          [๘๒]   ก็สมัยนั้นแล   พราหมณ์สุนีธะและวัสสการะ  มหาอำมาตย์ของแคว้นมคธกำลังให้สร้างเมืองอยู่ในหมู่บ้านปาฏลิคาม     
เพื่อป้องกันเจ้าวัชชีทั้งหลาย.   แต่ทว่า   สมัยนั้นแล    เทวดาทั้งหลายเป็นอันมากจำนวนพัน  ๆ   พากันหวงแหนพื้นที่ในหมู่บ้านปาฏลิคาม. 
ในภูมิประเทศใดเทวดาทั้งหลายผู้มีศักดิ์ใหญ่หวงแหนพื้นที่   จิตก็น้อมไปเพื่อให้สร้างนิเวศน์ทั้งหลาย
แก่ราชาและราชมหาอำมาตย์ทั้งหลายผู้มีศักดิ์ใหญ่   ในภูมิประเทศนั้น   
ในภูมิประเทศใดเทวดาทั้งหลายชั้นกลางๆ   พากันหวงแหนพื้นที่  จิตก็น้อมไปเพื่อให้สร้างนิเวศน์ทั้งหลาย   
แก่ราชาและราชมหา-อำมาตย์ทั้งหลายชั้นกลาง ๆ   ในภูมิประเทศนั้น
ในภูมิประเทศใด  เทวดาทั้งหลายชั้นต่ำพากันหวงแหนพื้นที่   จิตก็น้อมไปเพื่อให้สร้างนิเวศน์ทั้งหลาย 
แก่ราชาและราชมหาอำมาตย์ทั้งหลายชั้นต่ำในภูมิประเทศนั้น   

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็นเทวดาทั้งหลายเหล่านั้นจำนวนพัน ๆ
ต่างหวงแหนพื้นที่ในหมู่บ้านปาฏลิคาม  ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์เหนือดวงตามนุษย์   
ครั้งนั้นแลพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จลุกขึ้นในเวลาใกล้รุ่งแห่งราตรี   แล้วตรัสแก่พระอานนท์ว่า 
ดูก่อนอานนท์ใครหนอให้สร้างเมืองอยู่ในหมู่บ้านปาฏลิคาม.
พระอานนท์กราบทูลว่า   พราหมณ์สุนีธะและวัสสการะ  มหาอำมาตย์ของแคว้นมคธ   
กำลังให้สร้างเมืองอยู่ในหมู่บ้านปาฏลิคาม    เพื่อป้องกันเจ้าวัชชีทั้งหลาย   พระเจ้าข้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้า. .  ดูก่อนอานนท์ พราหมณ์สุนีธะและวัสสการะมหาอำมาตย์ของแคว้นมคธ ให้สร้างเมืองในหมู่บ้านปาฏลิคาม   
เพื่อป้องกันเจ้าวัชชีทั้งหลาย   เหมือนอย่างท้าวสักกะทรงปรึกษาหารือกับเทวดาทั้งหลายชั้นดาวดึงส์   

ดูก่อนอานนท์ ณ ที่นี้    ตถาคตได้เห็นเทวดาทั้งหลายเป็นอันมากจำนวนพัน ๆ
ต่างหวงแหนพื้นที่ในหมู่บ้านปาฏลิคาม  ด้วยทิพจักษุอันบริสุทธิ์เหนือดวงตามนุษย์     
ในภูมิประเทศใด    เทวดาทั้งหลายผู้มีศักดิ์ใหญ่พากันหวงแหนพื้นที่  จิตก็น้อมไปเพื่อให้สร้างนิเวศน์ทั้งหลาย   
แก่ราชาและราชมหาอำมาตย์ทั้งหลาย ในภูมิประเทศนั้นในภูมิประเทศใด   
เทวดาทั้งหลายชั้นกลาง ๆ พากันหวงแหนพื้นที่  จิตก็น้อมไปเพื่อให้สร้างนิเวศน์ทั้งหลาย 
แก่ราชาและแก่ราชมหาอำมาตย์ทั้งหลายชั้นกลาง ๆ ในภูมิประเทศนั้น   
ในภูมิประเทศใดเทวดาทั้งหลายชั้นต่ำ  พากันหวงแหนพื้นที่  จิตก็น้อมไปเพื่อให้สร้างนิเวศน์ทั้งหลาย   
แก่ราชาและแก่ราชมหาอำมาตย์ทั้งหลาย   ในภูมิประเทศนั้น   

ดูก่อนอานนท์   เมืองนี้ยังเป็นที่ชุมนุมชนอารยะอยู่ตราบใด    ยังเป็นทางผ่านของพ่อค้าอยู่ตราบใด 
จักเป็นนครชั้นเลิศ  ชื่อปาฏลิบุตร    เป็นที่แก้ห่อสินค้า 

ดูก่อนอานนท์ นครปาฏลิบุตร จักมีอันตราย ๓ ประการ  คือ 
จากไฟ  ๑     จากน้ำ ๑     หรือด้วยแตกสามัคคี  ๑

---------------------------------------------------------------------
 
พราหมณ์สุนีธะและวัสสการะถวายภัตตาหาร (เล่ม 13 หน้า 257)
          [๘๓]   ครั้งนั้นแล  พราหมณ์สุนีธะและวัสสการะ  มหาอำมาตย์ของแคว้นมคธ   เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า   
ครั้นชื่นชมกับพระผู้มีพระภาคเจ้ากล่าวถ้อยคำน่าชื่นชมควรรำลึกถึงกันแล้ว    จึงนั่งอยู่ ณ  ด้านหนึ่ง   
พราหมณ์สุนีธะและวัสสการะ  มหาอำมาตย์ของแคว้นมคธ   ผู้นั่งอยู่ ณ ด้านหนึ่งแล   ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า   ดังนี้ว่า 
ขอพระโคดมผู้เจริญ   พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ โปรดรับภัตตาหาร   สำหรับวันนี้เถิด   พระเจ้าข้า  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับด้วยดุษณีภาพ
พราหมณ์สุนีธะและวัสสการะมหาอำมาตย์ของแคว้นมคธ  ครั้นทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับแล้ว     
จึงเข้าไปยังเรือนรับรองของตน  แล้วสั่งให้ตกแต่งของควรเคี้ยวของควรบริโภคอย่างประณีตไว้ในเรือนรับรองของตน   
แล้วให้กราบทูลกาลเวลาแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดม ผู้เจริญ   ได้เวลาแล้ว    ภัตตาหารเสร็จแล้ว. 

ครั้งนั้นแล   ในเวลาเช้า   พระผู้มีพระภาคเจ้า   ทรงนุ่งสบง   ทรงถือบาตรและจีวร   พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์     
เสด็จดำเนินเข้าไปเรือนรับรองของพราหมณ์สุนีธะแสะวัสสการะ     มหาอำมาตย์ของแคว้นมคธแล้วประทับนั่งบนอาสนะที่เขาปูไว้ 
ครั้งนั้นแล   พราหมณ์สุนีธะและวัสสการะ  มหาอำมาตย์ของแคว้นมคธอังคาส   เลี้ยงดูภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขด้วยของควรเคี้ยว
ควรบริโภคอย่างประณีตด้วยมือของตน     ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยเสร็จ   ทรงวางพระหัตถ์ลงจากบาตร     
พราหมณ์สุนีธะและวัสสการะมหาอำมาตย์ของแคว้นมคธ      ถือเอาอาสนะต่ำที่ใด ที่หนึ่งแล้วนั่งอยู่  ณ ด้านหนึ่ง   
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุโมทนากะพราหมณ์สุนีธะและวัสสการะมหาอำมาตย์ของแคว้นมคธผู้นั่งอยู่ ณ ด้านหนึ่ง 
ด้วยพระคาถาเหล่านี้    ว่า
          [๘๔]     บุรุษผู้มีเชื้อชาติบัณฑิต  เข้าไปอยู่ในประเทศใด   
พึงเชิญท่านพรหมจารีทั้งหลายผู้มีศีล  ผู้สำรวมให้บริโภคในประเทศนั้น 
แล้วอุทิศทักษิณาให้แก่เทวดาทั้งหลาย  ซึ่งมีอยู่ในประเทศนั้นเทวดาทั้งหลายเหล่านั้น 
อันบุรุษนั้นบูชาแล้ว  ย่อมบูชาตอบ  นับถือแล้ว    ย่อมนับถือตอบ  ซึ่งบุรุษนั้น 
เพราะเหตุนั้นเทวดาทั้งหลายจะอนุเคราะห์บุรุษเชื้อชาติบัณฑิตนั้น เหมือนมารดาอนุเคราะห์บุตรของตน   
บุรุษผู้ซึ่งเทวดาอนุเคราะห์แล้วจะประสบแต่สิ่งเจริญทั้งหลายในกาลทุกเมื่อ.


โคตมทวาร
          [๘๕]  ครั้งนั้นแล  พระผู้มีพระภาคเจ้า 
ครั้นทรงอนุโมทนาพราหมณ์สุนีธะและวัสสการมหาอำมาตย์ของแคว้นมคธ  ด้วยพระคาถาเหล่านี้แล้ว เสด็จกลับ   
ก็สมัยนั้นแล  พราหมณ์สุนีธะและวัสสการะ   มหาอำมาตย์ของแคว้นมคธ  ตามเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า     
ตามเสด็จไปโดยเบื้องพระปฤษฏางค์     ด้วยคิดว่า  วันนี้    พระสมณโคดมจักเสด็จออกทางประตูใด    ประตูนั้นจักมีชื่อว่าโคตมทวาร
จักเสด็จข้ามแม่น้ำคงคา  โดยท่าใด  ท่านั้นจักมีชื่อว่า  โคตรมติตถะ

ครั้งนั้นแลประตูที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออก    ได้มีนามว่า   โคตรมทวาร
ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จดำเนินไปยังแม่น้ำคงคา   ก็สมัยนั้นแล  แม่น้ำคงคา  น้ำเต็มฝั่งเสมอขอบฝั่ง 
กาดื่มกินได้มนุษย์ทั้งหลายผู้ปรารถนาข้ามจากฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งหนึ่ง  บางพวกก็ใช้เรือ  บางพวกก็ใช้แพ   บางพวกก็ผูกทุ่น
ครั้งนั้นแล   พระผู้มีพระภาคเจ้า   ทรงหายพระองค์บนฝั่งข้างนี้ของแม่น้ำคงคาแล้วประทับยืนเฉพาะอยู่บนฝั่งข้างโน้น   
เหมือนบุรุษผู้มีกำลังพึงเหยียดแขนที่คู้ไว้ออกไป   หรือคู้แขนที่เหยียดไว้เข้ามา   
ผู้ปรารถนาข้ามจากฝั่งหนึ่งไปยังฝั่งหนึ่ง   บางพวกก็ใช้เรือ    บางพวกก็ใช้แพ     บางพวกก็ผูกทุ่น   
ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความหมายนั้นแล้ว   ทรงเปล่งอุทานนี้  ในเวลานั้นว่า
ชนทั้งหลายเหล่าใด  จะข้ามสระ  คือ  ห้วงน้ำ  (แม่น้ำ) 
ชนเหล่านั้น  ต้องทำสะพานผ่านเปือกตมข้ามไป ประชาชน  ยังผูกทุ่นกันอยู่ 
แต่ชนทั้งหลายผู้มีปัญญาข้ามกันไปไม่ต้องผูกทุ่น


จบภาณวารที่  ๑
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 01 กุมภาพันธ์ , 2012 เวลา 15:25:10 PM โดย ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋) » บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 902

Email : workshop773@hotmail.com



โกฏิคาม (เล่ม 13 หน้า 260)

[๘๖]  ครั้งนั้นแล   
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะท่านพระอานนท์ว่ามาเถิด  อานนท์   เราจักเข้าไปหมู่บ้านโกฏิคามกันเถิด 
ท่านพระอานนท์กราบทูลรับแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  พระเจ้าข้า.

ครั้งนั้นแล   
พระผู้มีพระภาคเจ้า  พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เสด็จดำเนินถึงหมู่บ้านโกฏิคามนั้นแล้ว   
เล่ากันว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จอยู่ในหมู่บ้านโกฏิคามนั้น
ในหมู่บ้านโกฏิคามนั้นแล  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เพราะมิได้ตรัสรู้  เพราะมิได้แทงตลอดอริยสัจ  ๔
เราตถาคตและเธอทั้งหลายด้วย  จึงโลดแล่นไป เร่ร่อนไป ตลอดกาลยาวนานนี้ อย่างนี้ 
อริยสัจ ๔ เป็นไฉน.   

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   เพราะมิได้ตรัสรู้  เพราะมิได้แทงตลอดอริยสัจ  คือ ทุกข์ 
เราตถาคตและเธอทั้งหลายด้วย    จึงโลดแล่นไป    เร่ร่อนไป  ตลอดกาลยาวนานนี้   อย่างนี้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เพราะมิได้ตรัสรู้   เพราะมิได้แทงตลอดอริยสัจ  คือ  เหตุเป็นแดนเกิดแห่งทุกข์
เราตถาคตและเธอทั้งหลายด้วย   จึงโลดแล่นไปเร่ร่อนไปตลอดกาลยาวนานนี้   อย่างนี้. 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เพราะมิได้ตรัสรู้เพราะมิได้แทงตลอดอริยสัจ คือ ความดับทุกข์     
เราตถาคตและเธอทั้งหลายด้วย   จึงโลดแล่นไป  เร่ร่อนไปตลอดกาลยาวนานนี้  อย่างนี้. 
   
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   เพราะมิได้ตรัสรู้   พราะมิได้แทงตลอด    อริยสัจ  คือ  ทางปฏิบัติไปสู่ไปสู่ความดับทุกข์   
เราตถาคตและเธอทั้งหลายด้วย  จึงโลดแล่นไป   เร่ร่อนไปตลอดกาลยาวนานนี้อย่างนี้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย 
อริยสัจ  คือ ทุกข์นี้นั้นเราตถาคตตรัสรู้แล้ว  แทงตลอดแล้ว
อริยสัจ  คือ เหตุเป็นแดนเกิดแห่งทุกข์ เราตถาคตตรัสรู้แล้ว  แทงตลอดแล้ว   
อริยสัจ  คือ ความดับทุกข์ เราตถาคตตรัสรู้แล้ว  แทงตลอดแล้ว   
อริยสัจ  คือ ทางปฏิบัติไปสู่ความดับทุกข์ เราตถาคตตรัสรู้แล้วแทงตลอดแล้ว   
ตัณหาในภพ    เราตถาคตถอนขึ้นแล้ว ตัณหานำไปสู่ภพสิ้นไปแล้วบัดนี้ภพต่อไปไม่มี 

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้แล้ว   จึงตรัสบทประพันธ์  ต่อไปว่า . –

[๘๗]   เพราะไม่เห็นอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง   
เราตถาคตและเธอทั้งหลายจึงเร่ร่อนไปในชาติทั้งหลายเหล่านั้น นั่นแลตลอดกาลยาวนาน. 
บัดนี้อริยสัจ  ๔ นี้นั้น  เราตถาคตเห็นแล้วตัณหานำไปสู่ภพ  เราก็ถอนได้แล้ว รากเหง้าของทุกข์เราก็ถอนทิ้งแล้ว 
บัดนี้ จะไม่มีเกิดอีกต่อไป.๑

[๘๘]   ทราบว่า แม้เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จอยู่ในหมู่บ้านโกฏิคามนั้น   
ก็ทรงทำธรรมมีกถานี้แลเป็นอันมากแก่ภิกษุทั้งหลายว่า 
ศีล มีอยู่ด้วยประการฉะนี้ 
สมาธิ  มีอยู่ด้วยประการฉะนี้
ปัญญา  มีอยู่ด้วยประการฉะนี้   
สมาธิอันศีลอบรมแล้ว  ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก 
ปัญญาอันสมาธิอบรมแล้ว  ย่อมมีผลมาก   มีอานิสงส์มาก 
จิตอันปัญญาอบรมแล้ว  ก็หลุดพ้นด้วยดี  โดยแท้จากอาสวะทั้งหลาย 
กล่าวคือ  กามาสวะ  ภวาสวะอวิชชาสวะ ดังนี้.
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 01 กุมภาพันธ์ , 2012 เวลา 15:25:44 PM โดย ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋) » บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 902

Email : workshop773@hotmail.com



หมู่บ้านนาทิกะ (เล่ม 13 หน้า 262)

[๘๙]  ครั้งนั้นแล  พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จอยู่ในบ้านโกฏิคาม  ตามพระอัธยาศัยแล้ว 
ตรัสกะท่านพระอานนท์ว่ามาเถิด  อานนท์  เราจะเข้าไปยังหมู่บ้านนาทิกะกันเถิด
ท่านพระอานนท์กราบทูลรับแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่าพระเจ้าข้า   

ครั้งนั้นแล  พระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เสด็จดำเนินถึงหมู่บ้านนาทิกะแล้ว   
เล่ากันว่า  ในหมู่บ้านนาทิกะนั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จอยู่ในเรือนรับรองก่อด้วยอิฐ.

ครั้งนั้นแล   ท่านพระอานนท์   เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่งอยู่ ณ  ด้านหนึ่ง
ท่านพระอานนท์ผู้นั่งอยู่ ณ  ด้านหนึ่งแล  ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า.-
 


คติภายหน้าของผู้ทำกาละแล้ว (เล่ม 13 หน้า 262)

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    ภิกษุชื่อว่าสาฬหะ   ทำกาละแล้วในหมู่บ้านนาทิกะ 
เขามีคติอย่างไร  มีภพไปถึงภายหน้าอย่างไร.

ภิกษุณี   ชื่อว่า นันทา    ทำกาละแล้ว  ในหมู่บ้านนาทิกะ     
เขามีคติอย่างไร  มีภพไปถึงภายหน้าอย่างไร  พระเจ้าข้า.
     อุบาสก    ชื่อว่า   สุทัตตะ
     อุบาสิกา  ชื่อว่า   สุชาดา
     อุบาสก    ชื่อว่า   กกุธะ
     อุบาสก    ชื่อว่า   การฬิมภะ
     อุบาสก    ชื่อว่า   นิกฏะ
     อุบาสก    ชื่อว่า   กฏิสสหะ
     อุบาสก    ชื่อว่า   ตุฏฐะ
     อุบาสก    ชื่อว่า   สันตุฏฐะ
     อุบาสก    ชื่อว่า   ภฏะ

อุบาสกชื่อ  สุภฏะ   ทำกาละแล้วในหมู่บ้านนาทิกะ 
เขามีคติอย่างไร   มีภพไปถึงภายหน้าอย่างไร   พระเจ้าข้า.

แว่นธรรม
พระผู้มีพระภาคเจ้า   ทรงมีพระดำรัสว่า 
ดูก่อนอานนท์  ภิกษุสาฬหะทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ  ปัญญาวิมุตติ  หาอาสวะมิได้ 
เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญารู้ยิ่งด้วยตนเองแล้ว เข้าถึงอยู่ในทิฏฐธรรมแล้วแล 
ดูก่อนอานนท์  ภิกษุณีชื่อนันทา  เพราะสัญโญชน์  อันเป็นส่วนเบื้องต่ำ ๕  สิ้นไป
เป็นผู้ผุดเกิดขึ้นปรินิพพาน  ในชั้นสุทธาวาสนั้น  เป็นผู้ไม่กลับมาจากโลกนั้นเป็นธรรมดา.
ดูก่อนอานนท์     อุบาสกสุทัตตะ     เพราะสัญโญชน์ ๓  อย่างสิ้นไป เพราะราคะ   
โทสะและโมหะทั้งหลายบางเบา  เป็นสกทาคามี  จักมาสู่โลกนี้อีก   ครั้งเดียวเท่านั้น 
แล้วจักทำที่สุดทุกข์
ดูก่อนอานนท์   อุบาสิกาสุชาดา  เพราะสัญโญชน์   ๓   อย่างสิ้นไป  เป็นโสดาบัน     
เป็นผู้ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา  เป็นผู้แน่นอนแล้ว  จะตรัสรู้ในภายหน้า
ดูก่อนอานนท์  อุบาสกกกุธะ  เพราะ  (เขา)  สิ้นสัญโญชน์ส่วนเบื้องต่ำ  ๕  อย่าง 
เป็นผู้ผุดเกิดขึ้นปรินิพพานในชั้นสุทธาวาสนี้  เป็นผู้ไม่กลับมาจากโลกนั้นเป็นธรรมดา
ดูก่อนอานนท์  อุบาสกการฬิมภะ...
ดูก่อนอานนท์   อุบาสกนิกฏะ...
ดูก่อนอานนท์   อุบาสก กฏิสสหะ...
ดูก่อนอานนท์   อุบาสก  ตุฏฐะ...
ดูก่อนอานนท์   อุบาสก  สันตุฏฐ...
ดูก่อนอานนท์   อุบาสก  ภฏะ...
ดูก่อนอานนท์   อุบาสก  สุภฏะ   เพราะ  (เขา)  สิ้นสัญโญชน์ส่วนเบื้องต่ำ ๕ อย่าง 
เป็นผู้ผุดเกิดขึ้น  ปรินิพพานในชั้นสุทธาวาสนั้น  เป็นผู้ไม่กลับมาจากโลกนั้นเป็นธรรมดา
ดูก่อนอานนท์   อุบาสกทั้งหลาย  ในหมู่บ้านนาทิกะกว่า ๕๐ คน  ทำกาละแล้ว   
เพราะ  (เขา)     สิ้นสัญโญชน์ส่วนเบื้องต่ำ  ๕ อย่าง 
เป็นผู้ผุดเกิดขึ้นปรินิพพานในชั้นสุทธาวาสนั้น   เป็นผู้ไม่กลับมาจากโลกนั้นเป็นธรรมดา
ดูก่อนอานนท์    อุบาสกทั้งหลายในหมู่บ้านนาทิกะ ๙๖ คน  ทำกาละแล้ว   
เพราะสัญโญชน์ ๓ อย่าง สิ้นไป   เพราะราคะ โทสะ และโมหะ บางเบา เป็นสกทาคามี 
จักมาสู่โลกนี้อีกครั้งเดียวเท่านั้นแล้วจักทำที่สุดทุกข์
ดูก่อนอานนท์    อุบาสกทั้งหลาย  ในหมู่บ้านนาทิกะ ๕๑๐ คน  ทำกาละแล้ว 
เพราะสัญโญชน์ ๓ อย่างสิ้นไป   เป็นโสดาบันเป็นผู้ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา  เป็นผู้แน่นอน 
เป็นผู้จะตรัสรู้ในภพหน้าข้อนั้นไม่เป็นสิ่งอัศจรรย์  เป็นมนุษย์พึงทำกาละ เมื่อบุคคลนั้น  ๆ
ทำกาละแล้ว  เธอทั้งหลายก็จักเข้ามาหาตถาคต  แล้วถามเนื้อความนี้ว่า 

ดูก่อนอานนท์  ข้อนี้เป็นการเบียดเบียนแก่ตถาคตโดยแท้ 
ดูก่อนอานนท์   เพราะเหตุนั้นแหละ  เราตถคตจักแสดงธรรม บรรยายชื่อว่าแว่นธรรมไว้   
ซึ่งอริยสาวกผู้ประกอบด้วยธรรมบรรยายชื่อว่าแว่นธรรมแล้ว 
 เมื่อปรารถนาพึงพยากรณ์ตนด้วยตนเองว่า   ฉันมีนรกสิ้นแล้ว   
มีกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานสิ้นแล้ว   มีวิสัยแห่งเปรตสิ้นแล้ว   
เป็นผู้มีอบายทุคติและวินิบาตสิ้นแล้ว   
ฉันเป็นพระโสดาบัน เป็นผู้ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา   
เป็นผู้แน่นอนแล้วจะตรัสรู้ในภายหน้า.

ดูก่อนอานนท์   ก็ธรรมบรรยาย  ชื่อว่า  แว่นธรรม ซึ่งอริยสาวก   
ผู้ประกอบด้วยธรรมบรรยายชื่อว่า แว่นธรรมแล้ว   เมื่อปรารถนาพึงพยากรณ์ตนด้วยตนเองว่า 
ฉันมีนรกสิ้นแล้ว มีกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานสิ้นแล้ว   มีวิสัยแห่งเปรตสิ้นแล้ว เป็นผู้มีอบายทุคติ
และวินิบาตสิ้นแล้ว  ฉันเป็นพระโสดาบันเป็นผู้ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา   
เป็นผู้แน่นอนแล้ว   จะตรัสรู้ในภายหน้านั้นเป็นไฉน

ดูก่อนอานนท์   อริยสาวกในพระศาสนานี้
(๑)  เป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่าแม้ด้วยเหตุนี้ 
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น  เป็นพระอรหันต์ เป็นผู้ตรัสรู้โดยชอบด้วยพระองค์เอง 
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ  เป็นผู้เสด็จไปดีแล้ว  เป็นผู้รู้โลก 
เป็นสารถีผู้ฝึกคนที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นพระศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย 
เป็นผู้ตื่นแล้ว เป็นผู้ทรงจำแนกธรรม  ดังนี้.

(๒)  เป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระธรรมว่า
พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้ดีแล้ว ผู้บรรลุพึงเห็นด้วยตนเอง 
ไม่ประกอบด้วยกาล  เรียกคนอื่นมาดูได้  น้อมเข้ามาในตน
อันวิญญูชนทั้งหลายพึงรู้เฉพาะตน  ดังนี้.

(๓)   เป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ว่า
พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ปฏิบัติดี   เป็นผู้ปฏิบัติตรง   
เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อรู้  เป็นผู้ปฏิบัติสมควร   พระสงฆ์สาวกนี้    คือใคร   
คู่แห่งบุรุษ  ๔ คู่   บุรุษบุคคล ๘ ท่าน  นี้คือพระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า 
เป็นผู้ควรแก่ของนำมาคำนับ  เป็นผู้ควรแก่ของต้อนรับ เป็นผู้ควรแก่ของทำบุญ 
เป็นผู้ควรแก่การทำอัญชลี  เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า  ดังนี้.

(๔)   เป็นผู้ประกอบด้วยอริยกันตศีลทั้งหลาย    ที่ไม่ขาด     ไม่ทะลุ   ไม่ด่าง   
ไม่พร้อย      เป็นไท    อันวิญญูชนสรรเสริญ  อันตัณหาและทิฏฐิไม่แปดเปื้อน 
ดำเนินไปเพื่อได้สมาธิ

ดูก่อนอานนท์   ธรรมบรรยายชื่อว่าแว่นธรรมนี้แล 
ซึ่งพระอริยาสาวกผู้ประกอบด้วยธรรมบรรยาย
ชื่อว่าแว่นธรรมแล้วเมื่อปรารถนาพึงพยากรณ์ตนได้ด้วยตนเองว่า   
ฉันมีนรกสิ้นแล้ว  มีกำเนิดสัตว์   ดิรัจฉานสิ้นแล้ว   มีวิสัยแห่งเปรตสิ้นแล้ว เป็นผู้มีอบาย 
ทุคคติและวินิบาตสิ้นแล้ว   ฉันเป็นพระโสดาบัน   เป็นผู้ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา 
เป็นผู้แน่นอนแล้ว  จะตรัสรู้ในภายหน้า   ดังนี้.

ได้ยินว่า   แม้เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จอยู่  ณ เรือนรับรองก่อด้วยอิฐในหมู่บ้านนาทิกะนั้น   
ก็ทรงทำธรรมีกถานี้แลเป็นอันมาก  แก่ภิกษุทั้งหลายว่า  ศีล  มีอยู่ด้วยประการฉะนี้   
สมาธิ  มีอยู่ด้วยประการฉะนี้   ปัญญา   มีอยู่  ด้วยประการฉะนี้ 
สมาธิอันศีลอบรมแล้ว  มีผลมาก  มีอานิสงส์มาก
ปัญญาอันสมาธิอบรมแล้ว  มีผลมาก มีอานิสงส์มาก
จิตอันปัญญาอบรมแล้ว   ก็หลุดพ้นด้วยดีโดยแท้จากอาสวะทั้งหลาย   
กล่าวคือ  กามาสวะ  ภวาสวะ อวิชชาสวะ   ดังนี้.

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 01 กุมภาพันธ์ , 2012 เวลา 15:26:10 PM โดย ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋) » บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 902

Email : workshop773@hotmail.com



นครเวสาลี (เล่ม 13 หน้า 267)
[๙๐]   ครั้งนั้นแล   พระผู้มีพระภาคเจ้า  เสด็จอยู่ในหมู่บ้านนาทิกะ   ตามพระอัธยาศัยแล้ว
ตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า  มาเถอะ  อานนท์   เราจะเข้าไปนครเวสาลีกันเถิด. 
ท่านพระอานนท์ กราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่าพระเจ้าข้า. 
ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เสด็จดำเนินถึงนครเวสาลีนั้นแล้ว.   
ทราบว่าในนครเวสาลีนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับในอัมพปาลิวัน.

สติปัฏฐาน-อนุสาสนี (เล่ม 13 หน้า 267)
ในอัมพปาลิวันนั้นแล  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติ    มีสัมปชัญญะอยู่   นี้เป็นอนุสาสนีของเรา  (มอบให้)
แก่เธอ  (ทั้งหลาย)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็ภิกษุเป็นผู้มีสติอย่างไร.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ภิกษุในพระศาสนานี้พิจารณากายในกายเป็นผู้มีความเพียร   
มีสัมปชัญญะ มีสติอยู่   กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุในพระศาสนานี้  พิจารณาเวทนาในเวทนา...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุในพระศาสนานี้   พิจารณาจิตในจิต...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุในพระศาสนานี้   พิจารณาธรรมในธรรม 
มีสัมปชัญญะ มีสติอยู่ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุเป็นผู้มีสติอยู่อย่างนี้แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ก็ภิกษุเป็นผู้มีสัมปชัญญะเป็นอย่างไร.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุในพระศาสนานี้  เป็นผู้ทำความรู้ตัวอยู่เสมอ ในการก้าวไปข้างหน้า 
ในการถอยกลับ
เป็นผู้ทำความรู้ตัวอยู่เสมอ   ในการแลดู   ในการเหลียวดู
เป็นผู้ทำความรู้อยู่เสมอในการคู้เข้า ในการเหยียดออก 
เป็นผู้ทำความรู้ตัวอยู่เสมอ ในการทรงไว้  ซึ่งสังฆาฏิ บาตรและจีวร
เป็นผู้ทำความรู้ตัวอยู่เสมอ ในการกิน ในการดื่ม นการเคี้ยวในการลิ้ม
เป็นผู้ทำความรู้ตัวอยู่เสมอเสมอ  ในการถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ 
เป็นผู้ทำความรู้ตัวอยู่เสมอ ในการเดิน ในการยืนในการนั่ง ในการหลับ ในการตื่น ในการพูด  นการนิ่ง.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุเป็นผู้มีสัมปชัญญะอยู่อย่างนี้แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติ  มีสัมปชัญญะอยู่ นี้เป็นอนุสาสนีของเรา   
แก่เธอทั้งหลายฉะนั้นแล.


นางอัมพปาลีคณิกามาเฝ้า  (เล่ม 13 หน้า 267)
[๙๑] นางอัมพปาลี คณิก ได้ยินแล้วแลว่า เขาว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จดำเนินถึงนครเวสาลีแล้ว
เสด็จประทับอยู่ในสวนมะม่วงของเราใกล้นครเวสาลี  ครั้งนั้นแล  นางอัมพปาลีคณิกา 
สั่งให้เทียมยานทั้งหลายที่ดี ๆ แล้วตนเอง ขึ้นยานดี ๆ คันหนึ่ง ออกจากนครเวสาลีด้วยยานทั้งหลายคันดี ๆ
เข้าไปยังสวนของตน ไปด้วยยานตลอดพื้นที่ยานไปได้ แล้วลงจากยาน  เดินเท้าไป  เข้าไปเฝ้าพระผู้มีภาคเจ้า   
ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว  นั่งอยู่  ณ ด้านหนึ่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้า     ยังนางอัมพปาลี คณิกา ผู้นั่งอยู่ ณ ด้านหนึ่ง
ให้เห็นแจ้ง ให้รื่นเริง ให้สมาทาน ให้อาจหาญด้วยธรรมีกถา
ครั้งนั้นแล  นางอัมพปาลีคณิกา ผู้ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ
ให้รื่นเริง ด้วยธรรมีกถาแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า ดังนี้ว่า  ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า
พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ โปรดรับภัตตาหารของหม่อมฉัน สำหรับวันพรุ่งนี้ด้วยเถิด พระเจ้าข้า.   
พระผู้มีพระพระภาคเจ้าทรงรับด้วยดุษณีภาพ. ครั้งนั้นแลนางอัมพปาลีคณิกา 
ครั้นทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับแล้ว    ก็ลุกจากอาสนะถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทำประทักษิณแล้วกลับไป.
[๙๒]   เจ้าลิจฉวีทั้งหลายชาวเมืองเวสาลี    ได้ยินแล้วแลว่า  เขาว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า 
เสด็จดำเนินถึงเมืองเวสาลีแล้ว  เสด็จประทับอยู่ในอัมพปาลิวัน  ใกล้เมืองเวสาลี. 
ครั้งนั้นแล เจ้าลิจฉวีทั้งหลายเหล่านั้น  สั่งให้เทียมยานทั้งหลายคันใหญ่ ๆ แล้วต่างก็ขึ้นยานใหญ่ ๆ
ออกจากนคร  เวสาลี  ด้วยยานทั้งหลายใหญ่ ๆ  ในบรรดาเจ้าลิจฉวีทั้งหลายเหล่านั้น 
เจ้าลิจฉวีบางพวกสีนิลมีวรรณสีนิล มีผ้านุ่งห่มสีนิล  เครื่องประดับสีนิล  เจ้าลิจฉวีบางพวกสีเหลือง 
มีวรรณสีเหลือง   มีผ้านุ่งสีเหลือง  เครื่องประดับสีเหลือง เจ้าลิจฉวีบางพวกสีแดง  มีวรรณสีแดง 
มีผ้านุ่งห่มสีแดงเครื่องประดับสีแดง เจ้าลิจฉวีบางพวกสีขาว มีวรรณสีขาว มีผ้านุ่งห่มสีขาว 
เครื่องประดับสีขาว.

ครั้งนั้นแล  นางอัมพปาลีคณิกา  ให้เพลา กระทบกับเพลา ให้ล้อกระทบกับล้อ 
ให้แอกกระทบกับแอก ของเจ้าลิจฉวีทั้งหลายหนุ่ม ๆ.   
ครั้นแล้ว เจ้าลิจฉวีทั้งหลายเหล่านั้น ได้กล่าวกะนางอัมพปาลีคณิกา ว่า แม่อัมพปาลีเหตุไร   
เจ้าจึงให้เพลากระทบเพลา  ล้อกระทบล้อ  แอกกระทบแอก  ของเจ้าลิจฉวีทั้งหลายที่หนุ่ม ๆ เล่า.
นางอัมพปาลีคณิกา  ตอบว่า จริงอย่างนั้นเจ้าค่ะ  ข้าแต่ลูกท่านหม่อมฉันได้กราบทูล
นิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้า   พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ทรงรับภัตตาหารสำหรับ    วันพรุ่งนี้ไว้แล้ว.   
เจ้าลิจฉวีทั้งหลาย   นี่แน่แม่อัมพปาลี โปรดยกภัตตาหารมื้อนี้ให้ แก่เรา  ด้วยค่าหนึ่งแสนเถิด.
อัมพปาลีคณิกา   ตอบว่า   ข้าแต่ลูกท่าน    หากเป็นจริง  จักทรงประทานนครเวสาลีรวมทั้งรายได้
ในชนบทแก่หม่อมฉัน  แม้ถึงอย่างนั้น   หม่อมฉันก็จักไม่ยกภัตตาหารยิ่งใหญ่ถวาย.   

ครั้งนั้นแล  เจ้าลิจฉวีทั้งหลายเหล่านั้น  ต่างส่ายองคุลีกล่าวว่า ท่านผู้เจริญเอ๋ย   
พวกเราพ่ายแพ้นางอัมพปาลีคณิกาเสียแล้ว  ท่านผู้เจริญเอ๋ย พวกเราถูกนางอัมพปาลีคณิกาลวงเสียแล้ว. 
ครั้งนั้นแล เจ้าลิจฉวีทั้งหลายเหล่านั้น  ก็เข้าไปยังอัมพปาลีวัน. 

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็นเจ้าลิจฉวีทั้งหลายมาแต่ไกลจึงตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า 
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุทั้งหลายเหล่าใด  ไม่เคยเห็นเทวดาทั้งหลายชั้นดาวดึงส์ 
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เธอทั้งหลายจะดูบริษัทของเจ้าลิจฉวี    เหลียวดูบริษัทของเจ้าลิจฉวี
จงเปรียบเทียบบริษัทของเจ้าลีจฉวี    เหมือนเช่นเทวดาชั้นดาวดึงส์. 

ครั้งนั้นแล   เจ้าลิจฉวีทั้งหลายเหล่านั้นไปด้วยยานตลอดพื้นที่ยานไปได้แล้วลงจากยาน  ดำเนินไป 
เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า   ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว  นั่งอยู่  ณ ด้านหนึ่ง 
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยังเจ้าลิจฉวีทั้งหลายเหล่านั้น  ซึ่งนั่งอยู่ ณ  ด้านหนึ่ง 
ให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ  ให้รื่นเริง   ด้วยธรรมีกถา. 

ครั้งนั้นแล  เจ้าลิจฉวีทั้งหลายเหล่านั้น  ผู้อันพระผู้มีพระเจ้าทรงให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ
ให้รื่นเริงแล้วด้วยธรรมีกถา ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า
ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์โปรดรับภัตตาหารของหม่อมฉันทั้งหลาย
สำหรับวันพรุ่งนี้เถิด  พระเจ้าข้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า    ดูก่อนลิจฉวีทั้งหลาย    ตถาคตรับภัตตาหารของนางอัมพปาลีคณิกา
สำหรับวันพรุ่งนี้ไว้แล้วแล.

ครั้งนั้นแล   เจ้าลิจฉวีทั้งหลายเหล่านั้น  ต่างส่ายองคุลีกล่าวว่า  ท่านผู้เจริญเอ๋ย 
พวกเราพ่ายแพ้นางอัมพปาลีคณิกาเสียแล้ว.  ท่านผู้เจริญเอ๋ย  พวกเราถูกนางอัมพปาลีคณิกาลวงเสียแล้ว.

ครั้งนั้นแล  เจ้าลิจฉวีทั้งหลายเหล่านั้น  ชื่นชมอนุโมทนาพระพุทธภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า
แล้วลุกจากอาสนะถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า  ทำประทักษิณ  แล้วหลีกไป.

ครั้งนั้นแล  นางอัมพปาลีคณิกา  สั่งให้เตรียมของควรเคี้ยว  ของควรบริโภคอันประณีต
ในสวนของตนจนสิ้นราตรีนั้น   แล้วให้กราบทูลกาลเวลาแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  ได้เวลาแล้วพระเจ้าข้า
ภัตตาหารเสร็จแล้ว.   

ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า  ทรงนุ่งสบง  ทรงถือบาตรและจีวร  ในเวลาเช้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์
เสด็จเข้าไปสู่ที่อังคาสของนางอัมพปาลีคณิกา  ครั้นแล้วประทับนั่งบนอาสนะที่ปูไว้.   

ครั้งนั้นแล นางอัมพปาลีคณิกา   อังคาสเลี้ยงดูภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นองค์ประมุข 
ด้วยของควรเคี้ยวของควรบริโภคอันประณีตด้วยมือของตน.   

ครั้งนั้นแล   ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยแล้วทรงวางพระหัตถ์ลงจากบาตรแล้ว  นางอัมพปาลีคณิกา 
ถือเอาอาสนะต่ำ  นั่งอยู่ ณ ด้านหนึ่ง ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า ดังนี้ว่า 
หม่อมฉันขอถวายอารามนี้  แด่ภิกษุสงฆ์  มีพระพุทธเจ้าเป็นองค์ประมุข  พระเจ้าข้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับพระอารามแล้ว.   ครั้งนั้นแล  พระผู้มีพระภาคเจ้ายังนางอัมพปาลีคณิกาให้เห็นแจ้ง
ให้สมาทาน  ให้อาจหาญ  ให้รื่นเริงด้วยธรรมีกถาแล้ว  ทรงลุกจากอาสนะเสด็จกลับไป.

ได้ยินว่า  เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จอยู่ ณ อัมพปาลีวัน   ใกล้นครเวสาลีนั้น 
ก็ทรงทำธรรมีกถานี้แลเป็นอันมาก แก่ภิกษุทั้งหลายว่า 
ศีลมีอยู่ด้วยประการฉะนี้  สมาธิ  มีอยู่ด้วยประการฉะนี้ปัญญา 
มีอยู่ด้วยประการฉะนี้  สมาธิอันศีลอบรมแล้ว  มีผลมาก  มีอานิสงส์มาก 
ปัญญาอันสมาธิอบรมแล้ว   มีผลมาก   มีอานิสงส์มาก 
จิตอันปัญญาอบรมแล้ว  หลุดพ้นด้วยดีโดยแท้จากอาสวะทั้งหลาย   
กล่าวคือ  กามาสวะ  ภวาสวะ  อวิชชาสวะ  ดังนี้.
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 01 กุมภาพันธ์ , 2012 เวลา 15:26:57 PM โดย ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋) » บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 902

Email : workshop773@hotmail.com



เวฬุวคาม (เล่มสีน้ำที่ 13 หน้าที่ 272)
[๙๓]  ครั้งนั้นแล  พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จอยู่ในอัมพปาลีวัน  ตามพระอัธยาศัยแล้ว 
ตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า  มาเถอะ  อานนท์  เราจักเข้าไปยังหมู่บ้านเวฬุวคามกันเถิด. 
ท่านพระอานนท์ทูลรับแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่าพระเจ้าข้า. 

ครั้งนั้นแล  พระผู้มีพระภาคเจ้า  พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เสด็จดำเนินถึงหมู่บ้านเวฬุวคามนั้น.   
ได้ยินว่า  พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่    ณ หมู่บ้านเวฬุวคามนั้น.   
ในหมู่บ้านเวฬุวคามนั้นแล  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    เธอทั้งหลายจงไปเถิด  จงไปจำพรรษาตามมิตรสหายตามบุคคลที่เคยพบเห็นกัน 
ตามบุคคลที่เคยคบหากันโดยรอบนครเวสาลีเถิด  ส่วนเราตถาคตจะเข้าจำพรรษาในหมู่บ้านเวฬุวคามนี้แล.   
ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น  กราบทูลรับแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  พระเจ้าข้า.
แล้วไปจำพรรษาตามมิตรสหาย  ตามบุคคลที่เคยพบเห็นกัน    ตามบุคคลที่เคยคบหากัน 
โดยรอบนครเวสาลีส่วนพระผู้มีพระภาคเจ้า   ทรงเข้าจำพระวัสสา  ในหมู่บ้านเวฬุวคามนั้นเอง.



พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระประชวร (เล่มสีน้ำที่ 13 หน้าที่ 273)

ครั้งนั้นแล   เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเข้าจำพระวัสสาแล้ว  ก็เกิดทรงพระอาพาธแรงกล้า  มีเวทนาหนักเป็นใกล้สิ้นพระชนม์. 
กล่าวกันว่าพระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระสติสัมปชัญญะ ทรงอดกลั้นนเวทนานั้น  มิได้ทรงกระวนกระวาย. 
 
ครั้งนั้นแล   พระผู้มีพระภาคเจ้าได้มีพระดำริว่า   การที่เราไม่บอกกล่าวกะผู้เป็นอุปัฏฐาก  ไม่บอกลาภิกษุสงฆ์แล้วปรินิพพานนั้น   
เป็นการไม่สมควรแก่เรา อย่างไรก็ตาม เราควรขับไล่อาพาธนี้ให้ถอยไป ด้วยพระวิริยะ แล้วอธิษฐานชีวิตสังขารดำรงอยู่.
 
ครั้งนั้นแล   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงขับไล่พระโรคาพาธนั้นให้ถอยไปด้วยพระวิริยะแล้ว  ทรงอธิษฐานชีวิตสังขารดำรงพระชนม์อยู่. 

ครั้นแล้วพระโรคาพาธนั้นของพระผู้มีพระภาคเจ้าก็สงบไป.

ครั้งนั้นแล  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหายจากพระประชวรแล้ว 
ทรงหายจากพระประชวรแล้วไม่นานเสด็จออกจากวิหารไปประทับนั่งบนอาสนะที่เขาปูไว้ในร่มด้านหลังวิหาร. 
   
ครั้งนั้นแล  ท่านพระอานนท์ได้เข้าไปเฝ้าถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า 
แล้วนั่งอยู่ ณ ด้านหนึ่งท่านพระอานนท์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า 
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระสำราญแล้ว 
ข้าพระองค์ได้เห็นความอดทนของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว   พระเจ้าข้า 
และแม้กระนั้น  ร่างกายของข้าพระองค์ประดุจหนักอึ้ง  ทิศทั้งหลายก็ไม่ปรากฏแก่ข้าพระองค์   
อีกทั้งธรรมทั้งหลายก็มิแจ่มแจ้งกะข้าพระองค์  เพราะพระอาการทรงประชวรของพระผู้มีพระภาคเจ้าก็แต่ว่า   
ข้าพระองค์ได้มีความเบาใจบางประการว่า  ตราบเท่าที่พระองค์ยังไม่ทรงปรารภภิกษุสงฆ์แล้วทรงมีพระดำรัสอย่างใดอย่างหนึ่ง 
พระผู้มีพระภาคเจ้าจักยังไม่เสด็จดับขันธปรินิพพาน  ดังนี้  พระเจ้าข้า.   
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า    
ดูก่อนอานนท์  ก็ภิกษุสงฆ์ยังหวังอะไรในเราตถาคตเล่า   
ดูก่อนอานนท์  ธรรมที่ตถาคตแสดงแล้ว ได้ทำมิให้มีใน มิให้มีนอก 
ดูก่อนอานนท์  ตถาคตมิได้มีกำมืออาจารย์  (ปิดบังซ่อนเร้น) ในธรรมทั้งหลาย   
ดูก่อนอานนท์  ผู้ใดพึงมีความดำริอย่างนี้ว่า   ฉันจักบริหารภิกษุสงฆ์  ดังนี้ก็ดี  หรือว่า  ภิกษุสงฆ์พึงยกย่องฉัน ดังนี้ก็ดี 
ดูก่อนอานนท์  แน่นอน เขาผู้นั้นพึงปรารภภิกษุสงฆ์แล้ว  กล่าวถ้อยคำบางประการ. 
ดูก่อนอานนท์  ตถาคตมิได้มีความดำริอย่างนี้ว่า  เราแลจักบริหารภิกษุสงฆ์หรือว่าภิกษุสงฆ์พึงยกย่องเรา ตถาคต  ดังนี้. 
ดูก่อนอานนท์  ตถาคตนั้น  ยังจักปรารภภิกษุสงฆ์แล้วกล่าวถ้อยคำไร ๆ คราวเดียว.
ดูก่อนอานนท์  ก็ในกาลบัดนี้  เราตถาคตแก่เฒ่าแล้ว  เป็นผู้ใหญ่ ล่วงกาลผ่านวัยโดยลำดับแล้ว 
วัยของตถาคตก็กำลังดำเนินเข้าเป็น  ๘๐ ปีอยู่.   
ดูก่อนอานนท์  เกวียนคร่ำคร่าเดินไปได้ด้วยการแซมด้วยไม้ไผ่แม้ฉันใด
ร่างกายของตถาคตก็ดำเนินไปได้  เหมือนด้วยการแซมด้วยไม้ไผ่  ฉันนั้นนั่นแล   
ดูก่อนอานนท์  ในสมัยใด  ตถาคตเข้าถึงเจโตสมาธิ หานิมิตมิได้อยู่ 
เพราะไม่มนสิการนิมิตทั้งปวงเพราะเวทนาทั้งหลายบางอย่างดับไป  ในสมัยนั้น ร่างกายของตถาคตมีความผาสุกยิ่ง.๑
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์  เธอทั้งหลายจงมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นสรณะอยู่เถิด อย่ามีสิ่งอื่นเป็นสรณะ 
จงมีธรรมเป็นเกาะ  มีธรรมเป็นสรณะ อย่ามีสิ่งอื่นเป็นสรณะเลย

 
ทรงแสดงเรื่องมีตนเป็นเกาะมีตนเป็นสรณะ (เล่มสีน้ำที่ 13 หน้าที่ 274)
ดูก่อนอานนท์  ก็ภิกษุเป็นผู้มีตนเป็นเกาะ  มีตนเป็นสรณะอยู่  ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ
เป็นผู้มีธรรมเป็นเกาะ  มีธรรมเป็นสรณะอยู่  ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ อย่างไร.
ดูก่อนอานนท์ ภิกษุในพระศาสนานี้พิจารณากายในกาย  เป็นผู้มีความเพียร  มีสัมปชัญญะ  มีสติอยู่   
กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้.    พิจารณาเวทนาในเวทนาทั้งหลาย...   พิจารณาจิตในจิต...
พิจารณาธรรมในธรรมทั้งหลาย  มีความเพียร  มีสัมปชัญญะ  มีสติอยู่  กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้.
ดูก่อนอานนท์  ภิกษุเป็นผู้มีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นสรณะ ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ 
เป็นผู้มีธรรมเป็นเกาะ  มีธรรมเป็นสรณะอยู่  ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ ด้วยอาการอย่างนี้แล.
ดูก่อนอานนท์  เพราะว่า  ในกาลบัดนี้ก็ดี  โดยการที่เราตถาคตล่วงลับไปแล้วก็ดี 
ภิกษุทั้งหลายพวกใดพวกหนึ่ง  จักเป็นผู้มีตนเป็นเกาะ  มีตนเป็นสรณะอยู่  ไม่เป็นผู้มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ 
จักมีธรรมเป็นเกาะมีธรรมเป็นสรณะอยู่  ไม่เป็นผู้มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ
ภิกษุทั้งหลายพวกใดพวกหนึ่ง  ซึ่งเป็นผู้ใคร่ในการศึกษาเหล่านี้นั้น  จักเป็นผู้ประเสริฐสุดยอด  ดังนี้แล.

                                                       จบ  คามกัณฑ์  ในมหาปรินิพพานสูตร
                                                                        จบภาณวารที่ ๒
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 01 กุมภาพันธ์ , 2012 เวลา 15:27:40 PM โดย ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋) » บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 902

Email : workshop773@hotmail.com



ว่าด้วยอานุภาพของอิทธิบาท  ๔ (เล่มสีน้ำเงินที่ 13 หน้าที่ 275)
               [๙๔]   ครั้งนั้นแล ในเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงนุ่งสบง  ทรงถือบาตรและจีวรแล้ว   
เสด็จดำเนินเข้านครเวสาลี  เพื่อบิณฑบาต  ครั้นเสด็จดำเนินเพื่อบิณฑบาตในนครเวสาลีแล้ว 
เสด็จกลับจากบิณฑบาตในเวลาปัจฉาภัตร  ทรงมีพระดำรัสกะท่านพระอานนท์ว่า   
ดูก่อนอานนท์  เธอจงถือนิสีทนะ  (ที่รองนั่ง)   เราจักเข้าไปยังปาวาลเจดีย์กันเถิด   
ท่านพระอานนท์  กราบทูลรับว่า  พระเจ้าข้า  แล้วถือนิสีทนะตามเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าไป
โดยเบื้องพระปฤษฏางค์.   
               ครั้งนั้นแล  พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จดำเนินเข้าไปยังปาวาลเจดีย์   แล้วประทับนั่ง
บนอาสนะที่ปูไว้แล้ว  แม้ท่านพระอานนท์  ก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วนั่งอยู่ ณ ด้านหนึ่ง   
พระผู้มีพระภาคเจ้า  ได้ตรัสกะท่านพระอานนท์   ซึ่งนั่งอยู่ ณ ด้านหนึ่ง    ดังนี้ว่า     
ดูก่อนอานนท์  นครเวสาลี  เป็นที่รื่นรมย์ อุเทนเจดีย์ก็เป็นที่รื่นรมย์  โคตมกเจดีย์ 
ก็เป็นที่รื่นรมย์  สัตตัมพเจดีย์ก็เป็นที่รื่นรมย์  พหุปุตตเจดีย์ก็เป็นที่รื่นรมย์  สารันททเจดีย์
ก็เป็นที่รื่นรมย์  ปาวาลเจดีย์  ก็เป็นที่รื่นรมย์   
ดูก่อนอานนท์   ผู้หนึ่งผู้ใดเจริญอิทธิบาท ๔ ทำให้มาก  ทำให้เป็นประหนึ่งยาน 
ทำให้เป็นประหนึ่งวัตถุที่ตั้ง  ตั้งไว้เนือง ๆ อบรมไว้  ปรารภด้วยดี  โดยชอบ 
ดูก่อนอานนท์  ผู้นั้น   เมื่อปรารถนา   ก็พึงดำรง  (ชนม์ชีพ )  อยู่ได้ตลอดกัป    เกินกว่ากัป
ดูก่อนอานนท์  ตถาคตแลได้เจริญอิทธิบาท ๔ แล้ว  ได้ทำให้มากแล้ว
ได้ทำให้เป็นประหนึ่งยานแล้ว  ได้ทำให้เป็นประหนึ่งวัตถุที่ตั้งแล้ว  ตั้งไว้เนือง ๆ แล้ว 
อบรมแล้ว  ปรารภด้วยดี  โดยชอบแล้ว   
ดูก่อนอานนท์  ตถาคตนั้น   เมื่อปรารถนา  ก็พึงดำรง (ชนม์ชีพ) อยู่ได้  ตลอดกัป 
หรือเกินกว่ากัปดังนี้. 

               แม้เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า  ทรงทำนิมิตหยาบ ทรงทำโอภาสหยาบอย่างนี้แล
ท่านพระอานนท์ ก็มิสามารถรู้ได้  มิได้กราบทูลอาราธนาพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า 
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงดำรงอยู่ตลอดกัปเถิด 
ขอพระสุคตเจ้าจงดำรงอยู่ตลอดกัปเถิด  เพื่อเกื้อกูลแก่ชนจำนวนมาก  เพื่อความสุขแก่ชนจำนวนมาก
เพื่ออนุเคราะห์แก่ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูลเพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย  ดังนี้   
คล้ายกับท่านมีจิตถูกมารสิงไว้ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะท่านพระอานนท์ แม้ครั้งที่ ๒ แล ฯลฯ   
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะท่านพระอานนท์แม้ครั้งที่ ๓ แล ดังนี้ว่า 
ดูก่อนอานนท์  นครเวสาลี   เป็นที่รื่นรมย์  อุเทนเจดีย์ก็เป็นที่รื่นรมย์   โคตรมกเจดีย์ก็เป็นที่รื่นรมย์
สัตตัมพเจดีย์ก็เป็นที่รื่นรมย์   พหุปุตตเจดีย์ก็เป็นที่รื่นรมย์  สารันททเจดีย์ก็เป็นที่รื่นรมย์   
ปาวาลเจดีย์ก็เป็นที่รื่นรมย์
ดูก่อนอานนท์  ผู้หนึ่งผู้ใด เจริญอิทธิบาท ๔ ทำให้มาก ทำให้เป็นประหนึ่งยาน
ทำให้เป็นประหนึ่งวัตถุที่ตั้ง  ตั้งไว้เนือง ๆ อบรมไว้  ปรารภด้วยดี โดยชอบ ผู้นั้นเมื่อปรารถนา 
ก็พึงดำรง (ชนม์ชีพ)  อยู่ได้  ตลอดกัป  หรือเกินกว่ากัป
ดูก่อนอานนท์  ตถาคตแลได้เจริญอิทธิบาท ๔ แล้ว ได้ทำให้มากแล้ว 
ได้ทำให้เป็นประหนึ่งยานแล้ว  ได้ทำให้เป็นประหนึ่งวัตถุที่ตั้งแล้ว  สั่งสมแล้วปรารภเสมอแล้วด้วยดี   
ดูก่อนอานนท์ ตถาคตนั้นเมื่อปรารถนา  ก็พึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัป  หรือเกินกว่ากัป ดังนี้     
แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำนิมิตหยาบ  ทรงทำโอภาสหยาบ  อย่างนี้แล 
ท่านพระอานนท์ก็มิสามารถรู้  มิได้กราบทูลอาราธนาพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   
ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงดำรงอยู่ตลอดกัปเถิด  ขอพระสุคตเจ้าจงดำรงอยู่ตลอดกัปเถิด 
เพื่อเกื้อกูลแก่ชนจำนวนมาก    เพื่อความสุขแก่ชนจำนวนมาก เพื่ออนุเคราะห์แก่ชนจำนวนมาก
เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูลเพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย   ดังนี้. 
คล้ายกับท่านมีจิตถูกมารสิงไว้ ลำดับนั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียก ท่านพระอานนท์มีพระดำรัสว่า 
ดูก่อนอานนท์  เธอจงไป  บัดนี้  เธอจงสำคัญกาลอันควรเถิด.
ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า   พระเจ้าข้า  ลุกจากอาสนะถวายบังคม
พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว  กระทำประทักษิณนั่งแล้วที่โคนต้นไม้ต้นหนึ่งในที่ไม่ไกล.


มารทูลขอให้ปรินิพพาน(เล่มสีน้ำเงินที่ 13 หน้าที่ 278
               [๙๕]  ครั้งนั้นแล  มารผู้มีบาป   เมื่อท่านพระอานนท์หลีกไปไม่นาน
เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ายืน  ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.   ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า 
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงปรินิพพาน  ขอพระสุคตจงปรินิพพาน  ในบัดนี้เถิด   
บัดนี้เป็นเวลาปรินิพพานของพระผู้มีพระภาคเจ้า  พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า 
ดูก่อนมารผู้มีบาป  ภิกษุผู้เป็นสาวกของเรา  จักยังไม่ฉลาด  ไม่ได้รับแนะนำ  ยังไม่แกล้วกล้า   
ไม่เป็นพหุสูต ไม่ทรงธรรม ไม่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ไม่ปฏิบัติชอบ ไม่ประพฤติตามธรรม
เรียนกับอาจารย์ของตน  จักบอก  จักแสดง  จักบัญญัติ  จักแต่งตั้ง  จักเปิดเผย  จักจำแนก  จักทำให้ตื้น 
จักแสดงธรรมมีปาฏิหาริย์   ข่มขี่ปรับปวาทที่เกิดขึ้นให้เรียบร้อยโดยสหธรรมไม่ได้เพียงใด 
ดูก่อนมารผู้มีบาป  เราจักยังไม่ปรินิพพานเพียงนั้น  ก็บัดนี้   
ภิกษุผู้เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า  เป็นผู้ฉลาด  ได้รับแนะนำดีแล้ว  เป็นผู้แกล้วกล้า 
เป็นพหูสูต   เป็นผู้ทรงธรรมปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม  เป็นผู้ปฏิบัติชอบ  ประพฤติตามธรรม 
เรียนกับอาจารย์ของตนแล้วจักบอกแสดง  บัญญัติ  แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนกกระทำให้ตื้น 
แสดงธรรมมีปาฏิหาริย์    ข่มขี่ปรัปปวาทที่เกิดขึ้นโดยสหธรรมเรียบร้อย  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ 
ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงปรินิพพาน  ขอพระสุคตจงปรินิพพาน  ในบัดนี้เถิด 
บัดนี้เป็นเวลาปรินิพพานของพระผู้มีพระภาคเจ้า 
               ก็แล  พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า   ดูก่อนมารผู้มีบาป  ภิกษุณี  ผู้เป็นสาวิกาของเรา
จักยังไม่ฉลาดก็บัดนี้   ภิกษุณี   ผู้เป็นสาวิกาของพระผู้มีพระภาคเจ้า    เป็นผู้ฉลาดผ...
จักแสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ข่มขี่ปรัปปวาท  ที่เกิดขึ้นให้เรียบร้อยโดยสหธรรมได้
               ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญของพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพาน ขอพระสุคตจงปรินิพพานในบัดนี้เถิด   
บัดนี้เป็นเวลาปรินิพพานของพระผู้มีพระภาคเจ้า   
               ก็แล  พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า  ดูก่อนมารผู้มีบาป  อุบาสกผู้เป็นสาวกของเรา
จักยังไม่ฉลาด... 
               ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ก็บัดนี้อุบาสกผู้เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้เป็นฉลาดแล้ว...
แสดงธรรมมีปาฎิหาริย์ขมขี่ปรัปปวาทที่เกิดขึ้นเรียบร้อยโดยสหธรรมได้ 
               ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงปรินิพพาน
ขอพระสุคตจงปรินิพพานในบัดนี้เถิด    บัดนี้เป็นเวลาปรินิพพานของพระผู้มีพระภาคเจ้า 
               ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า  อุบาสิกาผู้เป็นสาวิกาของเรายังไม่ฉลาด 
               ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญเจริญ  ก็บัดนี้   อุบาสิกา  ผู้เป็นสาวิกาของพระผู้มีพระภาคเจ้า
เป็นผู้ฉลาดแล้ว  ได้รับแนะนำดีแล้วเป็นผู้แกล้วกล้า  เป็นพหุสูต  ทรงธรรมปฏิบัติธรรม
สมควรแก่ธรรม  เป็นผู้ปฏิบัติชอบ   ประพฤติตามธรรม   เรียนกับอาจารย์ของตนแล้ว   บอก  แสดง 
บัญญัติ  แต่งตั้ง  เปิดเผย    จำแนกกระทำให้ตื้น  แสดงธรรมมีปาฏิหาริย์  ข่มขี่ปรัปปวาทที่เกิดขึ้น
เรียบร้อย  โดยสหธรรมได้
               ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงปรินิพพาน 
ขอพระสุคตจงปรินิพานในบัดนี้เถิด  บัดนี้เป็นเวลาปรินิพพานของพระผู้มีพระภาคเจ้า   
               ก็แลพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า  ดูก่อนมารผู้มีบาป   พรหมจรรย์นี้ของเรา
จักยังไม่สมบูรณ์   แพร่หลาย  กว้างขวาง   ชนรู้กันโดยมากเป็น   ปึกแผ่น   ตราบเท่าที่พวกเทวดา
และมนุษย์ประกาศได้ดีแล้ว   เพียงใด  เราจักไม่ปรินิพพานเพียงนั้น
               ก็บัดนี้พรหมจรรย์นี้ของพระผู้มีพระภาคเจ้าสมบูรณ์แล้ว... 
ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงประนิพพาน ขอพระสุคตจงปรินิพพานในบัดนี้เถิด   
บัดนี้เป็นเวลาปรินิพพานของพระผู้มีพระภาคเจ้า.


ทรงปลงอายุสังขาร  ( เล่มสีน้ำเงินที่ 13  หน้าที่ 279 )
               เมื่อมารกราบทูลอย่างนี้แล้ว  พระผู้มีพระภาคเจ้า  ได้ตรัสกะมารผู้มีบาปว่า 
               ดูก่อนมารผู้มีบาป ท่านเป็นผู้ขวนขวายน้อยเถิด  ไม่ช้าพระตถาคตจักปรินิพาน 
จากนี้ล่วงไปสามเดือน  ตถาคตจักปรินิพพาน.
                ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า มีพระสติสัมปชัญญะ  ทรงปลดอายุสังขาร ณ ปาวาลเจดีย์. 
เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงปลดสมาธิแล้ว ได้เกิดแผ่นดินไหวใหญ่  น่ากลัวขนพอง สยองเกล้า
กลองทิพก็บันลือลั่น.  พระผู้มีพระภาคเจ้า  ทรงทราบความนั้น  ทรงเปล่งอุทานนี้    ในเวลานั้นว่า
               [๙๖]  พระมุนีได้ปลงเสีย ซึ่งกรรมอันชั่ว 
                และกรรมอันไม่ชั่วได้อันเป็นเหตุให้เกิดปรุงแต่งภพ 
                ยินดีในภายในตั่งมั่นได้ทำลายกิเลสที่เกิดขึ้นในตนเสีย 
                เหมือนทำลายเกราะฉะนั้น.

               [๙๗] ลำดับนั้น  ท่านอานนท์คิดว่า  น่าอัศจรรย์จริงหนอ  สิ่งที่ไม่เคยมีก็เกิดขึ้น 
แผ่นดินนี้ไหวได้หนอ   แผ่นดินใหญ่นี้ไหวได้จริงหนอน่ากลัว  ขนพองสยองเกล้า 
ทั้งกลองทิพก็บันลือลั่นอะไรหนอเป็นเหตุ อะไรหนอเป็นปัจจัย  ทำให้แผ่นดินไหวปรากฏได้. 
               ลำดับนั้น  ท่านพระอานนท์  เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว 
ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า  นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.  ครั้นท่านพระอานนท์นั่งแล้ว 
ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  น่าอัศจรรย์  เหตุไม่เคยมีก็มีขึ้น
แผ่นดินใหญ่นี้ไหวได้หนอ  แผ่นดินนี้ไหวได้จริงหนอ  น่ากลัวขนพองสยองเกล้า 
ทั้งกลองทิพก็บันลือลั่น  อะไรหนอเป็นเหตุ  อะไรหนอเป็นปัจจัย  ทำให้แผ่นดินไหวได้.


เหตุทำให้แผ่นดินไหว ๘ อย่าง (เล่มสีน้ำเงินที่ 13 หน้าที่ 280)
               [๙๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  ดูก่อนอานนท์  เหตุ  ๘  อย่าง   
ปัจจัย  ๘  อย่าง  ทำให้แผ่นดินไหวได้. เหตุ ๘ อย่าง  ปัจจัย ๘ อย่างเป็นไฉน. 
               ดูก่อนอานนท์ แผ่นดินใหญ่ตั้งอยู่บนน้ำ   น้ำตั้งอยู่บนลม  ลมตั้งอยู่บนอากาศ   
สมัยที่ลมใหญ่พัดเมื่อลมใหญ่พัด   ย่อมทำน้ำให้ไหว   ครั้นน้ำไหวแล้ว   ทำให้แผ่นดินไหว   
นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่หนึ่ง   ทำให้แผ่นดินใหญ่ไหวได้.
               ดูก่อนอานนท์  ยังมีอีกข้อหนึ่ง  สมณะหรือพราหมณ์ผู้มีฤทธิ์ถึงความชำนาญทางจิต 
หรือเทวดาผู้มีฤทธิ์มาก  มีอานุภาพมาก  เขาเจริญปฐวีสัญญาเล็กน้อย  เจริญอาโปสัญญามาก
เราทำแผ่นดินให้ไหวสะเทือน  กำเริบหวั่นไหว  นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัย 
ข้อที่สอง  ทำให้แผ่นดินใหญ่ไหวได้. 
               ยังมีอีกข้อหนึ่ง  เมื่อใดพระโพธิสัตว์เคลื่อนจากดุสิต  มีสติสัมปชัญญะก้าวลงสู่พระครรภ์
พระมารดาเมื่อนั้นแผ่นดินนี้   ย่อมไหว   สะเทือน   กำเริบ  หวั่นไหว   นี้เป็นเหตุ   
เป็นปัจจัยข้อที่สามทำให้แผ่นดินใหญ่ไหวได้. 
               ยังมีอีกข้อหนึ่ง  เมื่อใดพระโพธิสัตว์  มีสติสัมปชัญญะ ประสูติจากพระครรภ์พระมารดา
เมื่อนั้นแผ่นดินนี้ ย่อมไหว สะเทือน กำเริบ หวั่นไหว นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่สี่     
ทำให้แผ่นดินใหญ่ไหวได้.
               ยังมีอีกข้อหนึ่ง  เมื่อใด ตถาคตตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ  เมื่อนั้น  แผ่นดินนี้   
ย่อมไหวสะเทือน  กำเริบ  หวั่นไหว นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัย  ข้อที่ห้า  ทำให้แผ่นดินใหญ่ไหวได้.
               ยังมีอีกข้อหนึ่ง  เมื่อใดตถาคต  ยังธรรมจักรอันยอดเยี่ยมให้เป็นไป  เมื่อนั้นแผ่นดินนี้ 
ย่อมไหวสะเทือน กำเริบ หวั่นไหว นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่หก  ทำให้แผ่นดินใหญ่ไหวได้.
               ยังมีอีกข้อหนึ่ง  เมื่อใดตถาคต   มีสติสัมปชัญญะ  ปลงอายุสังขารเมื่อนั้น  แผ่นดินนี้ 
ย่อมไหวสะเทือน กำเริบ  หวั่นไหว  นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัย  ข้อที่เจ็ด  ทำให้แผ่นดินใหญ่ไหวได้.
               ยังมีอีกข้อหนึ่ง  เมื่อใด ตถาคตย่อมปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ 
เมื่อนั้น  แผ่นดินนี้ย่อมไหว สะเทือน  กำเริบ หวั่นไหว นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัย 
ข้อที่แปด  ทำให้แผ่นดินใหญ่ไหวได้.
 

บริษัท  ๘ (เล่มสีน้ำเงินที่ 13 หน้าที่ 282)
               [๙๙]  ดูก่อนอานนท์  บริษัท  ๘  เหล่านี้เป็นไฉน.  คือ  ขัตติยบริษัท  พราหมณบริษัท
คหปติบริษัท   สมณบริษัท   จาตุมมหาราชิกบริษัท  ดาวดึงส์บริษัท  มารบริษัท  พรหมบริษัท.
เรายังจำได้ว่าเราเข้าไปหาขัตติยบริษัทหลายร้อยครั้ง ณ ที่ขัตติยบริษัทนั้น เราเคยนั่งร่วม
เคยปราศรัย   เคยสนทนาวรรณะของพวกนั้นเป็นเช่นใด  ของเราเป็นเช่นนั้น 
เสียงของพวกนั้นเป็นเช่นใด  ของเราเป็นเช่นนั้น.    เราให้พวกนั้นเห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ
ให้ร่าเริง ด้วยธรรมีกถา  พวกนั้นไม่รู้จัก  เราผู้พูดว่า  ผู้นี้ใครหนอพูดอยู่จะเป็นเทวดาหรือมนุษย์. 
ครั้นเราให้พวกนั้นเห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงแล้วก็หายไป 
พวกนั้นไม่รู้จักเราหายไปแล้วว่า  นี้ใครหนอหายไป  แล้วจะเป็นเทวดาหรือมนุษย์ดังนี้.
               ดูก่อนอานนท์   เรายังจำได้ว่า  เราเข้าไปหาพราหมณบริษัทหลายร้อยครั้ง...
คหบดีบริษัท... สมณบริษัท...  จาตุมมหาราชิกบริษัท...  ดาวดึงส์บริษัท...  มารบริษัท 
พรหมบริษัทหลายร้อยครั้ง.   แม้ในบริษัทนั้นเราก็เคยฟังร่วม  เคยปราศรัย  เคยสนทนา.   
วรรณะของพวกเขาเป็นเช่นใด  ของเราก็เป็นเช่นนั้น...  ผู้นี้ใครหนอแล  หายไปแล้วจะเป็นเทวดาหรือมนุษย์ดังนี้ 
อานนท์บริษัท ๘ เหล่านี้แล.


อภิภายตนะ  ๘  อย่าง (เล่มสีน้ำเงินที่ 13 หน้าที่ 283)
                [๑๐๐]  ดูก่อนอานนท์  อภิภายตนะ  ๘ อย่างเหล่านี้แล  เป็นไฉน. คือ
ผู้หนึ่งมีความสำคัญในรูปภายใน  เห็นรูปภายนอกที่เล็กมีผิวพรรณดี  และมีผิวพรรณทราม   
ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้วมีความสำคัญอย่างนี้ว่า   เรารู้เราเห็น   นี้เป็นอภิภายตนะข้อที่หนึ่ง. 
               ผู้หนึ่งมีความสำคัญในรูปภายในเห็นรูปภายนอกใหญ่  มีผิวพรรณดีและมีผิวพรรณทราม
ครอบงำรูปเหล่านั้นมีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้เราเห็น  นี้เป็นอภิภายตนะข้อที่สอง.   
               ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกเล็กมีผิวพรรณดีและมีผิวพรรณทราม   
ครอบงำรูปเหล่านั้นมีความสำคัญอย่างนี้ว่าเรารู้เราเห็น  นี้เป็นอภิภายตนะข้อที่สาม.   
               ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน  เห็นรูปภายนอกใหญ่มีผิวพรรณดีและมีผิวพรรณทราม
ครอบงำรูปเหล่านั้น มีความสำคัญอย่างนี้ว่าเรารู้เราเห็น  นี้เป็น อภิภายตนะข้อที่สี่.
               ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายในเห็นรูปภายนอกเขียว สีเขียว  แสงเขียว  รัศมีเขียว
ดอกผักตบเขียวสีเขียว  แสงเขียว   มีรัศมีเขียว หรือผ้าที่ทำในกรุงพาราณสีมีเนื้อเกลี้ยงทั้งสองข้างเขียว
สีเขียว แสงเขียว  รัศมีเขียวแม้ฉันใด ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน  เห็นรูปภายนอก  เขียว สีเขียว 
แสงเขียว  รัศมีเขียว  ฉันนั้นเหมือนกัน  ครอบงำรูปเหล่านั้น  มีความสำคัญอย่างนี้ว่าเรารู้  เราเห็น   
นี้เป็นอภิภายตนะข้อที่ห้า. 
               ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน  เห็นรูปภายนอกเหลือง  สีเหลือง  แสงเหลือง 
มีรัศมีเหลืองดอกกรรณิการ์เหลือง   สีเหลือง แสงเหลือง   มีรัศมีเหลือง  หรือว่าผ้าทำในกรุงพาราณสี 
มีเนื้อเกลี้ยงทั้งสองข้างเหลือง   สีเหลือง  แสงเหลือง  มีรัศมีเหลือง  แม้ฉันใด 
ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน   เห็นรูปภายนอกเหลือง   สีเหลือง  แสงเหลือง มีรัศมีเหลือง ฉันนั้น
เหมือนกันครอบงำรูปเหล่านั้น  มีความสำคัญอย่างนี้ว่าเรารู้ เราเห็น  นี้เป็นอภิภายตนะข้อที่หก. 
               ผู้หนึ่งมีความสำคัญ ในอรูปภายใน   เห็นรูปภายนอกแดง สีแดง  แสงแดง  มีรัศมีแดง 
ดอกชบาแดง  สีแดง   แสงแดง  มีรัศมีแดง  หรือว่าผ้าทำในกรุงพาราณสี  มีเนื้อเกลี้ยงทั้งสองข้างแดง
สีแดง แสงแดง   มีรัศมีแดง  แม้ฉันใด  ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน  เห็นรูปภายนอกแดง 
สีแดง แสงแดง   มีรัศมีแดง  ฉันนั้นเหมือนกัน  ครอบงำรูปเหล่านั้น   มีความสำคัญอย่างนี้ว่าเรารู้เราเห็น
นี้เป็นอภิภายตนะข้อที่เจ็ด.
               ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน   เห็นรูปภายนอกขาว  สีขาว  แสงขาว มีรัศมีขาว
ดาวประกายพรึกขาว  สีขาว แสงขาว มีรัศมีขาว หรือว่าผ้าทำในกรุงพาราณสี มีเนื้อเกลี้ยงทั้งสองข้างขาว 
สีขาว  แสงขาว มีรัศมีขาว  แม้ฉันใด ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน  เห็นรูปภายนอกขาว  สีขาว 
แสงขาว  มีรัศมีขาว  ฉันนั้นเหมือนกัน  ครอบงำรูปเหล่านั้น  มีความสำคัญอย่างนี้ว่าเรารู้เราเห็น 
นี้เป็นอภิภายตนะข้อที่แปด.  อานนท์  อภิภายตนะ ๘ อย่างเหล่านี้แล.
 

วิโมกข์  ๘  อย่าง (เล่มสีน้ำเงินที่ 13 หน้า 284)
               [๑๐๑]  ดูก่อนอานนท์   วิโมกข์ ๘ อย่างเหล่านี้เป็นไฉน. คือ
ภิกษุมีรูป ย่อมเห็นรูป  นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่หนึ่ง.   
ภิกษุมีความสำคัญในอรูปภายในย่อมเห็นรูปภายนอก  นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่สอง
ภิกษุน้อมใจไปว่า  นี้งาม   นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่สาม. 
เพราะล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง  ดังปฏิฆสัญญา  ไม่กระทำนานัตตสัญญาไว้ในใจ 
ภิกษุเข้าถึงอากาสานัญจายตนะว่า  อากาศ  ไม่มีที่สุดอยู่   นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่สี่.
ล่วงอากาสานัญจายตนะ โดยประการทั้งปวงเข้าถึงวิญญาณัญจายตนะว่า  วิญญาณไม่มีที่สุดอยู่
นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ห้า.   
ล่วงวิญญาณัญจายตนะ  โดยประการทั้งปวงเข้าถึงอากิญจัญญายตนะว่า   ไม่มีอะไรอยู่
นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่หก.   
ล่วงอากิญจัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง  เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะอยู่
นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่เจ็ด.   
ล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนะ  โดยประการทั้งปวง  เข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่   
นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่แปด  อานนท์วิโมกข์ ๘ อย่างเหล่านี้แล.
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 01 กุมภาพันธ์ , 2012 เวลา 15:29:58 PM โดย ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋) » บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 902

Email : workshop773@hotmail.com



เรื่องมาร  (เล่มสีน้ำเงินที่ 13 หน้าที่ 285)
               [๑๐๒]  ดูก่อนอานนท์  สมัยหนึ่ง  เราแรกตรัสรู้  พักอยู่ที่ต้นไม้อชปาลนิโครธ
ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ในอุรุเวลาประเทศ.  ครั้งนั้น  มารผู้มีบาปได้เข้าไปหาเรา   ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
มารผู้มีบาปได้กล่าวกะเราว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงปรินิพพาน 
ขอพระสุคตจงปรินิพพานในบัดนี้เถิด  บัดนี้เป็นเวลาปรินิพพานของพระผู้มีพระภาคเจ้า
เมื่อมารกล่าวอย่างนี้แล้ว เราได้กล่าวกะมารผู้มีบาปนั้นว่า  มารผู้มีบาป ภิกษุผู้เป็นสาวกของเรา
จักเป็นผู้ฉลาดได้รับแนะนำ แกล้วกล้า พหูสูต ทรงธรรม ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม   
เป็นผู้ปฏิบัติชอบ ประพฤติตามธรรม เรียนกับอาจารย์ของตนแล้ว  จักบอก แสดง บัญญัติ  แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก กระทำให้ตื้นได้แสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ข่มขี่ปรับปวาทที่เกิดขึ้นให้เรียบร้อย 
โดยสหธรรมยังไม่ได้เพียงใด  เราจักยังไม่ปรินิพพานเพียงนั้น. 
ภิกษุณีผู้เป็นสาวิกาของเรา อุบาสกผู้เป็นสาวกของเรา อุบาสิกาผู้เป็นสาวิกาของเรา 
จักยังไม่ฉลาดเพียงใด  เราจักยังไม่ปรินิพพานเพียงนั้น. 
          มารผู้มีบาป   พรหมจรรย์นี้ของเราจักยังไม่บริบูรณ์กว้างขวางแพร่หลายรู้กันโดยมาก 
เป็นปึกแผ่นตราบเท่าที่พวกเทวดาและมนุษย์ประกาศได้ดีแล้วเพียงใด  เราจักยังไม่ปรินิพพานเพียงนั้น.
 

พุทธบริษัท  ๔ (เล่มสีน้ำเงินที่ 13 หน้าที่ 285)
           อานนท์  วันนี้เดี๋ยวนี้แล  มารผู้มีบาปเข้าไปหาเราที่ปาวาลเจดีย์ 
ได้ยืนอยู่ ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่งได้กล่าวกะเราว่า   
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงปรินิพพาน ขอพระสุคตจงปรินิพพานในบัดนี้เถิด 
บัดนี้เป็นเวลาปรินิพพานของพระผู้มีพระภาคเจ้า 

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า มารผู้มีบาป ภิกษุผู้เป็นสาวกของเรา... ภิกษุณีผู้เป็นสาวิกาของเรา...
อุบาสกผู้เป็นสาวกของเรา... อุบาสิกาผู้เป็นสาวิกาของเรา...  จักยังไม่ฉลาด...
พรหมจรรย์ของเรานี้ จักไม่บริบูรณ์  กว้างขวางแพร่หลาย   รู้กันมากเป็นปึกแผ่ตราบเท่าที่พวกเทวดา
และมนุษย์ประกาศได้ดีแล้วยังไม่ได้เพียงใดเราจักยังไม่ปรินิพพานเพียงนั้น. 

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ก็ในกาลบัดนี้พรหมจรรย์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าสมบูรณ์แล้ว   
กว้างขวางแพร่หลายรู้กันโดยมาก   เป็นปึกแผ่นตราบเท่าที่พวกเทวดาและมนุษย์ประกาศได้ดีแล้ว   
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงปรินิพพาน  ขอพระสุคตจงปรินิพพานในกาลบัดนี้เถิด   
บัดนี้เป็นเวลาปรินิพพานของพระผู้มีพระภาคเจ้า. 

เมื่อมารกล่าวอย่างนี้แล้ว   เราได้กล่าวกะมารผู้มีบาปนั้นว่า  มารผู้มีบาป 
ท่านจงมีความขวนขวายน้อยเถิด  ไม่นานตถาคตจักปรินิพพาน 
จากนี้ล่วงไปสามเดือน  ตถาคตจักปรินิพพาน 

อานนท์   ในวันนี้เดี๋ยวนี้แล  ตถาคตมีสติสัมปชัญญะปลงอายุสังขารที่ปาวาลเจดีย์.

          เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว  ท่านพระอานนท์  ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า 
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงดำรงอยู่ตลอดกัป ขอพระสุคตจงทรงดำรงอยู่ตลอดกัป
เพื่อประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก   เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก  เพื่ออนุเคราะห์โลก   เพื่อประโยชน์
เพื่อเกื้อกูล  เพื่อความสุขแก่เทวดาและนนุษย์. 

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  อย่าเลย  อานนท์   อย่าวิงวอนตถาคตเลย
บัดนี้ไม่ใช่เวลาที่จะวิงวอนตถาคต. 

แม้ครั้งที่สอง... แม้ครั้งที่สาม...  ท่านพระอานนท์ยังกราบทูลว่า   
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงดำรงอยู่ตลอดกัป...
เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์.  อานนท์  เธอเชื่อความตรัสรู้ของตถาคตหรือ. 
ข้าพระองค์เชื่อ.  เมื่อเชื่อ  ไฉนจึงได้รบเร้าตถาคตถึงสามครั้งเล่า.

          ข้าพระองค์ได้ฟังมา ได้รับมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า อานนท์
อิทธิบาท ๔ อันผู้ใดผู้หนึ่งเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว  ทำให้เป็นดุจยาน  ทำให้เป็นที่ตั้ง 
ให้ตั้งมั่นแล้วอบรมปรารภดีแล้ว  ตถาคตนั้น  เมื่อจำนงอยู่จะพึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัป หรือเกินกว่ากัป.
อานนท์   อิทธิบาท  ๔ ตถาคตเจริญแล้ว  ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยาน  ทำให้เป็นที่ตั้ง 
ให้ตั้งมั่นแล้วอบรมแล้ว  ปรารภดีแล้ว  อานนท์  ตถาคตเมื่อจำนงอยู่พึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัป 
หรือเกินกว่ากัป.  อานนท์  เธอเชื่อหรือ. ข้าพระองค์เชื่อ
          อานนท์  เพราะฉะนั้น   เรื่องนี้เป็นการทำไม่ดีเป็นความผิดพลาดของเธอผู้เดียว 
เพราะเมื่อตถาคตทำนิมิตอันหยาบทำโอภาสอันหยาบอย่างนี้  เธอไม่สามารถรู้เท่าทันได้
จึงมิได้วิงวอนตถาคตว่า  ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงดำรงอยู่ตลอดกัป 
ขอพระสุคตจงทรงดำรงอยู่ตลอดกัป เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่ชนมาก เพื่ออนุเคราะห์โลก
เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์. 

ถ้าเธอวิงวอนตถาคต  ตถาคตจะพึงห้ามวาจาเธอสองครั้งเท่านั้น ครั้งที่สามตถาคตพึงรับ 
เพราะเหตุนั้นแหละอานนท์  เรื่องนี้เป็นการทำไม่ดีเป็นความผิดพลาดของเธอผู้เดียว.


อิทธิบาทภาวนา (เล่มสีน้ำเงินที่ 13 หน้าที่ 287)
           [๑๐๓]  ดูก่อนอานนท์ สมัยหนึ่ง เราอยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้กรุงราชคฤห์.   
แม้ที่นั้นเราเรียกเธอมาบอกว่า  อานนท์  กรุงราชคฤห์น่ารื่นรมย์   ภูเขาคิชฌกูฏน่ารื่นรมย์...   
เพราะเหตุนั้นแหละอานนท์   เรื่องนี้เป็นการทำไม่ดีเป็นความผิดพลาดของเธอผู้เดียว.
          [๑๐๔]  อานนท์   เราอยู่ที่โคตมนิโครธ  ในกรุงราชคฤห์นั้น   เราอยู่ที่เหวเป็นที่ทิ้งโจร
เราอยู่ที่ถ้ำสัตตบรรณคูหา   ข้างภูเขาเวภารบรรพต... เราอยู่ที่กาฬสิลา  ข้างภูเขาอิสิคิลิ... 
เราอยู่ที่เงื้อมชื่อ สัปปโสณฑิก  ณ  สีตะวัน...  เราอยู่ที่ตโปทาราม...  เราอยู่ที่เวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน...
เราอยู่ที่ชีวกัมพวัน... เราอยู่ที่มัททกุจฉิมฤคทายวัน    ในกรุงราชคฤห์นั้น.   
ณ  ที่นั้นเราเรียกเธอมาบอกว่า  อานนท์  กรุงราชคฤห์  น่ารื่นรมย์  ภูเขาคิมฌกูฏโคตมนิโครธ 
เหวที่ทิ้งโจร ถ้ำสัตตบรรณคูหาข้างภูเขาเวภารบรรพต   กาฬสิลา  ข้างภูเขาอิสิคิลิ   
เงื้อมชื่อว่าสัปปโสณฑิกสีตวัน    ตโปทารามเวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน  ชีวกัมพวัน   
มัททกุจฉิมฤคทายวัน  ต่างน่ารื่นรมย์  อิทธิบาท ๔  อันผู้ใดผู้หนึ่งเจริญแล้ว... 
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์  เรื่องนี้เป็นการทำไม่ดีเป็นความผิดพลาดของเธอผู้เดียว.
          [๑๐๕]  ดูก่อนอานนท์ สมัยหนึ่ง เราอยู่ที่อุเทนเจดีย์    ในกรุงเวสาลีนี้ 
ณ ที่นั้นเราเรียกเธอมาบอกว่า กรุงเวสาลีน่ารื่นรมย์  อุเทนเจดีย์น่ารื่นรมย์... 
อานนท์  อิทธิบาท ๔  อันผู้ใดผู้หนึ่งเจริญแล้ว  เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์   
เรื่องนี้เป็นการทำไม่ดีเป็นความผิดพลาดของเธอผู้เดียว.
 

สังเวชนียกถา (เล่มสีน้ำเงินที่ 13 หน้าที่ 288)
           [๑๐๖] ดูก่อนอานนท์  สมัยหนึ่ง. เราอยู่ที่โคตรมกเจดีย์ในกรุงเวสาลีนี้   
เราอยู่ที่สัตตัมพเจดีย์   เราอยู่ที่พหุปุตตเจดีย์...  เราอยู่ที่สารันททเจดีย์   ในกรุงเวสาลีนี้. 
ในวันนี้เอง  เราบอกเธอที่ปาวาลเจดีย์ว่า   กรุงเวสาลีน่ารื่นรมย์  อุเทนเจดีย์  โคตมกเจดีย์ 
สัตตัมพเจดีย์  พหูปุตตเจดีย์  สารันททเจดีย์   ปาวาลเจดีย์  ต่างน่ารื่นรมย์   
อิทธิบาท ๔ อันผู้ใดผู้หนึ่งเจริญแล้ว  ทำให้มากแล้ว  ทำให้เป็นดุจยาน  ทำให้เป็นที่ตั้ง   
ให้ตั้งมั่นแล้ว   อบรมแล้วปรารภดีแล้ว  ผู้นั้นเมื่อจำนงอยู่  พึงดำรงอยู่ตลอดกัป  หรือเกินกว่ากัป. 
อิทธิบาท ๔ ตถาคตเจริญแล้ว  ทำให้มากแล้ว  ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง  ให้ตั้งมั่นแล้ว 
อบรมแล้ว  ปรารภดีแล้ว  ตถาคตนั้นเมื่อหวังอยู่   พึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัปหรือเกินกว่ากัป 
อานนท์  ตถาคตทำนิมิตอันหยาบ  ทำโอภาสอันหยาบ  แม้อย่างนี้แลเธอไม่สามารถรู้เท่าทันได้   
จึงมิได้วิงวอนตถาคตว่า  ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า  จงทรงดำรงอยู่ตลอดกัปเถิด 
ขอพระสุคตจงทรงดำรงอยู่ตลอดกัปเถิด  เพื่อประโยชน์   เพื่อความสุขแก่ชนมาก 
เพื่ออนุเคราะห์โลก  เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่พวกเทวดาและมนุษย์. 
อานนท์  ถ้าเธอพึงวิงวอนตถาคต  ตถาคตจะพึงห้ามวาจาเธอเสียสองครั้งเท่านั้น   
ครั้งที่สามตถาคตพึงรับ  เพราะเหตุนั้นแหละ 
อานนท์  เรื่องนี้เป็นการทำไม่ดีเป็นความผิดพลาดของเธอผู้เดียว.     
          เราได้บอกก่อนแล้วไม่ใช่หรือว่า   ความเป็นต่าง ๆ กัน   ความพลัดพราก ความเป็นอย่างอื่น
จากสิ่งและบุคคลเป็นที่รักและที่ชอบใจทั้งหมดนั้นแลมีอยู่ 
เพราะฉะนั้น จะหาได้ในสิ่งและบุคคลนั้นแต่ที่ไหน สิ่งใดเกิดแล้วเป็นแล้ว  ปรุงแต่งแล้ว 
มีความทำลายเป็นธรรมดา    ความปรารถนาว่า ขอสิ่งนั้นอย่าทำลายไปเลยนั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้.   
ก็สิ่งใดที่ตถาคตสละแล้วคายแล้ว   พ้นแล้ว  ละแล้ว วางแล้ว   อายุสังขารตถาคตปลงแล้ว 
วาจาที่ตถาคตกล่าวไว้แล้วโดยส่วนเดียวว่า   ไม่ช้าตถาคตจักปรินิพพานจากนี้ล่วงไปสามเดือน 
ตถาคตจักปรินิพพาน  ตถาคตจักกลับคืนสิ่งนั้น เพราะเหตุชีวิตอีก  นั้นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้.

มาเถิด อานนท์ เราจักเข้าไปยังกูฏาคารศาลาป่ามหาวัน.

ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว. 

ลำดับนั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมกับท่านพระอานนท์เข้าไปยังกูฏาคารศาลาป่ามหาวัน   
ครั้นแล้วตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า  ไปเถิด  อานนท์  เธอจงให้พวกภิกษุที่อาศัยกรุงเวสาลีอยู่ทั้งหมด
ประชุมกันที่อุปัฏฐานศาลา.   ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว   
จึงให้ภิกษุที่อาศัยกรุงเวสาลีอยู่ทั้งหมดประชุมกันแล้วที่อุปัฏฐานศาลาแล้ว
เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า  ถวายบังคมยืน ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง. 
ได้กราบทูลว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ภิกษุสงฆ์ประชุมพร้อมกันแล้ว 
ขอพระองค์ทรงทราบกาลอันควรในบัดนี้เถิด.
 

อภิญญาเทสิตธรรกถา (เล่มสีน้ำเงินที่ 13 หน้าที่ 290)
           [๑๐๗]   ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้า 
เสด็จไปยังอุปัฏฐานศาลาประทับนั่งบนอาสนะที่จัดถวาย. 
ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า   ดูก่อนภิกษุทั้งหลายธรรมเหล่าใดที่เราแสดงแล้วเพื่อความรู้ยิ่ง 
ธรรมเหล่านั้นพวกเธอเรียนแล้วพึงส้องเสพ พึงเจริญ  พึงกระทำให้มากด้วยดี โดยที่พรหมจรรย์นี้ 
พึงยั่งยืน  พึงดำรงอยู่ได้นาน  เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก   เพื่ออนุเคราะห์โลก 
เพื่อประโยชน์เกื้อกูล  เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์.     

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายธรรม   ที่เราแสดงแล้วเพื่อความรู้ยิ่งเป็นไฉน. . .  คือ  สติปัฏฐาน ๔ 
สัมมัปปธาน ๔  อิทธิบาท ๔  อินทรีย์ ๕  พละ ๕ โพซฌงค์ ๗  อริยมรรคมีองค์ ๘.   

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ธรรมเหล่านี้ที่เราแสดงแล้วเพื่อความรู้ยิ่งแก่พวกเธอ...
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเตือนภิกษุทั้งหลายว่า  ภิกษุทั้งหลายบัดนี้เราขอเตือนพวกเธอ 
สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมเป็นธรรมดา  ขอท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด. 
ไม่ช้าตถาคตจักปรินิพพานจากนี้ล่วงไปสามเดือนตถาคตจักปรินิพพานพระผู้มีพระภาคเจ้าสุคตศาสดา
ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้แล้ว  จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
          [๑๐๘]  คนเหล่าใด  ทั้งเด็กผู้ใหญ่  ทั้งพาล  ทั้งบัณฑิต  ทั้งมั่งมีทั้งขัดสน 
ล้วนมีความตายเป็นเบื้องหน้า.  ภาชนะดิน ที่ช่างหม้อทำ  ทั้งเล็กทั้งใหญ่  ทั้งสุกทั้งดิบ 
ทุกชนิดมีความแตกเป็นที่สุดฉันใด  ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย   ก็ฉันนั้น.


          พระศาสดาได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
          วัยของเราแก่หง่อมแล้ว   ชีวิตของเราเป็นของน้อย  เราจักละพวกเธอไป 
เราทำที่พึ่งแก่ตนแล้ว.ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  พวกเธอจงไม่ประมาท  มีสติ มีศีลด้วยดีเถิด
จงเป็นผู้มีความดำริตั้งมั่นด้วยดี  จงตามรักษาจิตของตนเถิด.   
ผู้ใดจักเป็นผู้ไม่ประมาทอยู่ในธรรมวินัยนี้  ผู้นั้นจักละชาติสงสาร   แล้วการทำที่สุดทุกข์ได้.


                                                   จบตติยภาณวาร


บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 902

Email : workshop773@hotmail.com



จตุราริยธรรมกถา (เล่มสีน้ำเงินที่ 13 หน้าที่ 291)
           [๑๐๙]   ครั้งนั้น  เวลาเช้า  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนุ่งแล้ว  ทรงถือบาตรและจีวร 
เสด็จเข้าไปยังกรุงเวสาลีเพื่อบิณฑบาต   เสด็จเที่ยวบิณฑบาตในกรุงเวสาลี  ภายหลังภัต 
เสด็จกลับจากบิณฑบาต ทอดพระเนตรกรุงเวสาลีเป็นนาคาวโลกแล้ว 
ตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า อานนท์  การเห็นกรุงเวสาลีของตถาคตครั้งนี้  จักเป็นครั้งสุดท้าย
มากันเถิด อานนท์ เราจักไปยังบ้านภัณฑคาม.
ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว.
ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า  พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่  เสด็จถึงบ้านภัณฑคามแล้ว.
ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ บ้านภัณฑคามนั้น.
ณ ที่นั่นแลพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ภิกษุทั้งหลาย   
เพราะไม่รู้แจ้งแทงตลอดธรรม ๔ ประการ 
เราและพวกเธอเร่ร่อนเที่ยวไปสิ้นกาลนานอย่างนี้.    ๔  ประการเป็นไฉน.   
เพราะไม่รู้แจ้งแทงตลอดศีลอันเป็นอริยะ  เราและพวกเธอเร่ร่อนเที่ยวไปสิ้นกาลนาน 
เพราะไม่รู้แจ้งแทงตลอดสมาธิอันเป็นอริยะ... ปัญญาอันเป็นอริยะ... วิมุตติอันเป็นอริยะ 
เราและพวกเธอ    จึงเร่ร่อนเที่ยวไปสิ้นกาลนานอย่างนี้.   

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   เราได้รู้แจ้งแทงตลอด  ศีลอันเป็นอริยะ  สมาธิ  ปัญญา วิมุตติ อันเป็นอริยะแล้ว
ภวตัณหาเราถอนเสียแล้ว  ตัณหาอันจะนำไปสู่ภพสิ้นแล้ว  บัดนี้ภพใหม่ไม่มี.   
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดา   ครั้นได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
             [๑๑๐]  ธรรมเหล่านี้คือ  ศีล สมาธิ ปัญญาวิมุตติอันยอดเยี่ยม 
             อันพระโคดมผู้มียศตรัสรู้แล้ว  ดังนั้นพระพุทธเจ้าทรงบอกธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย 
             เพื่อความรู้ยิ่ง  พระศาสดาผู้กระทำผู้กระทำ ซึ่งที่สุดแห่งทุกข์  มีพระจักษุปรินิพพานแล้ว.

           [๑๑๑]ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อประทับ ณ บ้านภัณฑคามนั้น ทรงกระทำธรรมีกถานี้แหละ
เป็นอันมากแก่ภิกษุทั้งหลายว่า  อย่างนี้ศีล  อย่างนี้สมาธิ  อย่างนี้ปัญญา  สมาธิอันศีลอบรมแล้วมีผลมาก 
มีอานิสงส์มาก  ปัญญาอันสมาธิอบรมแล้ว  มีผลมาก มีอานิสงส์มาก  จิตอันปัญญาอบรมแล้ว
ย่อมหลุดพ้นจากอาสวะ  โดยชอบคือ  กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ.
          [๑๑๒]  ครั้งนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ตามความพอพระทัยในบ้านภัณฑคาม
แล้วตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า มาเถิด อานนท์  เราจักไปยังบ้านหัตถีคาม อัมพคาม ชัมพุคาม 
และโภคนคร.  ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว.
 

เรื่องมหาปเทส  ๔ อย่าง (เล่มสีน้ำเงินที่ 13 หน้าที่ 293)
 
          ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้า  พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่  เสด็จถึงโภคนครแล้ว. 
ได้ยินว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ  ณ อานันทเจดีย์ในโภคนครนั้น.  ณ ที่นั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า   
ตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   เราจักแสดงมหาปเทส ๔ เหล่านี้  พวกเธอจงฟัง 
จงตั้งใจฟังให้ดีเราจักกล่าว.  ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังต่อไปนี้.
          [๑๑๓]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุในธรรมวินัยนี้ 
พึงกล่าวอย่างนี้ว่า  ผู้มีอายุทั้งหลายข้อนี้ข้าพเจ้าได้สดับมา   
ได้รับมาเฉพาะพระพักตร์  พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย 
นี้เป็นคำสอนของพระศาสดา  พวกเธอไม่พึงชื่นชม 
ไม่พึงคัดค้านคำกล่าวของภิกษุนั้น
ครั้นไม่ชื่นชม  ไม่คัดค้านแล้ว  พึงเรียนบทพยัญชนะเหล่านั้นให้ดีแล้ว 
สอบสวนในพระสูตรเทียบเคียงในพระวินัย.   
ถ้าสอบสวนในพระสูตร  เทียบเคียงในพระวินัย  ลงในพระสูตรไม่ได้ 
เทียบเคียงในพระวินัยไม่ได้.
   
พึงถึงความตกลงใจในข้อนี้ว่า  นี้ไม่ใช่คำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
และภิกษุนี้จำมาผิดแล้วแน่นอน  ดังนั้น  พวกเธอพึงทิ้งคำกล่าวนั้นเสีย.
 
ถ้าเมื่อสอบสวนในพระสูตรเทียบเคียงในพระวินัย   ลงในพระสูตรได้ 
เทียบเคียงในพระวินัยได้.   พึงถึงความตกลงใจในข้อนี้ว่า   
นี้คำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น  และภิกษุนี้จำมาถูกต้องแล้วแน่นอน
ภิกษุทั้งหลาย  พวกเธอพึงทรงจำมหาปเทส ข้อที่หนึ่งนี้ไว้.

          [๑๑๔]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุในธรรมวินัยนี้   พึงกล่าวอย่างนี้ว่า 
สงฆ์พร้อมทั้งพระเถระ พร้อมทั้งปาโมกข์อยู่ในอาวาสโน้น   
ข้าพเจ้าได้สดับมา ได้รับมาเฉพาะหน้าของสงฆ์นั้นว่า  นี้เป็นธรรม  นี้เป็นวินัย 
นี้เป็นคำสอนของพระศาสดาดังนี้  พวกเธอไม่พึงชื่นชม ไม่พึงคัดค้าน  คำกล่าวของภิกษุนั้น. 
ครั้นไม่ชื่นชม  ไม่คัดค้านแล้ว พึงเรียนบทพยัญชนะเหล่านั้นให้ดี
สอบสวนในพระสูตรเทียบเคียงในพระวินัย.   

ถ้าเมื่อสอบสวนในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย  ลงในพระสูตรไม่ได้
เทียบเคียงในพระวินัยไม่ได้.   พึงถึงความตกลงใจในข้อนี้ว่า 
นี้ไม่ใช่คำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น   และภิกษุสงฆ์จำมาผิดแล้วแน่นอน   
ดังนั้น พวกเธอพึงทิ้งคำกล่าวนั้นเสีย

ถ้าบทพยัญชนะเหล่านั้น   สอบสวนในพระสูตร  เทียบเคียงในพระวินัย  ลงในพระสูตรได้   
เทียบเคียงในพระวินัยได้.   พึงถึงความตกลงใจในข้อนี้ว่า   
นี้เป็นคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น และภิกษุสงฆ์นั้นจำมาถูกต้องแล้วแน่นอน
ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพึงทรงจำมหาปเทสข้อที่สองนี้ไว้.

          [๑๑๕]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้  พึงกล่าวอย่างนี้ว่า
ภิกษุเป็นพระเถระมากรูปอยู่ในอาวาสโน้น  เป็นพหูสูต มีอาคมอันมาถึงแล้วเป็นผู้ทรงธรรม 
ทรงวินัย  ทรงมาติกา ข้าพเจ้าได้สดับมาได้รับมาเฉพาะหน้าพระเถระเหล่านั้นว่า 
นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสอนของพระศาสดาดังนี้  พวกเธอไม่พึงชื่นชม...
เทียบเคียงในพระวินัยไม่ได้. พึงถึงความตกลงใจในข้อนี้ว่า   
นี้ไม่ใช่คำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น  และพระเถระเหล่านั้นจำมาผิดแล้วแน่นอน
ดังนั้น  พวกเธอพึงทิ้งคำกล่าวนั้นเสีย. ถ้าบทพยัญชนะเหล่านั้นสอบสวนในพระสูตร 
เทียบเคียงในพระวินัยได้.   พึงถึงความตกลงใจในข้อนี้ว่า  เป็นคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าองค์นั้น
และพระเถระเหล่านั้น  จำมาถูกต้องแล้วแน่นอน  ภิกษุทั้งหลาย 
พวกเธอพึงทรงจำมหาปเทสข้อที่สามนี้ไว้.

          [๑๑๖]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุในธรรมวินัยนี้  พึงกล่าวอย่างนี้ว่า
ภิกษุผู้เป็นเถระอยู่ในอาวาสโน้น  เป็นพหูสูต  มีอาคมอันมาถึงแล้ว  ทรงธรรม ทรงวินัย   
ทรงมาติกา ข้าพเจ้าได้สดับมาได้รับมาเฉพาะหน้าพระเถระนั้นว่านี้เป็นธรรม 
นี้เป็นวินัย  นี้เป็นคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า ดังนี้  พวกเธอไม่พึงชื่นชม 
ไม่พึงคัดค้านคำกล่าวของภิกษุนั้น.  ครั้นไม่ชื่นชม ไม่คัดค้านแล้ว
เรียนบทพยัญชนะเหล่านั้นให้ดีแล้ว  สอบสวนในพระสูตร  เทียบเคียงในพระวินัย.
ถ้าบทพยัญชนะพยัญชนะเหล่านั้น สอบสวนในพระสูตร  เทียบเคียงในพระวินัย
ลงในพระสูตรไม่ได้  เทียบเคียงในพระวินัยไม่ได้.   พึงถึงความตกลงใจในข้อนี้ว่า...
นี้คำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น และพระเถระ นั้นจำมาถูกต้องแล้วแน่นอน   
ภิกษุทั้งหลาย   พวกเธอพึงทรงจำมหาปเทสข้อที่สี่นี้ไว้. 
พวกเธอพึงทรงจำมหาปเทส ๔ เหล่านั้นไว้   ด้วยประการฉะนี้.


          ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ อานันทเจดีย์ในโภคนครนั้น
ทรงกระทำธรรมีกถานี้แหละเป็นอันมากแก่ภิกษุทั้งหลายว่า อย่างนี้ศีล อย่างนี้สมาธิ   อย่างนี้ปัญญา 
สมาธิอันศีลอบรมแล้ว  มีผลมาก  มีอานิสงส์มากปัญญาอันสมาธิอบรมแล้ว  มีผลมาก  มีอานิสงส์มาก 
จิตอันปัญญาอบรมแล้วย่อมหลุดพ้นจากอาสวะโดยชอบคือ  กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ.


เรื่องนายจุนทกัมมารบุต (เล่มสีน้ำเงินที่ 13 หน้าที่ 296)
           [๑๑๗]  ครั้งนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่ในโภคนครตามความพอพระทัยแล้ว
ตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า มาเถิด  อานนท์ เราจักไปยังปาวานคร.   
ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว. 
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า  พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เสด็จถึงปาวานครแล้ว.
ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ อัมพวันของนายจุนทกัมมารบุตร ในเมืองปาวานั้น. 
          นายจุนทกัมมารบุตรได้สดับว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จถึงเมืองปาวาประทับอยู่ 
ณ  อัมพวัน ของเราในเมืองปาวา  จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า 
ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว  ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้านั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.   
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยังนายจุนทกัมมารบุตร  ผู้นั่งเรียบร้อยแล้วให้เห็นแจ้งให้สมาทาน 
ให้อาจหาญ ให้รื่นเริงด้วยธรรมีกถา. ลำดับนั้น นายจุนทกัมมารบุตร   
อันพระผู้มีพระภาคเจ้า  ให้เห็นแจ้ง  ให้สมาทาน  ให้อาจหาญ ให้รื่นเริงด้วยธรรมีกถาแล้ว
ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์   
จงทรงรับภัตของข้าพระองค์   เพื่อเสวยในวันพรุ่งนี้เถิด.  พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงรับด้วยดุษณีภาพ. 

          ลำดับนั้น   นายจุนทกัมมารบุตรทราบการรับของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วลุกจากอาสนะ 
ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า  กระทำประทักษิณแล้วหลีกไป. 
นายจุนทกัมมารบุตรให้ตระเตรียมของเคี้ยวของฉันอันประณีต  และสูกรมัททวะเป็นอันมาก
ในนิเวศน์ของตน โดยล่วงราตรีนั้นไปให้กราบทูลกาล แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
ข้าแด่พระองค์ผู้เจริญได้เวลาแล้ว ภัตตาหารสำเร็จแล้ว.


ถวายสูกรมัททวบิณฑบาต (เล่มสีน้ำเงินที่ 13 หน้าที่ 297)
           ครั้งนั้นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนุ่งแล้ว   ทรงถือบาตรและจีวร พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์
เสด็จเข้าไปยังนิเวศน์ของนายจุนทกัมมารบุตรประทับนั่งบนอาสนะที่เขาจัดถวาย.   
ตรัสกะนายจุนทกัมมารบุตรว่า  ดูก่อนจุนท ท่านจงอังคาสเราด้วยสูกรมัททวะที่ท่านตระเตรียมไว้   
จงอังคาสภิกษุสงฆ์ด้วยของเคี้ยวของฉันอย่างอื่นที่ท่านตระเตรียมไว้.   
นายจุนทกัมมารบุตรทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว   จึงอังคาสพระผู้มีพระภาคเจ้า 
ด้วยสูกรมัททวะที่ตนตระเตรียมไว้  อังคาสภิกษุสงฆ์ด้วยของเคี้ยวของฉันอย่างอื่นที่ตนตระเตรียมไว้. 

ลำดับนั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะนายจุนทกัมมารบุตรว่า 
จุนท ท่านจงฝังสูกรมัททวะที่เหลือเสียในหลุม  เรายังไม่เห็นบุคคลในโลกพร้อมทั้งเทวโลก 
มารโลก  พรหมโลก  ในหมู่สัตว์  พร้อมทั้งสมณพราหมณ์   เทวดาและมนุษย์   
ซึ่งบริโภคสูกรมัททวะนั้นแล้ว   จะพึงให้ย่อยไปด้วยดีนอกจากตถาคต.   

นายจุนทกัมมารบุตรทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ฝังสูกรมัททวะที่ยังเหลือในหลุมเสีย   
เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า  ครั้นเข้าไปเฝ้าถวายบังคมนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. 
พระผู้มีพระภาคเจ้า   ทรงยังนายจุนทกัมมารบุตรผู้นั่งเรียบร้อยแล้วให้เห็นแจ้ง    ให้สมาทาน   
ให้อาจหาญ  ให้รื่นเริงด้วยธรรมีกถาแล้วเสด็จลุกจากอาสนะหลีกไป.

          ลำดับนั้น   เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยภัตตาหารของนายจุนทกัมมารบุตร 
เกิดอาพาธอย่างแรงกล้ามีเวทนากล้าเกิดแต่การประชวรลงพระโลหิตใกล้นิพพาน.
ได้ยินว่า  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีสติสัมปชัญญะ ทรงอดกลั้นเวทนาเหล่านั้นไว้ 
มิได้ทรงพรั่นพรึง.  รับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า  มาเถิดอานนท์  เราจักไปกรุงกุสินารา. 
พระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว.


เรื่องโลหิตปักขันทิกาพาธ (เล่มสีน้ำเงินที่ 13 หน้าที่ 298)
         [๑๑๘]   ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วว่า 
พระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยภัตตาหารของนายจุนทกัมมารบุตร
ทรงอาพาธหนักใกล้นิพพาน.     เมื่อพระศาสดาเสวยสูกรมัททวะ
แล้วเกิดอาพาธหนักพระผู้มีภาคเจ้าลงพระบังคน  ได้ตรัสว่าเราจะไปเมืองกุสินารา
 
           คาถาเหล่านี้  พระสังคีติกาจารย์กล่าวไว้ในเวลาสังคายนา.
          [๑๑๙]   ลำดับนั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้า  ทรงหลีกออกจากทาง 
เสด็จเข้าไปยังโคนต้นไม้ต้นหนึ่ง  ตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า
ดูก่อนอานนท์  เธอจงช่วยปูผ้าสังฆาฏิพับเป็น ๔ ชั้นให้เรา 
เราเหนื่อยจักนั่ง  ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว 
จึงปูผ้าสังฆาฏิพับเป็น ๔ ชั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งบนอาสนะที่จัดถวายแล้ว. 

พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งแล้ว ตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า   
อานนท์  เธอจงนำน้ำมาให้เราดื่ม เรากระหายจักดื่มน้ำ.  เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว 
ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   เมื่อกี้นี้เกวียน ๕๐๐ เล่มข้ามไป 
น้ำนั้นมีน้อยถูกล้อเกวียนบดขุ่นมัวไหลไปอยู่  แม่น้ำกกุธานทีอยู่ไม่ไกล  มีน้ำใส จืด  เย็น  ขาว   
มีท่าเรียบน่ารื่นรมย์  พระองค์ทรงดื่มน้ำและทรงสรงพระองค์ในแม่น้ำนั้น.

แม้ครั้งที่สองพระผู้มีพระภาคเจ้า   ก็ตรัสกะท่านพระอานนท์...  แม้ครั้งที่สาม... 
ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว  ถือบาตรไปยังแม่น้ำนั้น.
ครั้งนั้น  แม่น้ำนั้นมีน้ำน้อย  ถูกล้อเกวียนบดขุ่นมัวไหลไปอยู่   เมื่อท่านพระอานนท์เข้าไปใกล้ 
น้ำก็กลับใสสะอาดไม่ขุ่นมัวไหลไป.

ท่านพระอานนท์ได้มีความดำริว่า  น่าอัศจรรย์หนอ เหตุไม่เคยมีก็มีมาแล้ว
ความที่พระตถาคตมีฤทธิ์มาก  มีอานุภาพมาก ความจริง  แม่น้ำนี้นั้นมีน้ำน้อย 
ถูกล้อเกวียนบดขุ่นมัวไหลไปอยู่ เมื่อเราเข้าไปใกล้กลับใสสะอาดไม่ขุ่นมัวไหลไปอยู่ 
ตักน้ำด้วยบาตรแล้ว     เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ากราบทูลว่า น่าอัศจรรย์หนอ
เหตุไม่เคยมี  ก็มีมาแล้วความที่พระตถาคตมีฤทธิ์มาก  มีอานุภาพมาก.
เมื่อกี้นี้แม่น้ำนั้นมีน้ำน้อย  ถูกเกวียนบดขุ่นมัวไหลไปอยู่  เมื่อข้าพระองค์เข้าไปใกล้กลับใสสะอาด
ไม่ขุ่นมัวไหลไปอยู่  ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงดื่มน้ำ ขอพระสุคตจงทรงดื่มน้ำเถิด  พระเจ้าข้า
ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงดื่มน้ำแล้ว.
 

ปุกกุสมัลลบุตล (เล่มสีน้ำเงินที่ 13 หน้าที่ 299)
        [๑๒๐] สมัยนั้นแล ปุกกุสมัลลบุตร เป็นสาวกของอาฬารดาบสกาลามโคตร ออกจากเมืองกุสินารา
เดินทางไปยังเมืองปาวา.ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่ง  ณ โคนต้นไม้ต้นหนึ่ง
จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถวายบังคมแล้วนั่ง  ณ  ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง.
ได้กราบทูลว่า   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   น่าอัศจรรย์  เหตุไม่เคยมี  ก็มีมาแล้ว
พวกบรรพชิตย่อมอยู่ด้วยวิหารธรรมอันสงบหนอ   
เรื่องเคยมีมาแล้วอาฬารดาบสกาลามโคตรเดินทางหลีกออกจากทาง 
นั่งพักกลางวันที่โคนต้นไม้ต้นหนึ่งในที่ไม่ไกล   ครั้งนั้นเกวียนประมาณ  ๕๐๐   เล่ม   
ติดกันได้ผ่านอาฬารดาบสกาลามโคตรไปแล้ว  บุรุษคนหนึ่งเดินตามหลังหมู่เกวียนมา 
จึงเข้าไปหาอาฬารดาบสกาลามโคตร ได้ถามว่า ท่านได้เห็นเกวียนประมาณ  ๕๐๐ เล่ม
ผ่านไปบ้างหรือ. เราไม่เห็นเลย. ได้ยินเสียงบ้างหรือ. เราไม่ได้ยิน  ท่านหลับไปหรือ. เราไม่ได้หลับ . 
ท่านมีสัญญาอยู่หรือ.  เป็นอย่างนั้น  ท่านนั้นมีสัญญาตื่นอยู่  ไม่เห็นเกวียนประมาณ ๕๐๐ เล่ม 
ผ่านติดกันไป  ทั้งไม่ได้ยินเสียง  ก็ผ้าสังฆาฏิของท่านเปื้อนด้วยธุลีบ้างหรือ.  เป็นอย่างนั้น. 
          ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ลำดับนั้น  บุรุษนั้นได้มีความคิดว่าน่าอัศจรรย์หนอ
เหตุไม่เคยเป็นก็ได้เป็นแล้ว   พวกบรรพชิตอยู่ด้วยวิหารธรรมอันสงบหนอ
อาฬารดาบสกาลามโคตรมีสัญญาตื่นอยู่  ย่อมไม่เห็นเกวียนประมาณ ๕๐๐  เล่ม 
ผ่านติดกันไป  ทั้งไม่ได้ยินเสียง บุรุษนั้นประกาศความเลื่อมใสอันยิ่งในอาฬารดาบสกาลามโคตร
แล้วหลีกไป. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะปุกกุสมัลลบุตรว่า   ดูก่อนปุกกุสะ 
ท่านจะสำคัญข้อนั้นเป็นไฉน  ผู้มีสัญญาตื่นอยู่ไม่พึงเห็นเกวียนประมาณ  ๕๐๐ เล่ม 
ผ่านติดกันไป  ทั้งไม่ได้ยินเสียงอย่างหนึ่ง  ผู้มีสัญญาตื่นอยู่เมื่อฝนกำลังตก  ตกอย่างหนักฟ้าแลบ 
ฟ้าผ่าอยู่ไม่พึงเห็น  ทั้งไม่พึงได้ยินเสียงอย่างหนึ่ง อย่างไฉนจะทำได้ยากกว่ากัน 
หรือทำให้เกิดยากกว่ากัน.  ปุกกุสมัลลบุตรกราบทูลว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้จริญ   
เกวียน ๕๐๐ เล่ม  ๖๐๐ เล่ม   ๗๐๐ เล่ม  ๘๐๐ เล่ม ๙๐๐ เล่ม ๑,๐๐๐  เล่ม... แสนเล่ม   
จักทำอะไรได้  ผู้มีสัญญาตื่นอยู่เมื่อฝนกำลังตก  ตกหนัก  ฟ้าแลบฟ้าผ่าอยู่ไม่พึงเห็น 
ทั้งไม่พึงได้ยินเสียงอย่างนี้แหละ  ทำได้ยากกว่าและทำให้เกิดยากกว่า.


อัพภูตธรรมกถา (เล่มสีน้ำเงินที่ 13 หน้าที่ 300)
           [๑๒๑]  ดูก่อนปุกกุสะ  สมัยหนึ่ง  เราอยู่ในโรงกระเดื่องในเมืองอาตุมา.
สมัยนั้น   เมื่อฝนกำลังตก  ตกอยู่อย่างหนัก  ฟ้าแลบ  ฟ้าผ่าอยู่  ชาวนาสองพี่น้องและโคผู้  ๔  ตัว 
ถูกสายฟ้าฟาดในที่ใกล้โรงกระเดื่อง.  ปุกกุสะ  ลำดับนั้นหมู่มหาชนในเมืองอาตุมาออกมาแล้ว 
เข้าไปหาชาวนาสองพี่น้องนั้น และโคผู้  ๔  ตัว  ถูกสายฟ้าฟาด. 
สมัยนั้น  เราออกจากโรงกระเดื่อง  จงกรมอยู่ในที่แจ้งใกล้ประตูโรงกระเดื่อง. 
ครั้งนั้น บุรุษคนหนึ่งออกจากหมู่มหาชนนั้น  เข้ามาหาเรา  อภิวาทเราแล้ว
ยื่นอยู่ ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง.   เราได้กล่าวกะบุรุษนั้นว่า 
ดูก่อนผู้มีอายุ  หมู่มหาชนนั้น  ประชุมกันทำไมหนอ. 

           ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  เมื่อกี้นี้ เมื่อฝนกำลังตก  ก็อย่างหนัก ฟ้าแลบ ฟ้าผ่าอยู่
ชาวนาสองพี่น้องและโคผู้ ๔ ตัว  ถูกสายฟ้าฟาด หมู่มหาชนประชุมกันแล้วในที่นี้ 
ก็พระองค์อยู่ในที่ไหนเล่า.  เราอยู่ในที่นี้เอง.  ก็พระองค์ได้เห็นอะไรหรือ.  เราไม่ได้เห็น.   
ก็พระองค์ได้ยินเสียงอะไรหรือ.   เราไม่ได้ยิน.   ก็พระองค์หลับหรือ.  เราไม่ได้หลับ. 
ก็พระองค์ยังมีสัญญาอยู่หรือ. อย่างนั้นท่านผู้มีอายุ.  ก็พระองค์มีสัญญาตื่นอยู่เมื่อฝนกำลังตก 
ตกอย่างหนัก ฟ้าแลบอยู่  ฟ้าผ่าอยู่ ไม่ได้เห็นทั้งไม่ได้ยินเสียงหรือ. อย่างนั้น  ท่านผู้มีอายุ. 
            ดูก่อนปุกกุสะ  บุรุษนั้นได้มีความคิดอย่างนี้ว่า น่าอัศจรรย์หนอ  เหตุไม่เคยมี  ก็มีมาแล้ว
พวกบรรพชิตย่อมอยู่ด้วยวิหารธรรมอันสงบหนอ  ดังผู้มีสัญญาตื่นอยู่   เมื่อฝนกำลังตก 
ตกอย่างหนักฟ้าแลบอยู่  ฟ้าผ่าอยู่  ไม่ได้เห็นไม่ได้ยินเสียง.   ประกาศความเลื่อมใสอย่างยิ่งในเรา
กระทำประทักษิณแล้วหลีกไป.
 

ปุกกุสมัลลบุตรเป็นอุบาสก (เล่มสีน้ำเงินที่ 13 หน้าที่ 301)
           เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว  ปุกกุสมัลลบุตรได้กราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ข้าพระองค์โปรยความเลื่อมใสในอาฬารดาบสกาลามโคตร  ลงในพายุใหญ่ 
หรือลอยเสียในแม่น้ำมีกระแสเชี่ยว  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก 
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก   บุคคลหงายของที่คว่ำ  เปิดของที่ปิด
บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีบในที่มืด  ผู้มีจักษุจักเห็นรูปแม้ฉันใด 
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยายฉันนั้นเหมือนกัน 

ข้าพระองค์นี้  ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า  พระธรรมและภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ   
ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงจำข้าพระองค์ว่า เป็นอุบาสก
ผู้ถึงสรณะตลอดชีวิตตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.

          ลำดับนั้น  ปุกกุสมัลลบุตร  สั่งบุรุษคนหนึ่งว่า  ดูก่อนพนายท่านจงช่วยนำคู่ผ้าเนื้อเกลี้ยง 
มีสีดังทองสิงคีซึ่งเป็นผ้าทรงของเรา.  บุรุษนั้นรับคำของปุกกุสมัลลบุตรแล้ว  นำคู่ผ้าเนื้อเกลี้ยง
มีสีดังทองสิงคี   ซึ่งเป็นผ้าทรงมาแล้ว.  ปุกกุสมัลลบุตรน้อมคู่ผ้าเนื้อเกลี้ยงมีสีดังทองสิงคี 
ซึ่งเป็นผ้าทรงนั้น   เข้าไปถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ 
คู่ผ้าเนื้อเกลี้ยงนี้มีสีดังทองสิงคีเป็นผ้าทรง  ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงอาศัยความอนุเคราะห์
ทรงรับคู่ผ้านั้นของข้าพระองค์เถิด

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  ดูก่อนปุกกุสะ  ถ้าเช่นนั้น  ท่านจงให้เราครองผืนหนึ่ง   
ให้อานนท์ครองผืนหนึ่ง.  ปุกกุสมัลลบุตรทูลรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว
น้อมถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองผืนหนึ่ง  ถวายท่านพระอานนท์ครองผืนหนึ่ง. 
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยังปุกกุสมัลลบุตรให้เห็นแจ้ง  ให้สมาทาน  ให้อาจหาญ 
ให้รื่นเริงด้วยธรรมีกถาแล้ว  ปุกกุสมัลลบุตรอันพระผู้มีพระภาคเจ้า ให้เห็นแจ้ง
ให้สมาทานให้อาจหาญ  ให้รื่นเริง  ด้วยธรรมีกถาแล้วลุกจากอาสนะ  ถวายบังคม
พระผู้มีพระภาคเจ้ากระทำประทักษิณแล้วหลีกไป.
 

ผิวกายพระตถาคตผ่องใสยิ่งใน  ๒ กาล (เล่มสีน้ำเงินที่ 13 หน้าที่ 302)
           [๑๒๒]  ครั้งนั้น  ท่านพระอานนท์  เมื่อปุกกุสมัลลบุตรหลีกไปแล้วไม่นาน 
ได้น้อมคู่ผ้าเนื้อเกลี้ยงมีสีดังทองสิงดี  ซึ่งเป็นผ้าทรงนั้น 
เข้าไปสู่พระกายของพระผู้มีพระภาคเจ้า.   
ผ้าที่พระอานนท์น้อมเข้าไปสู่พระกายของพระมีพระภาคเจ้านั้น 
ย่อมปรากฏดังถ่านไฟที่ปราศจากเปลวฉะนั้น. 
ท่านพระอานนท์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า 
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  น่าอัศจรรย์  เหตุไม่เคยมีก็มีมาแล้ว 
พระฉวีวรรณของพระตถาคตบริสุทธิ์ผุดผ่องยิ่งนัก   
คู่ผ้าเนื้อเกลี้ยงมีสีดังทองสิงคี  ซึ่งเป็นผ้าทรงนี้ 
ข้าพระองค์น้อมเข้าไปสู่พระกายของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว 
ย่อมปรากฏดังถ่านในที่ปราศจากเปลวฉะนั้น. 


          พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  ข้อนี้เป็นอย่างนั้น  อานนท์ในกาลทั้ง ๒ 
กายของตถาคตย่อมบริสุทธิ์ฉวีวรรณผุดผ่องยิ่งนัก  ในกาลทั้ง ๒ เป็นไฉน
คือ ในเวลาราตรีที่ตถาคตตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ๑ 
ในเวลาราตรีที่ตถาคตปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนีพพานธาตุ  ๑
ในกาลทั้ง  ๒  นี้แลกายของตถาคต  ย่อมบริสุทธิ์  ฉวีวรรณผุดผ่องยิ่งนัก   
ดูก่อนอานนท์    ในปัจฉิมยามแห่งราตรีวันนี้แลตถาคตจักปรินิพพานในระหว่างไม้สาละทั้งคู่   
ในสาลวันแห่งมัลลกษัตริย์ทั้งหลาย  เป็นที่แวะเวียนไป ณ เมืองกุสินารา มาเถิด อานนท์ 
เราจักไปยังแม่น้ำกกุธานที.  ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว.
              [๑๒๓]    ปุกกุสะนำคู่ผ้าเนื้อเกลี้ยงมีสีดังทองสิงคีเข้าไปถวาย 
              พระศาสดาทรงครองคู่ผ้านั้นแล้วมีวรรณดังทอง  งดงามแล้ว.

 

แม่น้ำกกุธานที (เล่มสีน้ำเงินที่ 13 หน้าที่ 303)
            [๑๒๔]  ครั้งนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้า  พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ไปยังแม่น้ำกกุธานที
เสด็จลงสู่แม่น้ำกกุธานที  ทรงสรงแล้ว  ทรงดื่มแล้ว  เสด็จขึ้นเสด็จไปยังอัมพวัน
ตรัสกะท่านพระจุนทกะว่าดูก่อนจุนทกะ ท่านจงช่วยปูผ้าสังฆาฏิพับเป็น ๔ ชั้นให้เรา
เราเหนื่อยนัก จักนอน.   ท่านพระจุนทกะทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว 
ปูผ้าสังฆาฏิพับเป็น ๔  ชั้น.
           ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสำเร็จสีหไสยา โดยพระปรัศว์เบื้องขวา 
ทรงซ้อนพระบาทด้วยพระบาท มีสติสัมปชัญญะ ทรงมนสิการอุฏฐานสัญญา 
ส่วนท่านพระจุนทกะนั่งเฝ้าอยู่เบื้อง พระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าในที่นั้นแหละ.
           [๑๒๕]   พระพุทธเจ้าผู้ศาสดา  ผู้พระตถาคตหาผู้เปรียบมิได้ในโลก 
           ทรงเหนื่อยเสด็จถึงแม่น้ำกกุธานที  มีน้ำใสจืด  สะอาด   เสด็จลงแล้ว. 
           ทรงสรงและทรงดื่มน้ำแล้ว   อันหมู่ภิกษุแวดล้อมเสด็จไปในท่ามกลาง   
           พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ศาสดา  ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ 
           ทรงเป็นไปในธรรมนี้  เสด็จถึงอัมพวันแล้ว.  ตรัสกะภิกษุชื่อจุนทกะว่า 
           เธอจงช่วยปูลาดผ้าสังฆาฏิพับเป็น ๔ ชั้นให้เรา   เราจะนอน
           พระจุนทกะนั้นมีตนอบรมแล้ว  อันพระองค์ทรงเตือนแล้ว
           รีบปูลาดผ้าสังฆาฏิพับเป็น  ๔  ชั้นถวาย  พระศาสดาทรงบรรทมแล้ว
           หายเหนื่อย แม้พระจุนทกะก็นั่งเฝ้าอยู่เฉพาะพระพักตร์ในที่นั้น.

 

บิณฑบาตทาน  ๒  คราวมีผลเสมอกัน (เล่มสีน้ำเงินที่ 13 หน้าที่ 304)
           [๑๒๖]  ครั้งนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า 
ดูก่อนอานนท์ บางทีใครจะทำความร้อนใจให้เกิดแก่นายจุนทกัมมารบุตรว่า
ดูก่อนจุนทกะ ไม่เป็นลาภของท่าน  ท่านได้ไม่ดีแล้ว   
พระตถาคตได้บริโภคบิณฑบาตของท่านเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว เสด็จปรินิพพานดังนี้   
เธอพึงช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของนายจุนทกัมมารบุตรเสียอย่างนี้ว่า
จุนทกะเป็นลาภของท่าน  ท่านได้ดีแล้ว  พระตถาคตได้บริโภคบิณฑบาตของท่านเป็นครั้งสุดท้าย
แล้วเสด็จปรินิพพาน  เรื่องนี้เราได้ยินมาได้รับมาเฉพาะพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า 
บิณฑบาตสองคราวนี้   มีผลสม่ำเสมอกัน มีวิบากสม่ำเสมอกัน มีผลใหญ่กว่าและมีอานิสงส์ใหญ่กว่า
บิณฑบาตอื่น ๆ ยิ่งนัก.  บิญฑบาตรสองคราวเป็นไฉน.  คือ พระตถาคตบริโภคบิณฑบาตใดแล้ว 
ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณอย่างหนึ่งพระตถาคตบริโภคบิณฑบาตใดแล้ว  เสด็จปรินิพพาน
ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุอย่างหนึ่ง บิณฑบาตสองคราวนี้    มีผลสม่ำเสมอกัน   มีวิบากสม่ำเสมอกัน 
มีผลใหญ่กว่าและมีอานิสงส์ใหญ่กว่า บิณฑบาตอื่น ๆ ยิ่งนัก   กรรมที่นายจุนทกัมมารบุตรสั่งสม
ก่อสร้างแล้วเป็นไปเพื่ออายุ... วรรณะ... สุขะ... ยศ...  สวรรค์...  และเป็นไปเพื่อความเป็นใหญ่ยิ่ง   
ดูก่อนอานนท์  เธอพึงช่วยบรรเทาความร้อนใจของนายจุนทกัมมารบุตรเสียด้วยประการฉะนี้.
 

พุทธอุทาน  (เล่มสีน้ำเงินที่ 13 หน้าที่ 305)
          ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความนั้นแล้ว  ทรงเปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
          [๑๒๗]   บุญย่อมเจริญแก่ผู้ให้ เวรย่อมไม่ก่อแก่ผู้สำรวมอยู่ 
          คนฉลาดเทียว ย่อมละกรรม อันลามก  เขาดับแล้วเพราะ
          ราคะ  โทสะ  โมสะ สิ้นไป.



บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 902

Email : workshop773@hotmail.com



บรรทมอนุฏฐานไสยา  (เล่มสีน้ำเงินที่ 13 หน้าที่ 306)
           [๑๒๘]  ครั้งนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า มาเถิด อานนท์
เราจักไปยังฝั่งโน้นแห่งแม่น้ำหิรัญวดี  เมืองกุสินาราและสาลวัน อันเป็นที่แวะพักแห่งมัลลกษัตริย์.   
ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว.   ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้า 
พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่  เสด็จไปยังฝั่งโน้นแห่งแม่น้ำหิรัญวดี  เมืองกุสินาราและสาลวันอัน
เป็นที่แวะพักแห่งมัลลกษัตริย์    รับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่าเธอจงช่วยตั้งเตียงให้เรา 
หันศีรษะไปทางทิศอุดรระหว่างไม้สาละทั้งคู่   เราเหนื่อยแล้วจักนอน. 
ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว   ตั้งเตียงหันพระเศียรไปทางทิศอุดร
ระหว่างไม้สาละทั้งคู่.   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสำเร็จสีหไสยาโดยปรัศว์เบื้องขวา   
ทรงซ้อนพระบาทด้วยพระบาท  มีพระสติสัมปชัญญะ.
 

ทรงปรารถสักการบูชา  (เล่มสีน้ำเงินที่ 13 หน้าที่ 306)
           [๑๒๙]  สมัยนั้น  ไม้สาละทั้งคู่เผล็ดดอกบานสะพรั่งนอกฤดูกาล
ดอกไม้เหล่านั้น  ร่วงหล่นโปรยปรายลงยังพระสรีระของพระตถาคตเพื่อบูชาพระตถาคต.   
แม้ดอกมณฑารพอันเป็นของทิพย์ก็ตกลงมาจากอากาศ   ดอกมณฑารพเหล่านั้น 
ร่วงหล่นโปรยปรายลงยังพระสรีระของพระตถาคตเพื่อบูชาพระตถาคต. 
แม้จุณแห่งจันทน์อันเป็นของทิพย์  ก็ตกลงจากอากาศ  จุณแห่งจันทน์เหล่านั้นร่วงหล่นโปรยปราย
ลงยังพระสรีระของพระตถาคต   เพื่อบูชาพระตถาคต.   ดนตรีอันเป็นทิพย์เล่าก็ประโคมอยู่ในอากาศ 
เพื่อบูชาพระตถาคต.  แม้สังคีตอันเป็นทิพย์  ก็เป็นไปในอากาศ   เพื่อบูชาพระตถาคต.
          ครั้งนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า  ดูก่อนอานนท์ไม้สาละทั้งคู่เผล็ดดอก
บานสะพรั่งนอกฤดูกาลร่วงหล่นโปรยปรายลงยังพระสรีระของพระตถาคตเพื่อบูชาพระตถาคต.
แม้ดอกมณฑารพอันเป็นของทิพย์... แม้จุณแห่งจันทน์อันเป็นของทิพย์... แม้ดนตรีอันเป็นทิพย์เล่า
แม้สังคีตอันเป็นทิพย์  ย่อมเป็นไปในอากาศ  เพื่อบูชาพระตถาคต   

ดูก่อนอานนท์ พระตถาคตจะชื่อว่า อันบริษัทสักการะ เคารพ  นับถือ บูชานอบน้อม
ด้วยเครื่องสักการะประมาณเท่านี้หามิได้  ผู้ใดแลจะเป็นภิกษุ   ภิกษุณี   อุบาสก หรืออุบาสิกาก็ตาม     
เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบประพฤติตามธรรมอยู่
ผู้นั้นย่อมชื่อว่าสักการะ เคารพ  นับถือ บูชา   ด้วยการบูชาอย่างยิ่ง
เพราะเหตุนั้นแหละ  อานนท์ พวกเธอพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า 
เราจักเป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม  ปฏิบัติชอบ ประพฤติตามธรรมอยู่.

 

เรื่องอุปวาณเถระ  (เล่มสีน้ำเงินที่ 13 หน้าที่ 307)
          [๑๓๐]  สมัยนั้น   ท่านอุปวาณะยืนถวายงานพัดพระผู้มีพระภาคเจ้าเฉพาะพระพักตร์. 
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงขับท่านพระอุปวาณะว่า ดูก่อนภิกษุ  เธอจงหลีกไป อย่ายืนตรงหน้าเรา.
ท่านพระอานนท์ได้มีความดำริว่า   ท่านอุปวาณะรูปนี้เป็นอุปัฏฐากอยู่ใกล้ชิด พระผู้มีพระภาคเจ้า
มาช้านานก็แหละเมื่อเป็นเช่นนั้นในกาลครั้งสุดท้าย   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงขับท่านอุปวาณะว่า
ดูก่อนภิกษุ   เธอจงหลีกไป  อย่ายืนตรงหน้าเราดังนี้  อะไรหนอเป็นเหตุ  อะไรหนอเป็นปัจจัย
ให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงขับท่านอุปวาณะว่า   ดูก่อนภิกษุ  เธอจงหลีกไป อย่ายืนตรงหน้าเรา. 
ท่านพระอานนท์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า 

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ท่านอุปวาณะรูปนี้เป็นอุปัฎฐากอยู่ใกล้ชิดพระผู้มีพระภาคเจ้ามาช้านาน. .
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า   ดูก่อนอานนท์  เทวดาในหมื่นโลกธาตุมาประชุมกันโดยมาก
เพื่อจะเห็นตถาคต  เมืองกุสินาราสาลวันอันเป็นที่แวะพักแห่งมัลลกษัตริย์เพียงเท่าใด   
โดยรอบถึง ๑๒ ตลอดที่เพียงเท่านี้   จะหาประเทศแม้มาตรว่าเป็นจรดลงแห่งปลายขนทราย
อันเทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่   มิได้ถูกต้องแล้วมิได้มี   พวกเทวดายกโทษอยู่ว่า  เรามาแต่ที่ไกล
เพื่อจะเห็นพระตถาคต  พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า  จะเสด็จอุบัติในโลก 
ในบางครั้งบางคราว  ในปัจฉิมยามแห่งราตรีวันนี้แหละ  พระตถาคตจักปรินิพพาน 
ภิกษุผู้มีศักดิ์ใหญ่รูปนี้   ยืนบังอยู่เบื้องพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า  เราไม่ได้เพื่อเห็นพระตถาคต
ในกาลเป็นครั้งสุดท้าย.   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ก็พวกเทวดา  กระทำไว้ในใจเป็นอย่างไร 
อานนท์  มีเทวดาบางพวกสำคัญอากาศว่าเป็นแผ่นดิน   สยายผมประคองแขนทั้งสองคร่ำครวญอยู่
ล้มลงกลิ้งเกลือกไปมา มา   เหมือนเท้าขาดแล้ว  รำพันว่า  พระผู้มีพระภาคเจ้าจักปรินิพพานเสียเร็วนัก   
พระสุคตจักปรินิพพานเสียเร็วนัก พระองค์ผู้มีพระจักษุในโลกจักอันตรธานเสียเร็วนักดังนี้   
เทวดาบางพวกสำคัญแผ่นดินว่าเป็นแผ่นดิน...  พระองค์ผู้มีพระจักษุในโลกจักอันตรธานเสียเร็วนัก
ดังนี้   ส่วนเทวดาที่ปราศจากราคะแล้ว   มีสติสัมปชัญญะ อดกลั้นโดยธรรมสังเวชว่า   
สังขารทั้งหลายไม่ที่ยงข้อนั้น   จะหาได้ในสังขารนี้แต่ที่ไหน.
 

สังเวชนียสถาน  ๔  ตำบล (เล่มสีน้ำเงินที่ 13 หน้าที่ 308)
          [๑๓๑] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ในกาลก่อน พวกภิกษุอยู่จำพรรษาในทิศทั้งหลาย
พากันมาเพื่อเห็นพระตถาคต   พวกข้าพระองค์ ย่อมได้เห็นได้เข้าไปนั่งใกล้ 
ภิกษุผู้ให้เจริญใจเหล่านั้น  พวกข้าพระองค์  โดยล่วงไปแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า จักไม่ได้เห็น 
จักไม่ได้เข้าไปนั่งใกล้ภิกษุผู้ให้เจริญใจ.
          ดูก่อนอานนท์  สังเวชนียสถาน  ๔ แห่งเหล่านี้  เป็นที่ควรเห็นของกุลบุตรผู้มีศรัทธา. 
สังเวชนียสถาน ๔ เป็นไฉน.   สังเวชนียสถานเป็นที่ควรเห็นของกุลบุตรผู้มีศรัทธาด้วยระลึกว่า 
พระตถาคตประสูติในที่นี่ ๑   สังเวชนียสถานเป็นที่ควรเห็นของกุลบุตรผู้มีศรัทธาด้วยระลึกว่า 
พระตถาคตตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในที่นี้ ๑    สังเวชนียสถานเป็นที่ควรเห็นของกุลบุตรผู้มีศรัทธา
ด้วยระลึกว่า  พระตถาคตยังธรรมจักรอันยวดยิ่งให้เป็นไปแล้วในที่นี้  ๑   สังเวชนียสถานเป็นที่ควรเห็น
ของกุลบุตรผู้มีศรัทธาด้วยระลึกว่า   พระตถาคตเสด็จปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุในที่นี้  ๑ 
อานนท์ สังเวชนียสถาน ๔ แห่งเหล่านั้นแล   เป็นที่ควรเห็นของกุลบุตรผู้มีศรัทธา   ภิกษุ ภิกษุณี
อุบาสก  อุบาสิกา      ผู้มีศรัทธาจักมาด้วยระลึกถึงว่า พระตถาคตประสูติในที่นี้บ้าง   
พระตถาคตตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในที่นี้บ้าง    พระตถาคตยังธรรมจักรอันยวดยิ่ง
ให้เป็นไปในที่นี้บ้าง   พระตถาคตเสร็จปรินิพพานแล้วด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุในที่นี้บ้าง 
ดูก่อนอานนท์ชนเหล่าใดเที่ยวจาริกไปยังเจดีย์มีจิตเลื่อมใส   จักกระทำกาละ
ชนเหล่านั้นทั้งหมดเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก   จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์.
 

วิธีปฏิบัติในสตรี  และพระพุทธสรีระ (เล่มสีน้ำเงินที่ 13 หน้าที่ 309)
          [๑๓๒]  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   
พวกข้าพระองค์จะปฏิบัติในมาตุคามอย่างไร.  ไม่ดู อานนท์
เมื่อมีการดูจะพึงปฏิบัติอย่างไร.    ไม่พูดด้วยอานนท์. 
เมื่อมีการพูดจะพึงปฏิบัติอย่างไร พึ่งตั้งสติไว้ อานนท์.


          [๑๓๓]  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   
พวกข้าพระองค์จะปฏิบัติในพระสรีระของพระตถาคตอย่างไร.   
อานนท์ พวกเธออย่าขวนขวายเพื่อบูชาสรีระของพระตถาคตเลย 
พวกเธอจงสืบต่อในประโยชน์ตน  ประกอบตามในประโยชน์ตน
ไม่ประมาทในประโยชน์ตน   มีตนส่งไปแล้วอยู่เถิด อานนท์

กษัตริย์ผู้เป็นบัณฑิตบ้าง   พราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิตบ้าง   คฤหบดีผู้เป็นบัณฑิตบ้าง     
เลื่อมใสในพระตถาคตมีอยู่  เขาเหล่านั้นจักกระทำการบูชาสรีระของพระตถาคตเอง. 

ก็ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญพึงปฏิบัติในพระสรีระของพระตถาคตอย่างไร. 
พึงปฏิบัติในพระสรีระของพระตถาคต เหมือนที่เขาปฏิบัติในพระสรีระของพระเจ้าจักรพรรดิ.
เขาปฏิบัติในพระสรีระของพระเจ้าจักรพรรดิเป็นอย่างไร อานนท์
เขาห่อพระสรีระของพระเจ้าจักรพรรดิด้วยผ้าใหม่   ครั้นห่อแล้วซับด้วยสำลี   
ครั้นซับด้วยสำลีแล้ว  ห่อด้วยผ้าใหม่  โดยอุบายนี้  ห่อพระสรีระของพระเจ้าจักรพรรดิด้วยผ้า ๕๐๐ คู่   
เชิญลงในรางเหล็กอันเต็มด้วยน้ำมัน   ครอบด้วยรางเหล็กอื่น  กระทำจิตกาธานด้วยของหอมทุกชนิด
ถวายพระเพลิงพระสรีระของพระเจ้าจักรพรรดิ  สร้างพระสถูปของพระเจ้าจักรพรรดิไว้ในทางใหญ่
๔ แพร่ง อานนท์ เขาปฏิบัติในพระสรีระของพระเจ้าจักรพรรดิอย่างนี้แล้ว   พึงปฏิบัติในพระสรีระของ
พระตถาคตเหมือนเขาปฏิบัติในพระสรีระของพระเจ้าจักรพรรดิฉะนั้น   พึงสร้างพระสถูปของพระตถาคต
ไว้ในทางใหญ่ ๔ แพร่ง ชนเหล่าใด  จักยกขึ้นซึ่งมาลัยของหอมหรือจุณ  จักอภิวาท หรือยังจิตให้เลื่อมใส
ในพระสถูปนั้น  ข้อนั้นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์    เพื่อความสุขแก่ชนเหล่านั้นตลอดกาลนาน.
 

ถูปารหบุคคล  ๔   (เล่มสีน้ำเงินที่ 13 หน้าที่ 310)
          [๑๓๔]  ดูก่อนอานนท์    ถูปารหบุคคล  ๔  เหล่านี้.   ถูปารหบุคคล  ๔  เป็นไฉน. 
คือ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๑   พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า  ๑   สาวกของพระตถาคต ๑ 
พระเจ้าจักรพรรดิ ๑. 
          ดูก่อนอานนท์   เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์อะไร  พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า 
จึงเป็นถูปารหบุคคล.  ชนเป็นอันมาก  ย่อมยังจิตให้เลื่อมใสว่า  นี้เป็นพระสถูปของ
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น    ชนเหล่านั้น   ยังจิตให้เลื่อมใสพระสถูปนั้นแล้ว 
เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก   ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์  อานนท์  เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์นี้แล
พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า   จึงเป็นถูปารหบุคคล.       
          ดูก่อนอานนท์  เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์อะไร ๆ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า  จึงเป็นถูปารหบุคคล 
ชนเป็นอันมาก  ยังจิตให้เลื่อมใสว่า นี้เป็นสถูปของพระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น   ชนเหล่านั้นยังจิตให้เลื่อมใส
ในสถูปนั้นแล้วเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตกย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์  อานนท์  เพราะอาศัยอำนาจ
ประโยชน์นี้แล พระปัจเจกสัมพุทธาเจ้าจึงเป็นถูปารหบุคคล.
          ดูก่อนอานนท์  เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์อะไร  สาวกของพระตถาคตจึงเป็นถูปารหบุคคล.   
ชนเป็นอันมาก  ยังจิตให้เลื่อมใสว่า  นี้เป็นสถูปสาวกของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระองค์นั้น   ชนเหล่านั้นยังจิตให้เลื่อมใสในสถูปนั้นแล้วเบื้องหน้าแต่ตาย  เพราะกายตาย 
ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์  อานนท์  เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์นี้แล  สาวกของพระตถาคต
จึงเป็นถูปารหบุคคล.
          ดูก่อนอานนท์  เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์อะไร  พระเจ้าจักรพรรดิจึงเป็นถูปารหบุคคล
ชนเป็นอันมาก  ยังจิตให้เลื่อมใสว่า  นี้เป็นพระสถูปของพระธรรมราชา  ผู้ทรงธรรมพระองค์นั้น
ชนเหล่านั้น  ยังจิตให้เลื่อมใสในพระสถูปนั้นแล้ว  เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก   
ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์อานนท์    เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์นี้แล   พระเจ้าจักรพรรดิ
จึงเป็นถูปารหบุคคลอานนท์  ถูปารหบุคคล  ๔  เหล่านี้แล.
 

ประทานโอวาทแก่พระอานนท์  (เล่มสีน้ำเงินที่ 13 หน้าที่ 311)
           [๑๓๕]  ครั้งนั้น  ท่านพระอานนท์เข้าไปสู่วิหาร  ยืนเหนี่ยวสลักเพชรร้องไห้อยู่ว่า   
เรายังเป็นเสขบุคคลมีกิจที่จะต้องทำอยู่  แต่พระศาสดาของเราซึ่งเป็นผู้อนุเคราะห์เรา   
ก็จักปรินิพพานเสีย    ลำดับนั้น    พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งถามภิกษุทั้งหลายว่า 
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   อานนท์อยู่ที่ไหน.   พวกภิกษุกราบทูลว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ 
ท่านพระอานนท์นั่นเข้าไปสู่วิหารยืนเหนี่ยวสลักเพชร  ร้องไห้อยู่ว่าเรายังเป็นเสขบุคคลมีกิจ
ที่จะต้องทำอยู่     แต่พระศาสดาของเราซึ่งเป็นผู้อนุเคราะห์เราก็จักปรินิพพานเสีย.     
ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า     จึงรับสั่งกะภิกษุรูปหนึ่งว่า   เธอจงไปเถิด   ภิกษุ   
จงบอกอานนท์ตามคำของเราว่า     ท่านอานนท์พระศาสดารับสั่งหาท่านภิกษุนั้น
ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว  เข้าไปหาท่านพระอานนท์       ครั้นเข้าไปหาแล้ว 
บอกท่านพระอานนท์ว่า   ท่านอานนท์    พระศาสดารับสั่งหาท่าน.     ท่านพระอานนท์รับคำ
ภิกษุนั้นแล้ว  เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า  ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว    ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า
นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
          พระผู้มีพระภาคเจ้า รับสั่งกะท่านพระอานนท์ผู้นั่งเรียบร้อยแล้วว่า อย่าเลย อานนท์ 
เธออย่าเศร้าโศกร่ำไรไปเลย  เราได้บอกไว้ก่อนแล้วไม่ใช่หรือว่า  ความเป็นต่าง ๆ  ความพลัดพราก   
ความเป็นอย่างอื่นจากของรักของชอบใจทั้งสิ้นต้องมี    ข้อนั้นจะหาได้ในของรักของชอบใจนี้
แต่ที่ไหนเล่า  สิ่งใดเกิดแล้ว   มีแล้ว  ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว   มีความทำลายเป็นธรรมดา  ความปรารถนาว่า
ขอสิ่งนั้นอย่าทำลายไปเลยดังนี้    นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้   อานนท์  เธอได้เป็นอุปัฏฐากตถาคต
ด้วยกายกรรม  วจีกรรม  มโนกรรม อันประกอบด้วยเมตตา เป็นประโยชน์เกื้อกูล  เป็นความสุขไม่มีสอง 
หาประมาณมิได้มาช้านาน  เธอได้กระทำบุญไว้แล้ว   อานนท์  จงประกอบความเพียรเถิด   
เธอจักเป็นผู้ไม่มีอาสวะโดยฉับพลัน.

 

ตรัสสรรเสริญพระอานนท์  (เล่มสีน้ำเงินที่ 13 หน้าที่ 312)
          ลำดับนั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า   
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   แม้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายใด  ได้มีแล้ว.
          ในอดีต   ภิกษุผู้อุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเป็นอย่างยิ่ง  เหมือนอานนท์ผู้เป็นอุปัฏฐาก
แห่งเรา   แม้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายใดจักมีในอนาคตกาล  ภิกษุผู้อุปัฏฐากของ
พระมีพระภาคเจ้านั้นเป็นอย่างยิ่ง  เหมือนอานนท์ผู้เป็นอุปัฏฐากแห่งเรา  อานนท์เป็นบัณฑิต   
ย่อมรู้ว่านี้เป็นกาลเพื่อจะเข้าเฝ้าพระตถาคต  นี้เป็นกาลของพวกภิกษุ  นี้เป็นกาลของพวกภิกษุณี   
นี้เป็นกาลของพวกอุบาสก  นี้เป็นกาลของพวกอุบาสิกา  นี้เป็นกาลของพระราชานี้เป็นกาลของ
พระราชมหาอำมาตย์   นี้เป็นกาลของพวกเดียรถีย์   นี้เป็นกาลของสาวกเดียรถีย์.
 

อัพภูตธรรม  ๔  (เล่มสีน้ำเงินที่ 13 หน้าที่ 313)
          [๑๓๖]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  อัพภูตธรรมน่าอัศจรรย์ ๔  อย่างเหล่านี้  มีอยู่ในพระอานนท์
อัพภูตธรรม  ๔  อย่างเป็นไฉน.   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ถ้าภิกษุบริษัท เข้าไปใกล้เพื่อจะเห็นอานนท์ 
ภิกษุบริษัทนั้น  ย่อมยินดีด้วยการที่ได้เห็น  ถ้าอานนท์แสดงธรรมในภิกษุบริษัทนั้น  ภิกษุบริษัทนั้น 
ก็ย่อมยินดี  แม้ด้วยธรรมที่แสดงแล้ว  ภิกษุบริษัทยังไม่อิ่มเลย  อานนท์ย่อมนิ่งไปในเวลานั้น 
ถ้าภิกษุณีบริษัท.   อุบาสกบริษัท. .   อุบาสิกาบริษัท  เข้าไปใกล้เพื่อจะเห็นอานนท์ อุบาสิกาบริษัทนั้น
ย่อมยินดีด้วยการที่ได้เห็น ถ้าอานนท์แสดงธรรมในอุบาสิกาบริษัทนั้น อุบาสิกานั้น  ก็ยินดีแม้ด้วยธรรม
ที่แสดงแล้ว   อุบาสิกาบริษัทยังไม่อิ่มเลย  อานนท์ย่อมนิ่งไปในเวลานั้น  ภิกษุทั้งหลาย  อัพภูตธรรมน่า
อัศจรรย์  ๔  อย่างเหล่านี้แล     มีอยู่ในอานนท์.
          ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  อัพภูตธรรมน่าอัศจรรย์  ๔  อย่างเหล่านี้   มีอยู่ในพระเจ้าจักรพรรดิ. 
ถ้าขัตติยบริษัทเข้าไปเฝ้าพระเจ้าจักรพรรดิ   ขัตติยบริษัทนั้น  ย่อมยินดีด้วยการที่ได้เข้าเฝ้า 
ถ้าพระเจ้าจักรพรรดิมีพระดำรัสในขัตติยบริษัทนั้น  ขัตติยบริษัทนั้น  ก็ยินดีแม้ด้วยพระดำรัส 
ขัตติยบริษัทยังไม่อิ่มเลย   พระเจ้าจักรพรรดิย่อมทรงนิ่งในเวลานั้น.   ถ้าพราหมณบริษัท... 
คฤหบดีบริษัท...สมณบริษัท   เข้าไปเฝ้าพระเจ้าจักรพรรดิ   สมณบริษัทนั้นย่อมยินดีด้วยการที่ได้เข้าเฝ้า 
ถ้าพระเจ้าจักรพรรดิมีพระดำรัสในสมณบริษัทนั้น  สมณบริษัทนั้นก็ยินดี.   แม้ด้วยพระดำรัส 
สมณบริษัทนั้นยังไม่อิ่มเลยพระจักรพรรดิย่อมทรงนิ่งไปในเวลานั้น.
          ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  อัพภูตธรรมน่าอัศจรรย์ ๔ อย่าง  มิอยู่ในอานนท์ฉันนั้นเหมือนกัน   
ถ้าภิกษุบริษัทเข้าไปใกล้เพื่อจะเห็นอานนท์    ภิกษุบริษัทนั้นย่อมยินดีด้วยการที่ได้เห็น       
ถ้าอานนท์แสดงธรรมในภิกษุบริษัทนั้น  ภิกษุบริษัทนั้นย่อมยินดี  แม้ด้วยธรรมที่แสดงแล้ว   
ภิกษุบริษัทยังไม่อิ่มเลยอานนท์ย่อมนิ่งไปในเวลานั้น.  ถ้าภิกษุณีบริษัท. . .อุบาสกบริษัท. . .
อุบาสิกาบริษัทเข้าไปหาได้เห็นอานนท์  อุบาสิกาบริษัทนั้น  ย่อมยินดีด้วยการที่ได้เห็น     
ถ้าอานนท์แสดงธรรมในอุบาสิกาบริษัทนั้น    อุบาสิกาบริษัทนั้น  ก็ยินดีแม้ด้วยธรรมที่แสดงแล้ว 
อุบาสิกาบริษัทยังไม่อิ่มเลยอานนท์ย่อมนิ่งไปในเวลานั้น. 
ภิกษุทั้งหลาย    อัพภูตธรรมน่าศจรรย์  ๔  อย่างเหล่านี้แล  มีอยู่ในอานนท์.
 

ตรัสเรื่องเมืองกุสินารา  (เล่มสีน้ำเงินที่ 13 หน้าที่ 314)
          [๑๓๗] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว  ท่านพระอานนท์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  พระผู้มีพระภาคเจ้าอย่าเสด็จปรินิพพานในเมืองเล็ก   เมืองดอนกิ่งเมืองนี้เลย   
เมืองใหญ่เหล่าอื่นมีอยู่คือ  เมืองจัมปา  เมืองราชคฤห์  เมืองสาวัตถี  เมืองสาเกต   เมืองโกสัมพี 
เมืองพาราณสี  ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพานในเมืองเหล่านี้เถิด  กษัตริย์มหาศาล 
พราหมณมหาศาล  คฤหบดีมหาศาลที่เลื่อมใสในพระตถาคตมีอยู่มากในเมืองเหล่านี้ 
ท่านเหล่านั้นจักกระทำสักการะบูชาสรีระของพระตถาคต.   
          พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า   ดูก่อนอานนท์  เธออย่าได้กล่าวอย่างนี้ เธออย่าได้กล่าวอย่างนี้ว่า 
เมืองเล็ก   เมืองดอน   กิ่งเมืองดังนี้เลยแต่ปางก่อนมีพระเจ้าจักรพรรดิ  ทรงพระนามว่ามหาสุทัสสนะ 
ผู้ทรงธรรมเป็นพระราชาโดยธรรม ธรรมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน  มีมหาสมุทร ๔ เป็นขอบเขต   
ทรงชนะแล้วมีพระราชอาณาจักรมั่นคงสมบูรณ์ด้วยแก้ว  ๗  ประการ  เมืองกุสินารานี้  มีนามว่า กุสาวดี
เป็นราชธานีของพระเจ้ามหาสุทัสสนะ  โดยยาวด้านทิศบูรพา  และทิศประจิม  ๑๒ โยชน์   
โดยกว้างด้านทิศอุดรและทิศทักษิณ ๗  โยชน์ กุสาวดีเป็นราชธานี  เป็นเมืองที่มั่งคั่งรุ่งเรืองมีชนมาก 
มนุษย์หนาแน่น  และมีภิกษาหาได้ง่าย   ดูก่อนอานนท์  อาลกมันทาราชธานีแห่งเทพเจ้าทั้งหลาย
เป็นเมืองที่มั่งคั่งรุ่งเรืองมีชนมากมาก   ยักษ์หนาแน่น  และมีภิกษาหาได้ง่าย   
แม้ฉันใด  กุสาวดีราชธานีก็ฉันนั้นเหมือนกัน  เป็นเมืองที่มั่งคั่งรุ่งเรืองมีชนมากมนุษย์หนาแน่น   
และมีภิกษาหาได้ง่าย   กุสาวดีราชธานีมิได้เงียบจากเสียงทั้ง  ๑๐ ทั้งกลางวันและกลางคืน   
คือ   เสียงช้าง   เสียงม้า    เสียงรถ  เสียงกลอง  เสียงตะโพน เสียงพิณ  เสียงขับร้อง  เสียงกังสดาล 
เสียงประโคมและเสียงเป็นที่  ๑๐ ว่า  ท่านทั้งหลายจงบริโภคจงดื่ม  จงเคี้ยวกิน  จงไปเถิด  อานนท์   
เธอจงเข้าไปในเมืองกุสินาราแล้ว   บอกแก่พวกมัลลกษัตริย์เมืองกุสินาราว่า   ดูก่อนวาสิฏฐทั้งหลาย 
พระตถาคตจักปรินิพพานในปัจฉิมยามแห่งราตรีในวันนี้ พวกท่านจงรีบออกไปเถิด   
พวกท่านอย่าได้มีความร้อนใจในภายหลังว่า  พระตถาคตได้ปรินิพพานในคามเขตของพวกเรา 
พวกเราไม่ได้เข้าไปเฝ้า  พระตถาคตในกาลครั้งสุดท้าย.  ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว  นุ่งแล้ว  ถือบาตรและจีวรเข้าไปในเมืองกุสินาราลำพังผู้เดียว.


แจ้งข่าวมัลลกษัตริย์  (เล่มสีน้ำเงินที่ 13 หน้าที่ 315)
          สมัยนั้น  มัลลกษัตริย์เมืองกุสินารา  ประชุมกันอยู่ที่สัณฐาคาร  ด้วยกรณียกิจบางอย่าง
ลำดับนั้น  ท่านพระอานนท์เข้าไปยังสัณฐาคารของมัลลกษัตริย์เมืองกุสินารา ได้บอกแก่พวก
มัลลกษัตริย์เมืองกุสินาราว่า  ดูก่อนวาสิฏฐทั้งหลาย   พระตถาคตจักปรินิพพานในปัจฉิมยาม
แห่งราตรีในวันนี้แหละพวกท่านจงรีบออกไปเถิด  พวกท่านอย่าได้มีความร้อนใจในภายหลังว่า 
พระตถาคตได้ปรินิพพานในคามเขตของพวกเรา    พวกเราไม่ได้เฝ้าตถาคตในกาลครั้งสุดท้าย.   
พวกมัลลกษัตริย์   พระโอรส  สุณิสาและปชาบดี  ได้สดับคำนี้ของท่านพระอานนท์แล้ว 
เป็นทุกข์เสียพระทัย  เปี่ยมไปด้วยความทุกข์ใจ  บางพวกสยายพระเกศา  ประคองหัตถ์ทั้งสอง
คร่ำครวญอยู่ล้มลงกลิ้งเกลือกไปมาเหมือนมีพระบาทอันขาดแล้ว ทรงรำพันว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
จักปรินิพพานเร็วนัก  พระสุคตจักปรินิพพานเร็วนัก  พระองค์ผู้มีพระจักษุในโลก จักอันตรธานเสียเร็วนัก.
          ครั้งนั้น  พวกมัลลกษัตริย์   พระโอรส  สุณิสาและปชาบดี เป็นทุกข์เสียพระทัย     
เปี่ยมไปด้วยความทุกข์ใจ  เสด็จเข้าไปยังสาลวัน  อันเป็นที่แวะพักของพวกมัลลกษัตริย์   
เสด็จเข้าไปหาท่านพระอานนท์.  ท่านพระอานนท์ได้มีความดำริว่า   ถ้าเราให้พวกมัลลกษัตริย์
เมืองกุสินาราถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าทีละองค์ ๆ  พวกมัลลกษัตริย์เมืองกุสินาราจัก
มิได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าทั่วกัน   ราตรีนี้จักสว่างเสีย     ถ้ากระไรเราควรจัดให้พวกมัลลกษัตริย์
เมืองกุสินาราถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยลำดับสกุล ๆ ด้วย กราบทูลว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ     
มัลลกษัตริย์มีนามอย่างนี้     พร้อมด้วยโอรสชายา  บริษัทและอำมาตย์ถวายบังคมพระบาททั้งสอง
ของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า.    โดยอุบายเช่นนี้ท่านพระอานนท์   ยังพวกมัลลกษัตริย์
เมืองกุสินาราให้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าเสร็จโดยปฐมยามเท่านั้น.


เรื่องสุภัททปริพาชก  (เล่มสีน้ำเงินที่ 13 หน้าที่ 317)
          [๑๓๘]  สมัยนั้น   สุภัททปริพาชก   อาศัยอยู่ในเมืองกุสินารา.   สุภัททปริพาชกได้ฟังว่า
พระสมณโคดม   จักปรินิพพานในปัจฉิมยามแห่งราตรีในวันนี้.   ลำดับนั้น  สุภัททปริพาชก
ได้มีความดำริว่า   เราได้ฟังคำนั้นของพวกปริพาชกผู้เฒ่าผู้แก่   ซึ่งเป็นอาจารย์และปาจารย์   
กล่าวอยู่ว่าพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า   ย่อมอุบัติขึ้นในโลกในบางครั้งบางคราว 
พระสมณโคดมจักปรินิพพานในปัจฉิมยามแห่งราตรีวันนี้แหละ  อนึ่ง  ธรรมอันเป็นที่สงสัยนี้
ซึ่งบังเกิดขึ้นแก่เราก็มีอยู่    เราเลื่อมใสในพระสมณโคดมอย่างนี้ว่า  พระสมณโคดม 
ย่อมสามารถเพื่อแสดงธรรมแก่เรา  ที่เราจะพึงละธรรมอันเป็นที่สงสัยนี้ได้.
          ลำดับนั้น  สุภัททปริพาชก   เข้าไปหาท่านพระอานนท์ที่สาลวัน     อันเป็นที่แวะพัก
ของพวกมัลลกษัตริย์     ครั้นเข้าไปหาแล้ว     จึงได้กล่าวกะท่านพระอานนท์ว่า ท่านอานนท์
ข้าพเจ้าได้ฟังคำของพวกปริพาชก...ที่เราจะพึงละธรรมอันเป็นที่สงสัยนี้ได้     
ท่านอานนท์   ข้าพเจ้านั้น    ขอได้เฝ้าพระสมณโคดม.  เมื่อสุภัททปริพาชกกล่าวอย่างนี้แล้ว 
ท่านพระอานนท์กล่าวว่า      อย่าเลยสุภัททะ    อย่าเบียดเบียนพระตถาคตเลย   
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเหน็ดเหนื่อย.   แม้ครั้งที่สอง...แม้ครั้งที่สามสุภัททปริพาชกก็กล่าว
กะท่านพระอานนท์ว่า...
          พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงสดับคำเจรจาของท่านพระอานนท์กับสุภัททปริพาชกแล้ว. 
จึงตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า อย่าเลย อานนท์ อย่าห้ามสุภัททะเลย  สุภัททะจงได้เฝ้าพระตถาคตเถิด   
สุภัททะจักถามปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งกะเรา  มุ่งเพื่อความรู้มิใช่มุ่งเพื่อความเบียดเบียน 
อนึ่ง  เราอันสุภัททะถามแล้วจักพยากรณ์ข้อความแก่สุภัททนะนั้นได้เขาจักรู้ข้อความนั้นได้โดยฉับพลัน.
          ท่านพระอานนท์ได้กล่าวกะท่านสุภัททปริพาชกว่า  ไปเถิด  สุภัททะ  พระผู้มีพระภาคเจ้า
ประทานโอกาสแก่ท่าน.   สุภัททปริพาชกจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า  ชื่นชมกับ
พระผู้มีพระภาคเจ้า   ให้ถ้อยคำเป็นที่ชื่นชมให้ระลึกถึงกันผ่านพ้นไปแล้ว  นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.   
สุภัททปริพาชกกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ  สมณพราหมณ์เหล่าใด 
เป็นเจ้าหมู่  เป็นเจ้าคณะ  เป็นคณาจารย์  มีชื่อเสียง  มียศ  เป็นเจ้าลัทธิ  ชนเป็นอันมากสมมติว่า
เป็นคนดี   คือ บูรณกัสสปะ  มักขลิโคสาละ อชิตเกสกัมพละ ปกุธกัจจายนะ  สัญชยเวลัฎฐบุตร
นิครณฐนาฎบุตร  สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดตรัสรู้แล้ว ตามปฏิญญาของตน
หรือทั้งหมดไม่ได้ตรัสรู้  หรือว่าบางพวกไม่ได้ตรัสรู้.   อย่าเลยสุภัททะข้อนั้นหยุดไว้ก่อน. . .


ทรงแสดงธรรมแก่สุภัททะ  (เล่มสีน้ำเงินที่ 13 หน้าที่ 318)
          เราจะแสดงธรรมแก่ท่าน ท่านจงฟังธรรมนั้น  จงใส่ใจให้ดี   เราจักกล่าว  สุภัททปริพาชก
ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว.  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนสุภัทะ. 
อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ หาไม่ได้ในธรรมวินัยใด  แม้สมณะที่  ๑  ที่  ๒  ที่  ๓  ที่  ๔   
ก็หาไม่ได้ในธรรมวินัยนั้น สุภัททะ อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ หาได้ในธรรมวินัยใด 
แม้สมณะที่ ๑ ที่ ๒  ที่ ๓ ที่ ๔   หาได้ในธรรมวินัยนั้น  สุภัททะ  อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์  ๘   
หาได้ในธรรมวินัยนี้    สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่  ๓  ที่ ๔  ก็มีอยู่ในธรรมวินัยนี้  ลัทธิอื่น ๆ ว่างจากสมณะผู้รู้ 
สุภัททะ ก็ภิกษุเหล่านี้   พึงอยู่โดยชอบโลกจะไม่พึงว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลาย.
          [๑๓๙]  ดูก่อนสุภัททะเรามีวัย ๒๙ ปี   บวชแล้วแสวงหาว่าอะไรเป็นกุศล 
ตั้งแต่เราบวชแล้วนับได้  ๕๑  ปี  แม้สมณะเป็นไปในประเทศแห่งธรรมเป็นเครื่องนำออก 
ไม่มีในภายนอกแต่ธรรมวินัยนี้.

          สมณะที่  ๑ ที่  ๒ ที่ ๓ ที่ ๔    ไม่มีลัทธิอื่นว่างจากสมณะผู้รู้.  สุภัททะ ภิกษุเหล่านี้พึงอยู่
โดยชอบ  โลกไม่พึงว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลาย.
 

ติตถิยปริวาส  (เล่มสีน้ำเงินที่ 13 หน้าที่ 319)
          [๑๔๐]   เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว สุภัททปริพาชกกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า 
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์
แจ่มแจ้งนัก  บุคคลหงายของที่คว่ำ  เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง  หรือส่องประทีปในที่มืด
ผู้มีจักษุจักเห็นรูปฉันใด  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศธรรม  โดยอเนกปริยายฉันนั้นเหมือนกัน 
ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า  พระธรรม  พระภิกษุสงฆ์ ว่า  เป็นสรณะ  ข้าพระองค์
พึงได้บรรพชา     อุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า.     
          พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าดูก่อนสุภัททะ  ผู้ใดเคยเป็นอัญญเดียรถีย์หวังบรรพชาอุปสมบท
ในธรรมวินัยนี้  ผู้นั้นต้องอยู่ปริวาส ๔ เดือน.   ต่อล่วง ๔  เดือนแล้ว   ภิกษุทั้งหลายมีจิตยินดีแล้ว 
จึงให้บรรพชาอุปสมบทเพื่อความเป็นภิกษุ  แต่ว่าเรารู้บุคคลต่างกันในข้อนี้. สุภัททปริพาชกกราบทูลว่า 
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  หากผู้เคยเป็นอัญญเดียรถีย์  หวังบรรพชาอุปสมบทในธรรมวินัยนี้ จะต้องอยู่ปริวาส
๔  เดือน    ต่อล่วง ๔ เดือนแล้ว    ภิกษุทั้งหลายมีจิตยินดีแล้ว  จึงให้บรรพชาอุปสมบทเพื่อความเป็นภิกษุ
ข้าพระองค์จักอยู่ปริวาส๔ ปี  ต่อล่วง  ๔  ปีแล้ว ขอภิกษุทั้งหลายมีจิตยินดีแล้ว   จงให้บรรพชาอุปสมบท
เพื่อความเป็นภิกษุเถิด.


สุภัททสำเร็จอรหัต  (เล่มสีน้ำเงินที่ 13 หน้าที่ 320)
          ลำดับนั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า   ดูก่อนอานนท์ ถ้าเช่นนั้น 
เธอจงให้สุภัททปริพาชกบวชเถิด.  ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว.
สุภัททปริพาชกได้กล่าวกะท่านพระอานนท์ว่า    ดูก่อนท่านอานนท์ผู้มีอายุ  ลาภของท่าน 
ท่านได้ดีแล้ว ที่พระศาสดาทรงอภิเษกด้วยอันเตวาสิกาภิเษก  ที่เฉพาะพระพักตร์ในพระศาสนานี้.     
สุภัททปริพาชก  ได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว.   
ก็ท่านสุภัททะอุปสมบทแล้วไม่นาน   หลีกออกไปอยู่แต่ผู้เดียวเป็นผู้ไม่ประมาท  มีความเพียร
มีตนส่งไปแล้วอยู่ไม่ช้านานนัก   ทำให้แจ้งที่สุดพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยมที่กุลบุตรทั้งหลาย   
ผู้มีความต้องการออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเอง
ในทิฏฐธรรมเข้าถึงอยู่  รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว   กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว 
กิจเพื่อความเป็นอย่างนี้  มิได้มี.   ท่านสุภัททะรูปหนึ่งได้เป็นพระอรหันต์. 
ท่านเป็นสักขิสาวกองค์สุดท้ายของพระผู้มีพระภาคเจ้า.

จบภาณวารที่  ๕


บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: