หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
หน้า: [1]   ลงล่าง
ผู้เขียน หัวข้อ: ธรรมจักกัปปวัตตน "ปฐมตถาคตสูตร"  (อ่าน 4491 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 897

Email : workshop773@hotmail.com



ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
ปฐมเทศนา

เล่มที่ 6 หน้า 44 – 49 (เล่มน้ำเงิน)

[๑๓]  ลำดับนั้น    พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะพระปัญจวัคดีย์ว่า   
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ที่สุด  ๒  อย่างนี้อันบรรพชิตไม่ควรเสพคือ. การประกอบตนให้พัวพันด้วยกามสุขในกามทั้งหลาย เป็นธรรมอันเลว เป็นของชาวบ้าน  เป็นของปุถุชน   ไม่ใช่ของพระอริยะ   ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑.  การประกอบความเหน็ดเหนื่อยแก่ตน    เป็นความลำบาก   ไม่ใช่ของพระอริยะ  ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ปฏิปทาสายกลาง  ไม่เข้าไปใกล้ที่สุดสองอย่าง นั้นนั่นตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง   ทำดวงตาให้เกิด   ทำญาณให้เกิด  ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ   เพื่อความรู้ยิ่งเพื่อความตรัสรู้  เพื่อนิพพาน.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็ปฏิปทาสายกลาง  ที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง     ทำดวงตาให้เกิด  ทำญาณให้เกิด  ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ  เพื่อความรู้ยิ่ง  เพื่อความตรัสรู้  เพื่อนิพพานนั้น  เป็นไฉน ?  ปฏิปทาสายกลางนั้น  ได้แก่อริยมรรคมีองค์  ๘   นี้แหละ  คือ ปัญญาอันเห็นชอบ ๑  ความดำริชอบ ๑  เจรจาชอบ ๑  การงานชอบ ๑  เลี้ยงชีวิตชอบ ๑ พยายามชอบ ๑
ระลึกชอบ  ๑  ตั้งจิตชอบ  ๑.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แลคือปฏิปทาสายกลายนั้น  ที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่ง     ทำดวงตาให้เกิด  ทำญาณได้เกิด  ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ  เพื่อความรู้ยิ่ง  เพื่อความตรัสรู้   เพื่อนิพพาน.

[๑๔]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ข้อนี้แลเป็นทุกขอริยสัจ  คือ  ความเกิดก็เป็นทุกข์  ความแก่ก็เป็นทุกข์  ความเจ็บไข้ก็เป็นทุกข์  ความตายก็เป็นทุกข์  ความประจวบด้วยสิ่งที่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์  ความพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์  ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์  โดยย่นย่อ  อุปาทานขันธ์  ๕  เป็นทุกข์

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ข้อนี้แลเป็นทุกขสมุทยอริยสัจ  คือตัณหาอันทำให้เกิดอีกประกอบด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิน  มีปรกติเพลิดเพลินในอารมณ์นั้น ๆ  คือ  กามตัณหาภวตัณหา  วิภวตัณหา.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ข้อนี้แลเป็นทุกขนิโรธอริยสัจ  คือ  ตัณหานั่นแลดับ  โดยไม่เหลือด้วยมรรคคือวิราคะ  สละ  สละคืน  ปล่อยไป  ไม่พัวพัน.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ คือ อริยมรรค  มีองค์ ๘  นี้แหละคือ  ปัญญาเห็นชอบ ๑. . .  ตั้งจิตชอบ  ๑. 

[๑๕]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดวงตา  ญาณ  ปัญญา   วิชชา  แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้ว แก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่านี้ทุกขอริยสัจ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ดวงตา   ญาณ   ปัญญา  วิชชา  แสงสว่าง  ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า  ทุกขอริยสัจนี้นั้นแลควรกำหนดรู้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ดวงตา  ญาณ  ปัญญา  วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่าทุกขอริยสัจนี้นั้นแล   เราก็ได้กำหนดรู้แล้ว.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ดวงตา  ญาณ  ปัญญา  วิชชา  แสงสว่าง  ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่านี้ทุกขสมุทยอริยสัจ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ดวงตา  ญาณ  ปัญญา  วิชชา  แสงสว่าง  ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่าทุกขสมุทยอริยสัจนี้นั้นแล   ควรละเสีย.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ดวงตา  ญาณ  ปัญญา  วิชชา  แสงสว่าง  ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่าทุกขสมุทยอริยสัจนี้นั้นแล    เราได้ละแล้ว.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ดวงตา ญาณ  ปัญญา  วิชชา  แสงสว่าง  ได้เกิด ขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่านี้ทุกขนิโรธอริยสัจ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดวงตา  ญาณ ปัญญา  วิชชา  แสงสว่าง   ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่าทุกขนิโรธอริยสัจนี้นั้นแลควรทำให้แจ้ง.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ดวงตา  ญาณ  ปัญญา  วิชชา  แสงสว่าง  ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่าทุกขนิโรธอริยสัจนี้นั้นแล   เราทำให้แจ้งแล้ว.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ดวงตา  ญาณ  ปัญญา  วิชชา  แสงสว่าง  ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่านี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ดวงตา  ญาณ  ปัญญา  วิชชา  แสงสว่าง  ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่าทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้นั้นแล   ควรให้เจริญ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ดวงตา  ญาณ  ปัญญา  วิชชา  แสงสว่าง  ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่าทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้นั้นแล     เราให้เจริญแล้ว.
 
ญาณทัสสนะมีรอบ  ๓  มีอาการ  ๑๒

[๑๖]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงของเราในอริยสัจ ๔ นี้ 
มีรอบ  ๓   มีอาการ  ๑๒  อย่างนี้   ยังไม่หมดจดดีแล้ว  เพียงใด

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   เรายังยืนยันไม่ได้ว่า  เป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ   อันยอดเยี่ยมในโลกพร้อมทั้งเทวโลก  มารโลก  พรหมโลก  ในหมู่สัตว์  พร้อมทั้งสมณะพราหมณ์  เทวดาและมนุษย์เพียงนั้น.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็เมื่อใดแล  ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงของเรา ในอริยสัจ ๔ นี้มีรอบ  ๓   
มีอาการ  ๑๒   อย่างนี้    หมดจดดีแล้ว   

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   เมื่อนั้น    เราจึงยืนยันได้ว่า    เป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ อันยอดเยี่ยมในโลก  พร้อมทั้งเทวโลก  มารโลก  พรหมโลก  ในหมู่สัตว์  พร้อมทั้งสมณะ  พรามหณ์  เทวดา และมนุษย์.

          อนึ่ง  ปัญญาอันรู้เห็นได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราว่า  ความพ้นวิเศษของเราไม่กลับกำเริบ  ชาตินี้เป็นที่สุด  ภพใหม่ไม่มีต่อไป. ก็แลเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่  ดวงตาเห็นธรรมปราศจากธุลีปราศจากมลทิน  ได้เกิดขึ้นแก่ท่านพระโกณฑัญญะว่า   สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา   สิ่งนั้นทั้งมวล    มีความคับแค้นเป็นธรรมดา.

[๑๗]  ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศธรรมจักรให้เป็นไปแล้วเหล่าภุมมเทวดาได้บันลือเสียงว่า นั่นพระธรรมจักรอันยอfเยี่ยม   
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศให้เป็นไปแล้ว   ณ ป่าอิสิปต-นะมฤคทายวัน   เขตพระนครพาราณสี  อันสมณะพราหมณ์เทวดา   มาร   พรหม   หรือใคร ๆ  ในโลกจะปฏิวัติไม่ได้.   
เทวดาชั้นจาตุมหาราช  ได้ยินเสียงของพวกภุมมเทวดาแล้ว   ก็บันลือเสียงต่อไป.
เทวดาชั้นดาวดึงส์  ได้ยินเสียงของพวกเทวดาชั้นจาตุมหาราชแล้ว   ก็บันลือเสียงต่อไป.
เทวดาชั้นยามา . . .
เทวดาชั้นดุสิต. . .
เทวดาชั้นนิมมานรดี . . .
เทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดี . . .
เทวดาที่นับเนื่องในหมู่พรหมได้ยินเสียงของพวกเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดีแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไปว่า  นั่นพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม  พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงประกาศให้เป็นไปแล้ว ณ ป่าอิสิปตนะมฤคทายวัน เขตพระนครพาราณสี อันสมณะ พราหมณ์เทวดา  มาร   
พรหม   หรือใคร ๆ   ในโลก   จะปฏิวัติไม่ได้.  ชั่วขณะกาลครู่หนึ่งนั้น    เสียงกระฉ่อนขึ้นไปจนถึงพรหมโลกด้วย ประการฉะนั้นแล. 
ทั้งหมื่นโลกธาตุนี้ได้หวั่นไหวสะเทือนสะท้าน  ทั้งแสงสว่างอันยิ่งใหญ่หาประมาณมิได้ปรากฏแล้วในโลกล่วงเทวานุภาพของเทวดาทั้งหลาย.

ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปล่งพระอุทานว่า 
ท่านผู้เจริญโกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ  ท่านผู้เจริญ โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ 

เพราะเหตุนั้น  คำว่า  อัญญาโกณฑัญญะนี้  จึงได้เป็นชื่อของท่านพระโกณฑัญญะ ด้วยประการฉะนี้.
 

ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร  จบ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 27 พฤศจิกายน , 2010 เวลา 20:12:18 PM โดย โอ๋ » บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 897

Email : workshop773@hotmail.com



ธรรมจักกัปปวัตตน
 ปฐมตถาคตสูตร
ทรงแสดงพระธรรมจักร

เล่มที่ 31 หน้า 420 (เล่มน้ำเงิน)

[๑๖๖๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน กรุงพาราณสี  ณ   ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุปัญจวัคคีย์มาแล้วตรัสว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนสุดสองอย่างนี้ อันบรรพชิตไม่ควรเสพ ส่วนสุดสองอย่างนั้นเป็นไฉน คือ การประกอบตนให้พัวพันด้วยกามสุขในกามทั้งหลาย เป็นของเลว เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ประเสริฐไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑   การประกอบความลำบากแก่ตน เป็นทุกข์ ไม่ประเสริฐ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑ ข้อปฏิบัติอัน เป็นสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ส่วนสุด ๒ อย่างเหล่านั้น อันตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว
กระทำจักษุ กระทำญาณย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพานก็ข้อปฏิบัติอันเป็นสายกลางนั้น... เป็นไฉน คือ อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แหละ. ซึ่งได้แก่ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ วาจาชอบ  การงานชอบ เลี้ยงชีพชอบ เพียรชอบ ระลึกชอบ ตั้งใจชอบ ข้อปฏิบัติอันเป็นสายกลางนี้แล อันตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว กระทำจักษุ กระทำญาณย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน.

[๑๖๖๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขอริยสัจนี้แล คือ ความเกิดก็เป็นทุกข์ ความแก่ก็เป็นทุกข์
ความเจ็บก็เป็นทุกข์ ความตายก็เป็นทุกข์ ความประจวบด้วยสิ่งอันไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้แม้สิ่งนี้ ก็เป็นทุกข์ โดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ ก็ทุกขสมุทัยอริยสัจนี้แล คือ ตัณหา ตัณหาให้มีภพใหม่ ประกอบด้วยความกำหนัด ด้วยอำนาจความพอใจ ความเพลิดเพลินยิ่งนักในอารมณ์นั้น ๆ ได้แก่กามตัณหา ภวตัณหา วิภววัตหา ก็ทุกขนิโรธอริยสัจ นี้แล คือ ความดับด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือแห่งตัณหานั้นแหละ ความสละ ความวาง ความปล่อย ความไม่อาลัย ก็ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้แล คือ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ ซึ่งได้แก่สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ.

[๑๖๖๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแก่เรา ในธรรมที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขอริยสัจ ฯลฯ ทุกขอริยสัจนั้นควรกำหนดรู้ ฯลฯ ทุกขอริยสัจนั้นเรากำหนดรู้แล้ว .

[๑๖๖๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแก่เรา ในธรรมที่เรา ไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขสมุทัยอริยสัจ ฯลฯ ทุกขสมุทัยอริยสัจนั้นควรละ ฯลฯ ทุกขสมุทัยอริยสัจนั้นเราละแล้ว.

[๑๖๖๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแก่เรา ในธรรมที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขนิโรธอริยสัจ ฯลฯ ทุกขนิโรธอริยสัจนั้นควรกระทำให้แจ้ง ฯลฯ ทุกขนิโรธอริยสัจนั้นเรากระทำให้แจ้งแล้ว.

[๑๖๖๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแก่เรา ในธรรมที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ฯลฯ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนั้นควรเจริญ จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนั้นเราเจริญแล้ว.
 
[๑๖๗๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ญาณทัสสนะ (ความรู้ความเห็น) ตามความเป็นจริง มีวนรอบ ๓ อย่างนี้ มีอาการ ๑๒ ในอริยสัจ ๔ เหล่านี้ของเรา ยังไม่บริสุทธิ์เพียงใด เราก็ยังไม่ปฏิญาณตนว่าเป็นผู้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ เพียงนั้น   ก็เมื่อใด ญาณทัสสนะ(ความรู้ความเห็น) ตามความเป็นจริง มีวนรอบ ๓ อย่างนี้  มีอาการ ๑๒  ในอริยสัจ เหล่านี้ของเรา บริสุทธิ์ดีแล้ว เมื่อนั้น เราจึงปฏิญาณตนว่า   เป็นผู้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ก็ญาณทัสสนะ ได้บังเกิดขึ้นแก่เราว่า วิมุตติของเราไม่กำเริบ ชาตินี้เป็นชาติที่สุด บัดนี้ภพใหม่ไม่มี พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ภิกษุปัญจวัคคีย์ปลื้มใจ ชื่นชมภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า.

[๑๖๗๑] ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่ ดวงตาเห็นธรรมอันปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแก่ท่านโกณฑัญญะว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับเป็นธรรมดา ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศธรรมจักรแล้ว พวกภุมมเทวดาได้ประกาศว่า นั่นธรรมจักรอันยอดเยี่ยม อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศแล้ว ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน กรุงพาราณสี อันสมณะพราหมณ์ เทวดา มาร พรหมหรือใครๆ ในโลกประกาศไม่ได้ พวกเทพชั้นจาตุมหาราชได้ฟังเสียงของพวกภุมมเทวดาแล้ว... พวกเทพชั้นดาวดึงส์ได้ฟังเสียงของพวกเทพชั้นจาตุมหาราชแล้ว.. พวกเทพชั้นยามาได้ฟังเสียงของพวกเทพชั้นดาวดึงส์แล้ว... พวกเทพชั้นดุสิตได้ฟังเสียงของพวกเทพชั้นยามาแล้ว ... พวกเทพชั้นนิมมานรดีได้ฟังเสียงของพวกเทพชั้นดุสิตแล้ว ... พวกเทพชั้นปรนิมมิตวสวัตตีได้ฟังเสียงของพวกเทพชั้นนิมมานรดีแล้ว... พวกเทพที่นับเนื่องในหมู่พรหมได้ฟังเสียงของพวกเทพชั้นปรนิมมิตวสวัตตีแล้ว ได้ประกาศว่า นั่นธรรมจักรอันยอดเยี่ยม อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศแล้ว ณ ป่าอิสิปตนมฤทายวัน กรุงพาราณสี อันสมณะพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆ โนโลกประกาศไม่ได้.

[๑๖๗๒] โดยขณะนั้น โดยครู่นั้น เสียงได้ระบือขึ้นไปจนถึงพรหมโลกด้วยประการฉะนี้ ก็หมื่นโลกธาตุนี้สะเทือนสะท้านหวั่นไหว ทั้งแสงสว่างอันยิ่ง หาประมาณมิได้ ได้ปรากฎแล้วในโลกล่วงเทวานุภาพของพวกเทพดาทั้งหลาย.

[๑๖๗๓] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงเปล่งอุทานว่า โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ เพราะเหตุนั้น คำว่าอัญญาโกณฑัญญะ จึงได้เป็นชื่อของท่านโกณฑัญญะ ด้วยประการฉะนี้แล.

 


จบตถาคตสูตรที่ ๑

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 27 พฤศจิกายน , 2010 เวลา 20:15:10 PM โดย โอ๋ » บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 897

Email : workshop773@hotmail.com



ยุคนัทธวรรค ธรรมจักกกถา
ว่าด้วยธรรมจักร

เล่มที่ 69 หน้าที่ 588

[๖๑๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้พระนครพาราณสี ฯลฯ เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านพระโกณฑัญญะ จึงมีชื่อว่าอัญญาโกณฑัญญะ ดังนี้.

ภิกษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขอริยสัจ ... คำว่า แสงสว่างเกิดขึ้นเพราะอรรถว่าสว่างไสว.  จักษุเป็นธรรม ความเห็นเป็นอรรถ ญาณเป็นธรรม ความรู้เป็นอรรถ  ปัญญาเป็นธรรม ความรู้ทั่วเป็นอรรถ วิชชาเป็นอรรถ ความแทงตลอดเป็นธรรม    แสงสว่างเป็นธรรม ความสว่างไสวเป็นอรรถ ธรรม ๕ ประการ

อรรถ ๕ ประการนี้ เป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ เป็นที่ตั้งแห่งสัจจะ มีสัจจะเป็นอารมณ์    มีสัจจะเป็นโคจร สงเคราะห์เข้าในสัจจะ นับเนื่องในสัจจะ เข้ามาประชุมในสัจจะ ตั้งอยู่ในสัจจะ ประดิษฐานอยู่ในสัจจะ.

[๖๑๕] ชื่อว่าธรรมจักร ในคำว่า ธมฺมจกฺกํ นี้ เพราะอรรถว่ากระไร ?
ชื่อว่าธรรมจักร เพราะอรรถว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้ธรรมและ จักรเป็นไป ทรงให้จักรและธรรมเป็นไป ทรงให้จักรเป็นไปโดยธรรม ทรงให้จักรเป็นไปโดยการประพฤติเป็นธรรม ทรงดำรงอยู่ในธรรมให้จักรเป็นไป  ทรงประดิษฐานอยู่ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงให้ประชาชนประดิษฐานอยู่ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงบรรลุถึงความชำนาญในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงยังประชาชนให้บรรลุถึงความชำนาญในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงบรรลุถึงความยอดเยี่ยมในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงให้ประชาชนให้บรรลุถึงความยอดเยี่ยมในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงบรรลุถึงความเเกล้วกล้าในธรรมให้จักรเป็นไป  ทรงให้ประชาชนบรรลุถึงความแกล้วกล้าในธรรมให้จักรเป็นไป   ทรงสักการะธรรมให้จักรเป็นไป ทรงเคารพธรรมให้จักรเป็นไป ทรงนับถือธรรมให้จักรเป็นไป ทรงบูชาธรรมให้จักรเป็นไป ทรงนอบน้อมธรรมให้จักรเป็นไป  ทรงมีธรรมเป็นธงให้จักรเป็นไป ทรงมีธรรมเป็นยอดให้จักรเป็นไป ทรงมีธรรมเป็นใหญ่ให้จักรเป็นไป ชื่อว่าธรรมจักรเพราะอรรถว่า ก็ธรรมจักรนั้นแล 

สมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆ ในโลก ให้เป็นไปไม่ได้ชื่อว่าธรรมจักรเพราะอรรถว่าสัทธินทรีย์เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป...  ปัญญินทรีย์เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป สัทธาพละเป็นธรรม ...  ปัญญาพละเป็นธรรม สติสัมโพชฌงค์เป็นธรรม ...  อุเบกขาสัมโพชฌงค์เป็นธรรม สัมมาทิฏฐิเป็นธรรม ... สัมมาสมาธิเป็นธรรม อินทรีย์เป็นธรรม เพราะอรรถว่าเป็นใหญ่ พละเป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว โพชฌงค์เป็นธรรมเพราะอรรถว่านำ ออก มรรคเป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นเหตุ สติปัฏฐานเป็นธรรมเพราะอรรถว่าตั้งมั่น สัมมัปปธานเป็นธรรมเพราะอรรถว่า ตั้งไว้ อิทธิบาทเป็นธรรมเพราะอรรถว่าให้สำเร็จ สัจจะเป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นของแท้ สมถะเป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน วิปัสสนาเป็นธรรมเพราะอรรถว่าพิจารณาเห็น สมถวิปัสสนาเป็นธรรมเพราะอรรถว่ามีกิจเป็นอันเดียวกัน ธรรมที่เป็นคู่เป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่ล่วงเกินกัน สีลวิสุทธิเป็นธรรมเพราะอรรถว่าสำรวม จิตตวิสุทธิเป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน  ทิฏฐิวิสุทธิเป็นธรรมเพราะอรรถว่าเห็น วิโมกข์เป็นธรรมเพราะอรรถว่าพ้น   วิชชาเป็นธรรมเพราะอรรถว่าแทงตลอด วิมุตติเป็นธรรมเพราะอรรถว่าบริจาค  ญาณในความสิ้นไปในธรรมเพราะอรรถว่าตัดขาด ญาณในความไม่เกิดขึ้นเป็นธรรมเพราะอรรถว่าระงับ  ฉันทะเป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นมูล มนสิการเป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน ผัสสะเป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นที่รวม  เวทนาเป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นที่ประชุม สมาธิเป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นประธาน เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นใหญ่ ปัญญาเป็นธรรมเพราะอรรถว่ายิ่งกว่าธรรมนั้น ๆ วิมุตติเป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นแก่นสาร นิพพานอันหยั่งลงในอมตะเป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นที่สุด ทรงให้ธรรมนั้น ๆ เป็นไป.

[๖๑๖] จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็ทุกขอริยสัจนี้นั้นแล ควรกำหนดรู้ ฯลฯ เรากำหนดรู้แล้วคำว่า จักษุเกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร ฯลฯ คำว่า แสงสว่างเกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร ?

คำว่า จักษุเกิดขึ้นเพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ คำว่า แสงสว่างเกิดขึ้นเพราะอรรถว่าสว่างไสว. จักษุเป็นธรรม ความเห็นเป็นอรรถ ฯลฯ แสงสว่างเป็นธรรม ความสว่างไสวเป็นอรรถ ธรรม ๕ ประการนี้ อรรถ ๕ ประการนี้ เป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ ... ประดิษฐานอยู่ในสัจจะ. 

ชื่อว่าธรรมจักร ในคำว่า ธมฺมจกฺกํ นี้ เพราะอรรถว่ากระไร ?  ชื่อว่าธรรมจักร เพราะอรรถว่า พระผู้มีพระภาคทรงให้ธรรมและจักรเป็นไป...นิพพานอันหยั่งลงในอมตะเป็นธรรม เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด ทรงให้ธรรมนั้น ๆ เป็นไป.

[๖๑๗] จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลาย ที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขสมุทัยอริยสัจ จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ก็ทุกขสมุทัยอริยสัจนี้นั้นแล ควรละ ฯลฯ  เราละได้แล้ว คำว่า จักษุเกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร ฯลฯ คำว่า แสงสว่างเกิดขึ้น เพราะอรรถว่ากระไร ?

คำว่า จักษุเกิดขึ้นเพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ คำว่า แสงสว่างเกิดขึ้น เพราะอรรถว่าสว่างไสว. จักษุเป็นธรรม ความเห็นเป็นอรรถ ฯลฯ แสงสว่างเป็นธรรม ความสว่างไสวเป็นอรรถ ธรรม ๕ ประการนี้ อรรถ ๕ ประการนี้ เป็นที่ตั้งแห่งสมุทัยเป็นที่ตั้งแห่งสัจจะ ฯลฯ เป็นที่ตั้งแห่งนิโรธ เป็นที่ตั้งแห่งมรรค เป็นที่ตั้งแห่งสัจจะ มีสัจจะเป็นอารมณ์... ประดิษฐานอยู่ในสัจจะ.

ชื่อว่าธรรมจักร ในคำว่า ธมฺมจกฺกํ นี้ เพราะอรรถว่ากระไร ?

ชื่อว่าธรรมจักร เพราะอรรถว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้ธรรมและจักรเป็นไป... นิพพานอันหยั่งลงในอมตะเป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นที่สุดทรงให้ธรรมนั้น ๆ เป็นไป.

[๖๑๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า การพิจารณาเห็นกายในกายนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็การพิจารณาเห็นกายในกายนี้นั้นแล ควรเจริญ ฯลฯ เราเจริญแล้ว

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า การพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายนี้ ฯลฯ การพิจารณาเห็นจิตในจิตนี้ ฯลฯ การพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายนี้ ควรเจริญ ฯลฯ  เราเจริญแล้ว จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็การพิจารณาเห็นกายในกายนี้ จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็การพิจารณาเห็นกายในกายนี้นั้นแล ควรเจริญ ฯลฯ เราเจริญแล้ว คำว่า จักษุ เกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร ฯลฯ คำว่า แสงสว่าง เกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร ?

คำว่า จักษุเกิดขึ้นเพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ คำว่า แสงสว่างเกิดขึ้นเพราะอรรถว่าสว่างไสว. จักษุเป็นธรรม ความเห็นเป็นอรรถ ฯลฯ แสงสว่างเป็นธรรม ความสว่างไสวเป็นอรรถ ธรรม ๕ ประการ อรรถ ๕ ประการนี้ เป็นที่ตั้งแห่งกายเป็นที่ตั้งแห่งสติปัฏฐาน ฯลฯ เป็นที่ตั้งแห่งเวทนา เป็นที่ตั้งแห่งสติปัฏฐาน ฯลฯ  เป็นที่ตั้งแห่งจิต เป็นที่ตั้งแห่งสติปัฏฐาน เป็นที่ตั้งแห่งธรรม เป็นที่ตั้งแห่งสติปัฏฐาน มีสติปัฏฐานเป็นอารมณ์... ประดิษฐานอยู่ในสติปัฏฐาน.

ชื่อว่าธรรมจักร ในคำว่า ธมฺมจกฺกํ นี้ เพราะอรรถว่ากระไร ?

ชื่อว่าธรรมจักร เพราะอรรถว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้ธรรมและจักรเป็นไป... พพานอันหยั่งลงในอมตะเป็นธรรม เพราะอรรถว่าเป็นที่สุดทรงให้ธรรมนั้น ๆ เป็นไป.

[๖๑๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยฉันทะและปธานสังขารนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยฉันทะและปธานสังขารนี้นั้นแล ควรเจริญ ฯลฯ เราเจริญแล้ว

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยวิริยะและปธานสังขารนี้ฯลฯ อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยจิตและปธานสังขารนี้ ฯลฯ  อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยวิมังสาและปธานสังขารนี้

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยวิมังสาและปธานสังขารนี้นั้นแลควรเจริญ ฯลฯ เราเจริญแล้ว.   จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยฉันทะและปธานสังขารนี้ จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อน ก็อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยฉันทะและปธานสังขารนี้นั้นแล ควรเจริญ ฯลฯ  เราเจริญแล้ว คำว่า จักษุเกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร ฯลฯ คำว่า แสงสว่างเกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร ?

คำว่า จักษุเกิดขึ้นเพราะอรรถว่าเห็น...คำว่า แสงสว่างเกิดขึ้นเพราะอรรถว่าสว่างไสว. จักษุเป็นธรรม ความเห็นเป็นอรรถ... แสงสว่างเป็นธรรม ความสว่างไสวเป็นอรรถ ธรรม ๕ ประการ อรรถ ๕ ประการ เป็นที่ตั้งแห่งฉันทะเป็นที่ตั้งแห่งอิทธิบาท มีอิทธิบาทเป็นอารมณ์...ประดิษฐานอยู่ในอิทธิบาท.

ชื่อว่าธรรมจักร ในคำว่า ธมฺมกฺกํ นี้ เพราะอรรถว่ากระไร ?
ชื่อว่าธรรมจักร เพราะอรรถว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้ธรรมและจักรเป็นไป. . . นิพพานอันหยั่งลงในอมตะเป็นธรรม เพราะอรรถว่าเป็นที่สุดทรงให้ธรรมนั้น ๆ เป็นไป.จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยวิริยะและปธานสังขารนี้ จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยวิริยะและปธานสังขารนี้นั้นแล ควรเจริญ ฯลฯ เราเจริญแล้ว จักษุเกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร ฯลฯ คำว่า แสงสว่างเกิดขึ้น เพราะอรรถว่ากระไร ?
คำว่า จักษุเกิดขึ้นเพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ คำว่า แสงสว่างเกิดขึ้น เพราะอรรถว่าสว่างไสว.  จักษุเป็นธรรม ความเห็นเป็นอรรถ ฯลฯ แสงสว่างเป็นธรรม ความสว่างไสวเป็นอรรถ ธรรม ๕ ประการ อรรถ ๕ ประการนี้ เป็นที่ตั้งแห่งวิริยะ เป็นที่ตั้งแห่งอิทธิบาท ฯลฯ เป็นที่ตั้งแห่งจิต เป็นที่ตั้งแห่งอิทธิบาท  เป็นที่ตั้งแห่งวิมังสา เป็นที่ตั้งแห่งอิทธิบาท มีอิทธิบาทเป็นอารมณ์ มีอิทธิบาท เป็นโคจรสงเคราะห์เข้าในอิทธิบาท นับเนื่องในอิทธิบาท เข้ามาประชุมในอิทธิบาท ตั้งอยู่ในอิทธิบาท ประดิษฐานอยู่ในอิทธิบาท.

ชื่อว่าธรรมจักร ในคำว่า ธมฺมจกฺกํ นี้ เพราะอรรถว่ากระไร ?
ชื่อว่าธรรมจักร เพราะอรรถว่า พระผู้มีพระภาคทรงให้ธรรมและ จักรเป็นไป... นิพพานอันหยั่งลงในอมตะเป็นธรรม เพราะอรรถว่าเป็นที่สุดทรงให้ธรรมนั้น ๆ เป็นไป.

จบธรรมจักกกถา

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 27 พฤศจิกายน , 2010 เวลา 20:20:41 PM โดย โอ๋ » บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 897

Email : workshop773@hotmail.com



(เล่มสีน้ำเงินที่ 27 หน้า 365)
ว่าด้วยอริยสัจ ๔
กรุงสาวัตถี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตจักแสดง
ทุกข์ เหตุเกิดแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งทุกข์
แก่เธอทั้งหลาย ขอเธอทั้งหลายจงฟัง.


ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทุกข์คืออะไร ?
ทุกข์มีคำที่จะพึงกล่าวว่า คือ อุปาทานขันธ์ ๕.
อุปาทานขันธ์ ๕
นั้นคืออะไร ? คือ
อุปาทานขันธ์ คือ รูป ฯลฯ อุปาทานขันธ์ คือ วิญญาณ
ภิกษุทั้งหลาย นี้เราตถาคตเรียกว่า ทุกข์.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เหตุเกิดแห่งทุกข์คืออะไร ?
คือตัณหานี้ ที่ให้เกิดในภพใหม่ ไปด้วยกันกับความกำหนัดด้วยอำนาจแห่งความเพลิดเพลิน
เพลิดเพลินนักในอารมณ์นั้น ๆ ได้แก่ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา
ภิกษุทั้งหลาย นี้ เราตถาคตเรียกว่า ทุกขสมุทัย.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ความดับแห่งทุกข์คืออะไร ?
คือ ความดับโดยการสำรอกตัณหานั้น นั่นแหละไม่มีเหลือ การสละ
การสลัดทิ้ง การปล่อยไป การไม่อาลัยใยดี.

ภิกษุทั้งหลายนี้เราตถาคตเรียกว่า ทุกขนิโรธ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งทุกข์คืออะไร ?
คืออริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เอง ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ.
ภิกษุทั้งหลาย นี้เราตถาคตเรียกว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา.
บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 897

Email : workshop773@hotmail.com



(เล่มสีน้ำเงินที่ 77 หน้า 281)
อริยสัจ ๔ คือ
๑. ทุกขอริยสัจ
๒. ทุกขสมุทัยอริยสัจ
๓. ทุกขนิโรธอริยสัจ
๔. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ.



ทุกขอริยสัจ
ในอริยสัจ ๔ นั้น ทุกขอริยสัจ เป็นไฉน ?
ชาติทุกข์ ชราทุกข์  มรณทุกข์  โลกปริเทวทุกข โทมนัสสอุปายาสทุกข์
อัปปีเยหิสัมปโยคทุกข์  ปีเยหิวิปปโยคทุกข์  ยัมปิจฉังนลภติตัมปิทุกข์
โดยย่ออุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์.

ในทุกขอริยสัจนั้น ชาติ เป็นไฉน ?
ความเกิด ความเกิดพร้อม ความหยั่งถึง ความเกิดจำเพาะ ความปรากฏแห่งขันธ์
ความได้เฉพาะอายตนะ ในหมู่สัตว์นั้น ๆ ของเหล่าสัตว์นั้น ๆ อันใด นี้เรียกว่าชาติ.

ชรา เป็นไฉน ?
ความคร่ำคร่า ภาวะที่ครำคร่า ความที่ฟันหลุด ความที่ผมหงอกความที่หนังเหี่ยวย่น
ความเสื่อมสิ้นแห่งอายุ ความแก่หง่อมแห่งอินทรีย์  ในหมู่สัตว์นั้น ๆ
ของเหล่าสัตว์นั้น ๆ อันใด นี้เรียกว่าชรา.

มรณะ เป็นไฉน ?
ความเคลื่อน ภาวะที่เคลื่อน ความทำลาย ความหายไป มฤตยู ความตาย ความทำกาละ
ความแตกแห่งขันธ์ ความทิ้งซากศพไว้ ความขาดแห่งชีวิตินทรีย์ จากหมู่สัตว์นั้น ๆ
ของเหล่าสัตว์นั้น ๆ อันใด นี้เรียกว่ามรณะ.

โสกะ เป็นไฉน ?
ความโศกเศร้า กิริยาโศกเศร้า สภาพโศกเศร้า ความแห้งผากภายใน
ความแห้งกรอบภายใน ความเกรียมใจ ความโทมนัส
ลูกศรคือความโศก ของผู้ที่ถูกกระทบด้วยความเสื่อมญาติ ความเสื่อมโภคทรัพย์
ความเสื่อมเกี่ยวด้วยโรค ความเสื่อมศีล หรือความเสื่อมทิฏฐิ
ของผู้ประกอบด้วยความเสื่อมอย่างใดอย่างหนึ่ง
ของผู้ที่ถูกกระทบด้วยเหตุแห่งทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่ง นี้เรียกว่า โสกะ.

ปริเทวะ เป็นไฉน ?
ความร้องไห้ ความคร่ำครวญ กิริยาร้องไห้ กิริยาคร่ำครวญ
สภาพร้องไห้ สภาพคร่ำครวญ ความบ่นถึง ความพูดพร่ำ ความพร่ำเพ้อ ความพิไรร่ำ
กิริยาพิไรร่ำ สภาพพิไรร่ำ ของผู้ที่ถุกกระทบ ด้วยความเสื่อมญาติ ความเสื่อมโภคทรัพย์
ความเสื่อมเกี่ยวด้วยโรค ความเสื่อมศีล  หรือความเสื่อมทิฏฐิ
ของผู้ประกอบด้วยความเสื่อมอย่างใดอย่างหนึ่ง
ของผู้ที่ถูกกระทบด้วยเหตุแห่งทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่ง นี้เรียกว่า ปริเทวะ.

ทุกข์ เป็นไฉน ?
ความไม่สบายกาย ความทุกข์กาย ความเสวยอารมณ์ที่ไม่สบาย
เป็นทุกข์ อันเกิดแต่กายสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่สบายเป็นทุกข์
อันเกิดแต่กายสัมผัสอันใด นี้เรียกว่า ทุกข์.

โทมนัส เป็นไฉน ?
ความไม่สบายใจ ความทุกข์ใจ ความเสวยอารมณ์ที่ไม่สบายเป็นทุกข์
อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่สบายเป็นทุกข์อันเกิดแต่เจโตสัมผัสอันใด
นี้เรียกว่า โทมนัส.

อุปายาส เป็นไฉน ?
ความแค้น ความขุ่นแค้น สภาพแค้น สภาพขุ่นแค้น
ของผู้ที่ถูกกระทบด้วยความเสื่อมญาติ ความเสื่อมโภคทรัพย์ ความเสื่อมเกี่ยวด้วยโรค
ความเสื่อมศีล หรือความเสื่อมทิฏฐิ ของผู้ประกอบด้วยความเสื่อมอย่างใดอย่างหนึ่ง
ของผู้ที่ถูกกระทบด้วยเหตุแห่งทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่ง นี้เรียกว่า อุปายาส.

อัปปีเยหิสัมปโยคทุกข์ เป็นไฉน ?
ความไปร่วม ความมาร่วม ความประชุมร่วม ความทำร่วม กับอารมณ์อันไม่เป็นที่ปรารถนา
ไม่เป็นที่รักใคร่ ไม่เป็นที่ชอบใจของเขาในโลก ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผกฐัพพะ
หรือกับบุคคลผู้ที่มุ่งต่อความพินาศ มุ่งทำ ประโยชน์ มุ่งทำลายความผาสุก
มุ่งทำอันตรายความเกษมจากโยค่ะของเขา นี้เรียกว่า อัปปีเยหิสัมปโยคทุกข์.

ปีเยหิวิปปโยคทุกข์ เป็นไฉน ?
ความไม่ไปร่วม ความไม่มาร่วม ความไม่ประชุมร่วม ความไม่อยู่ร่วมกับอารมณ์
อันเป็นที่ปรารถนา เป็นที่รักใคร่ เป็นที่ชอบใจของเขาในโลก
ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ หรือกับบุคคลผู้ที่ใคร่แต่ความเจริญ
ใคร่แต่ประโยชน์  ใคร่แต่ความสำราญ  ใคร่แต่ความเกษมจากโยคะของเขา
ได้แก่ มารดา บิดา พี่ชาย น้องชาย พี่หญิง น้องหญิง มิตรอำมาตย์  ญาติ สาโลหิต
นี้เรียกว่า ปิเยหิวิปปโยคทุกข์.

ยัมปิจฉังนลภติตัมปิทุกข์ เป็นไฉน ?
ความปรารถนาย่อมเกิดขึ้นแก่เหล่าสัตว์ผู้ความเกิดเป็นธรรมดาอย่างนี้ว่า
เออหนอ ของเราทั้งหลายอย่าได้เป็นผู้มีความเกิดเป็นธรรมดา หรือ
ความเกิดอย่าได้มาถึงเราทั้งหลายเลยหนา ข้อนี้ไม่พึงสำเร็จตามความปรารถนา
นี้เรียกว่า ยัมปิจฉังนลภติตัมปิทุกข์ประการหนึ่ง.

ความปรารถนาย่อมเกิดขึ้นแก่เหล่าพวกสัตว์ผู้มีความแก่เป็นธรรมดา ฯลฯ
ความปรารถนาย่อมเกิดขึ้นแก่เหล่าสัตว์ผู้มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ฯลฯ
ความปรารถนาย่อมเกิดขึ้นแก่เหล่าสัตว์ผู้มีความตายเป็นธรรมดา ฯลฯ
ความปรารถนาย่อมเกิดขึ้นแก่เหล่าสัตว์ผู้มีโสกะปริเทวะทุกขะ
โทมนัสอุปายาสเป็นธรรมดาอย่างนี้ว่า
เออหนอ ขอเราทั้งหลายอย่าได้เป็นผู้มีโสกะปริเทวะทุกข์โทมนัสอุปายาสเป็นธรรมดา
หรือโสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสอย่าได้มาถึงเราทั้งหลายเลยหนา
ข้อนี้ไม่พึงสำเร็จตามความปรารถนา นี้เรียกว่า ยัมปิจฉังนลภติตัมปิทุกข์ประการหนึ่ง.

โดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ เป็นไฉน ?
รูปูปาทานขันธ์  เวทนูปาทานขันธ์  สัญญูปาทานขันธ์  สังขารูปาทานขันธ์  วิญญาณูปาทานขันธ์
เหล่านี้เรียกว่า โดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์
สภาวธรรมนี้เรียกว่า ทุกขอริยสัจ.
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 09 กุมภาพันธ์ , 2012 เวลา 05:09:27 AM โดย ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋) » บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 897

Email : workshop773@hotmail.com



(เล่มสีน้ำเงินที่ 77 หน้า 285)
ทุกขสมุทยอริยสัจ
ทุกขสมุทยอริยสัจ เป็รไฉน ?

ตัณหานี้ใด อันเป็นเหตุเกิดในภพใหม่
ประกอบด้วยความกำหนัด ยินดี เพลิดเพลินอยู่ในอารมณ์นั้น ๆ
คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา.

ก็ตัณหานี้นั้นแล เมื่อเกิด ย่อมเกิดที่ไหน เมื่อตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ที่ไหน ?
ปิยรูปสาตรูปใดมีอยู่ในโลก ตัณหานี้ เมื่อเกิดก็เกิดที่จักขุนี้
เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่ปิยรูปสาตรูปนี้

ก็อะไร เป็นปิยรูปสาตรูป ในโลก ?
จักขุ เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก
ตัณหานี้ เมื่อเกิดก็เกิดที่จักขุนี้  เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่จักขุนี้
โสตะ ฯลฯ ฆานะ ฯลฯ ชิวหา ฯลฯ กายะ ฯลฯ

มโน เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก
ตัณหานี้ เมื่อเกิดก็เกิดที่มโนนี้  เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่มโนนี้.

รูป เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก
ตัณหานี้ เมื่อเกิดก็เกิดที่รูปนี้ เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่รูปนี้
สัททะ ฯลฯ คันธะ ฯลฯ รสะ ฯลฯ โผฏฐัพพะ ฯลฯ

ธัมมารมณ์ เป็นปิยสาตรูปในโลก
ตัณหานี้ เมื่อเกิดก็เกิดที่ธัมมารมณ์นี้  เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่ธัมมารมณ์นี้

จักขุวิญญาณ เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก
ตัณหานี้ เมื่อเกิดก็เกิดที่จักขุวิญญาณนี้ เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่จักขุวิญญาณนี้

โสตวิญญาณ ฯลฯ ฆานวิญญาณ ฯลฯ ชิวหาวิญญาณ ฯลฯ กายวิญญาณ ฯลฯ
มโนวิญญาณเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก
ตัณหานี้ เมื่อเกิดก็เกิดที่มโนวิญญาณนี้ เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่มโนวิญญาณนี้

จักขุสัมผัส เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้ เมื่อเกิดก็เกิดที่จักขุสัมผัสนี้
เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่จักขุสัมผัสนี้

โสตสัมผัส ฯลฯ ฆานสัมผัส ฯลฯ ชิวหาสัมผัส ฯลฯ กายสัมผัส ฯลฯ
มโนสัมผัส เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก
ตัณหานี้ เมื่อเกิดก็เกิดที่มโนสัมผัสนี้  เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่มโนสัมผัสนี้

จักขุสัมผัสสชาเวทนา เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก
ตัณหานี้ เมื่อเกิดก็เกิดที่จักขุสัมผัสสชาเวทนานี้ เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่จักขุสัมผัสสชาเวทนานี้

โสตสัมผัสสชาเวทนา ฯลฯ ฆานสัมผัสสชาเวทนา ฯลฯ ชิวหาสัมผัสสชาเวทนาฯลฯ
กายสัมผัสสชาเวทนา ฯลฯ มโนสัมผัสสชาเวทนา เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก
ตัณหานี้ เมื่อเกิดก็เกิดที่มโนสัมผัสสชาเวทนานี้ เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่มโนสัมผัสสชาเวทนานี้.

รูปสัญญา เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก
ตัณหานี้ เมื่อเกิดก็เกิดที่รูปสัญญานี้ เมือตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่รูปสัญญานี้

สัททสัญญา ฯลฯ คันธสัญญา ฯลฯ รสสัญญา ฯสฯ โผฏฐัพพสัญญา ฯลฯ
ธัมมสัญญา เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก
ตัณหานี้ เมื่อเกิดก็เกิดที่ธัมมสัญญานี้ เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่ธัมมสัญญานี้

รูปสัญเจตนา เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก
ตัณหานี้ เมื่อเกิดก็เกิดที่รูปสัญเจตนานี้ เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่รูปสัญเจตนานี้

สัททสัญเจตนา ฯลฯคันธสัญเจตนา ฯลฯ รสสัญเจตนา ฯลฯ โผฎฐัพพสัญเจตนา ฯลฯ
ธัมมสัญเจตนา เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก
ตัณหานี้ เมื่อเกิดก็เกิดที่ธัมมสัญเจตนานี้ เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่ธัมมสัญเจตนานี้.

รูปตัณหา เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก
ตัณหานี้ เมื่อเกิดก็เกิดที่รูปตัณหานี้ เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่รูปตัณหานี้

สัททตัณหา ฯลฯ คันธตัณหา ฯลฯ รสตัณหาฯลฯ โผฏฐัพพตัณหา ฯลฯ
ธัมมตัณหา เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก
ตัณหานี้เมื่อเกิดก็เกิดที่ธัมมตัณหานี้ เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่ธัมมตัณหานี้

รูปวิตก เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก
ตัณหานี้ เมื่อเกิดก็เกิดที่รูปวิตกนี้  เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่รูปวิตกนี้

สัททวิตก ฯลฯ คันธวิตก ฯลฯ รสวิตก ฯลฯ โผฎฐัพพวิตก ฯลฯ
ธัมมวิตก เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก
ตัณหานี้ เมื่อเกิดก็ เกิดที่ธัมมวิตกนี้ เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่ธัมมวิตกนี้

รูปวิจาร เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก
ตัณหานี้ เมื่อเกิดก็เกิดที่รูปวิจารนี้ เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่รูปวิจารนี้

สัททวิจาร ฯลฯ คันธวิจาร ฯลฯ รสวิจาร ฯลฯ โผฏฐัพพวิจาร ฯลฯ
ธัมมวิจาร เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก
ตัณหานี้ เมื่อเกิดก็เกิดที่ธัมมวิจารนี้ เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่ธัมมวิจารนี้

สภาวธรรมนี้เรียกว่า ทุกขสมุทยอริยสัจ.

บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 897

Email : workshop773@hotmail.com



(เล่มสีน้ำเงินที่ 77 หน้า 287)
ทุกขนิโรธอริยสัจ
ทุกขนิโรธอริยสัจ เป็นไฉน ?
ได้แก่ความสำรอกและความดับโดยไม่เหลือ ความปล่อยวาง ความส่งคืน ความพ้น
ความไม่ติดอยู่ แห่งตัณหานั้นนั่นเทียว.


ก็ตัณหานี้นั้นแล เมื่อจะละ ละที่ไหน ?  เมื่อดับ ดับที่ไหน ?
ปิยรูปสาตรูปใดมีอยู่ในโลก
ตัณหานี้ เมื่อจะละก็ละที่ปิยรูปสาตรูปนี้  เมื่อดับก็ดับที่ปิยรูปสาตรูปนี้

ก็อะไร เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ?
จักขุ เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก
ตัณหานี้ เมื่อจะละก็ละที่จักขุนี้ เมื่อดับก็ดับที่จักขุนี้

โสตะ ฯลฯ ฆานะ ฯลฯ ชิวหา ฯลฯ กายะ ฯลฯ มโน  เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก
ตัณหานี้ เมื่อจะละก็ละที่มโนนี้ เมื่อดับก็ดับที่มโนนี้

รูป เป็นปิยสาตรูปในโลก
ตัณหานี้ เมื่อจะละก็ละที่รูปนี้ เมื่อดับก็ดับที่รูปนี้

สัททะ ฯลฯ คันธะ ฯลฯ รสะ ฯลฯ โผฏฐัพพะ ฯลฯ ธัมมารมณ์
เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก
ตัณหานี้ เมื่อจะละก็ละที่ธัมมารมณ์ เมื่อดับก็ดับที่ธัมมารมณ์นี้.

จักขุวิญญาณ เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก
ตัณหานี้ เมื่อจะละก็ละที่จักขุวิญญาณนี้ เมื่อดับก็ดับที่จักขุวิญาณนี้

โสตวิญญาณ ฯลฯ ฆานวิญญาณฯลฯ ชิวหาวิญญาณ ฯลฯ กายวิญญาณ ฯลฯ
มโนวิญญาณ เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก
ตัณหานี้ เมื่อจะละก็ละที่มโนวิญญาณนี้ เมื่อดับก็ดับที่มโนวิญญาณนี้

จักขุสัมผัส เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก
ตัณหานี้ เมื่อจะละจักขุสัมผัสนี้ เมื่อดับก็ดับที่จักขุสัมผัสนี้

โสตสัมผัส ฯลฯ ฆานสัมผัส ฯลฯ ชิวหาสัมผัส ฯลฯ กายสัมผัส ฯลฯ
มโนสัมผัส เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก
ตัณหานี้ เมื่อจะละที่มโนสัมผัสนี้ เมื่อดับก็ดับที่มโนสัมผัสนี้

จักขุสัมผัสสชาเวทนา เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก
ตัณหานี้ เมื่อจะละก็ละที่จักขุสัมผัสสชาเวทนานี้ เมื่อดับก็ดับที่จักขุสัมผัสสชาเวทนานี้

โสตสัมผัสสชาเวทนา ฯลฯ ฆานสัมผัสสชาเวทนา ฯลฯ ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา ฯลฯ
กายสัมผัสสชาเวทนา ฯลฯ มโนสัมผัสสชาเวทนา เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก
ตัณหานี้ เมื่อจะละก็ละที่มโนสัมผัสสชาเวทนานี้ เมื่อดับก็ดับที่มโนสัมผัสชาเวทนานี้

รูปสัญญา เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก
ตัณหานี้ เมื่อจะละก็ละที่รูปสัญญานี้ เมื่อดับก็ดับที่รูปสัญญานี้

สัททสัญญา ฯลฯ คันธสัญญา ฯลฯ รสสัญญา ฯลฯ โผฏฐัพพสัญญา ฯลฯ
ธัมมสัญญา เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก
ตัณหานี้ เมื่อจะละก็ละที่ธัมมสัญญานี้ เมื่อดับก็ดับที่ธัมมสัญญานี้.

รูปสัญเจตนา เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก
ตัณหานี้ เมื่อจะละก็ละที่รูปสัญเจตนานี้ เมื่อดับก็ดับที่รูปสัญเจตนานี้

สัททสัญเจตนา ฯลฯ คันธสัญเจตนา ฯลฯ รสสัญเจตนา ฯลฯ โผฏฐัพพสัญเจตนา ฯลฯ
ธัมมสัญเจตนาเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก
ตัณหานี้ เมื่อจะละก็ละที่ธัมมสัญเจตนานี้ เมื่อดับก็ดับที่ธัมมสัญเจตนานี้

รูปตัณหา เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก
ตัณหานี้ เมื่อจะละก็ละที่รูปตัณหานี้ เมื่อดับก็ดับที่รูปตัณหานี้

สัททตัณหา ฯลฯ คันธตัณหา ฯลฯ รสตัณหา ฯลฯ โผฏฐัพพตัณหา ฯลฯ
ธัมมตัณหา เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก
ตัณหา เมื่อจะละก็ละที่ธัมมตัณหานี้ เมื่อดับก็ดับที่ธัมมตัณหานี้.

รูปวิตก เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก
ตัณหานี้ เมื่อจะละก็ละที่รูปวิตกนี้เมื่อดับก็ดับที่รูปวิตกนี้
สัททวิตก ฯลฯ คันธวิตก ฯลฯ รสวิตก ฯลฯโผฏฐัพพวิตก ฯลฯ

ธัมมวิตก เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก
ตัณหานี้ เมื่อจะละก็ละที่ธัมมวิตกนี้ เมื่อดับก็ดับที่ธัมมวิตกนี้

รูปวิจาร เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก
ตัณหานี้ เมื่อจะละก็ละที่รูปวิจารนี้ เมื่อดับก็ดับที่รูปวิจารนี้

สัททวิจาร ฯลฯ คันธวิจาร ฯลฯ รสวิจาร ฯลฯโผฏฐัพพวิจาร ฯลฯ
ธัมมวิจาร เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก
ตัณหานี้ เมื่อจะละก็ละที่ธัมมวิจารนี้ เมื่อดับก็ดับที่ธัมมวิจารนี้

สภาวธรรมนี้เรียกว่า ทุกขนิโรธอริยสัจ
บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 897

Email : workshop773@hotmail.com



(เล่มสีน้ำเงินที่ 77 หน้า 290)
ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ
ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ เป็นไฉน ?
อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เท่านั้น คือ
สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา  สัมมากัมมันตะ
สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ.


ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมาทิฏฐิ เป็นไฉน ?
ความรู้ในทุกข์ ความรู้ในทุกขสมุทัย ความรู้ในทุกขนิโรธ ความรู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
นี้เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ.

สัมมาสังกัปปะ เป็นไฉน ?
ความดำริในการออกจากกาม ความดำริในการไม่พยาบาท ความดำริในการไม่เบียดเบียน
นี้เรียกว่า สัมมาสังกัปปะ.

สัมมาวาจา เป็นไฉน ?
ความงดเว้นจากการพูดเท็จ ความเว้นจากการพูดส่อเสียด ความงดเว้นจากการพูดหยาบ
ความงดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ  นี้เรียกว่า สัมมาวาจา.

สัมมากัมมันตะ เป็นไฉน ?
ความงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ความงดเว้นจากการลักทรัพย์ ความงดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม
นี้เรียกว่า สัมมากัมมันตะ.

สัมมาอาชีวะ เป็นไฉน ?
บุคคลผู้อริสาวกในศาสนานี้ ละมิจฉาอาชีวะแล้วเลี้ยงชีวิตอยู่ด้วยสัมมาอาชีวะ
นี้เรียกว่า สัมมาอาชีวะ.

สัมมาวายามะ เป็นไฉน ?
ภิกษุในศาสนานี้ ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร
ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้ เพื่อป้องกันอกุศลบาปธรรมที่ยังไม่เกิดมิให้เกิด ฯลฯ
เพื่อละอกุศลบาปธรรมที่เกิดแล้ว ฯลฯ เพื่อสร้างกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิด
ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้ เพื่อความดำรงอยู่
ความไม่สาบสูญ ความภิยโยยิ่ง ความไพบูลย์ ความเจริญความบริบูรณ์ แห่งกุศลธรรมที่เกิดแล้ว
นี้เรียกว่า สัมมาวายามะ.

สัมมาสติ เป็นไฉน ?
ภิกษุในศาสนานี้ ผู้ประกอบด้วยความเพียรมีสัมปชัญญะ มีสติพิจารณาเห็นกายในกายเนือง ๆ อยู่
กำจัดอภิชฌาและโทมนัสเสียได้ในโลก ผู้ประกอบด้วยความเพียร มีสัมปชัญญะ
มีสติ พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาเนืองๆ อยู่ ฯลฯ
ผู้ประกอบด้วยความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พิจารณาเห็นจิตในจิตเนือง ๆ อยู่ ฯลฯ
ผู้ประกอบด้วยความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พิจารณาเห็นธรรมในธรรมเนือง ๆ อยู่
กำจัดอภิชฌาและโทมนัสเสียได้ในโลก  นี้เรียกว่าสัมมาสติ.

สัมมาสมาธิ เป็นไฉน ?
ภิกษุในศาสนานี้ สงัดจากกามสงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้วบรรลุปฐมฌาน
ที่มีวิตกมีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่ บรรลุทุติยฌาน อันยังใจให้ผ่องใส
เพราะวิตกวิจารสงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้นภายใน ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่
เพราะคายปีติได้อีกด้วย จึงเป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ และเสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุตติยฌาน
พึงเป็นฌานที่พระอริยทั้งหลาย กล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่าเป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา
มีสติอยู่เป็นสุขอยู่ บรรลุจตุตถฌาน ที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์ได้
เพราะโสมนัสและโทมนัสดับสนิทในก่อน มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาอยู่
นี้เรียกว่า สัมมาสมาธิ

สภาวธรรมนี้เรียกว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิทาอริยสัจ.

************************************************

อริยมรรคมีองค์ ๘
๑. สัมมาทิฏฐิ  ........... ปัญญาอันเห็นชอบ
๒. สัมมาสังกัปปะ ...... ความดำริชอบ
๓. สัมมาวาจา  .......... เจรจาชอบ
๔. สัมมากัมมันตะ …... การงานชอบ
๕. สัมมาอาชีวะ …...… เลี้ยงชีวิตชอบ
๖. สัมมาวายามะ ….... พยายามชอบ
๗. สัมมาสติ ……...…. ระลึกชอบ
๘. สัมมาสมาธิ ........  ตั้งจิตชอบ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: