หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
หน้า: [1]   ลงล่าง
ผู้เขียน หัวข้อ: ดวงชะตา  (อ่าน 6559 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ไพศาล เพ็งแก้ว
ไพศาล เพ็งแก้ว
...
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 104




 /\ถามผู้รู้ครับ
อยากทราบว่าทำไม เวลาตกฟาก วันเดือนปีเิกิด จึงมีผลกับชะตาชีวิตของเจ้าของชะตา  และหมอดูสามารถทำนายอนาคต  ทั้งในเรื่องอาชีพการงาน เนื้อคู่  ฯลฯ ได้อย่างแม่นยำ 
เช่น คนที่เิกิดในวัน ...... จะได้ทำงานเป็น .... จะมีเนื้อคู่ ลักษณะ......  และจะได้แต่งงานตอนอายุ .......
มันเกี่ยวข้องกับบุญ กรรม ของคนหรือไม่อย่างไร และคนสามารถฝืนดวงชะตาได้หรือไม่
อยากได้คำตอบในแนวพุทธ  ไม่ใช่ในเชิงสถิติครับ
ขอบพระคุณครับ /\
บันทึกการเข้า

@ นัตถิเม สะระณัง อัญญัง@
ที่พึ่งอย่างอื่นของข้าพเจ้าไม่มี
may
บุคคลทั่วไป

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 370
๗. นามสิทธิชาดก
ว่าด้วยชื่อไม่เป็นของสำคัญ
[ ๙๗] " เพราะเห็นคนชื่อ ชีวกะตาย นางธนปาลี
ตกยาก นายปันถกะหลงทางในป่า เจ้าปาปกะ
จึงกลับมา"
จบ นามลิทธิชาดกที่ ๗
อรรถกถานามสิทธิชาดกที่ ๗
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร
ทรงปรารภภิกษุผู้หวังความสำเร็จโดยชื่อ รูปหนึ่ง ตรัสพระ-
ธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า ชีวกญฺจ มตํ ทิสฺวา ดังนี้.
ได้ยินว่า กุลบุตรผู้หนึ่ง โดยนาม ชื่อว่า ปาปกะ บวช
ถวายชีวิตในพระศาสนา เมื่อถูกพวกภิกษุเรียกว่า มาเถิด
อาวุโส ปาปกะ หยุดเถิดอาวุโส ปาปกะ ก็คิดว่า ในโลกผู้ที่มี
ชื่อว่า ปาปกะ เขากล่าวกันว่า ลามก เป็นตัวกาฬกรรณี เรา
ต้องให้พระอุปัชฌาย์อาจารย์หาชื่อที่ประกอบไปด้วยมงคล
อย่างอื่น เธอเข้าไปหา อุปัชฌาย์อาจารย์กราบเรียนว่า ข้าแต่
ท่านผู้เจริญ ชื่อของผมเป็นอัปมงคล กรุณาตั้งชื่ออย่างอื่นให้
กระผมเถิด. ครั้งนั้นอาจารย์และอุปัชฌาย์ ก็กล่าวก็เธออย่างนี้


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 371
ว่า ชื่อเป็นเพียงบัญญัติสำหรับเรียกกัน ขึ้นชื่อว่าความสำเร็จ
ประโยชน์ไร ๆ มิได้มีเพราะชื่อเลย เธอจงพอใจชื่อของตนนั้น
เถิด เธอคงยังอ้อนวอนอยู่ร่ำไป ความที่เธอมุ่งความสำเร็จโดย
ชื่อนี้ เกิดแพร่หลายกระจายไปในสงฆ์ อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุ
ทั้งหลายนั่งประชุมกันในธรรมสภา ตั้งเรื่องสนทนากันว่า ท่าน
ผู้มีอายุทั้งหลาย ได้ยินว่า ภิกษุโน้น มุ่งความสำเร็จโดยชื่อ
ขอให้ช่วยหาชื่อที่เป็นมงคลให้ พระบรมศาสดาเสด็จมาสู่
ธรรมสภา ตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอประชุม
สนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบ
แล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ใน
กาลก่อน เธอก็มุ่งความสำเร็จเพราะชื่อเหมือนกัน แล้วทรงนำ
เอาเรื่องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นอาจารย์ทิศา-
ปาโมกข์ บอกมนต์กะมาณพ ๕๐๐ ในพระนครตักกสิลา มาณพ
ผู้หนึ่งของท่าน ชื่อ ปาปกะ โดยนาม ถูกเขาเรียกอยู่ว่า มาเถิด
ปาปกะ ไปเถิดปาปกะ คิดว่า ชื่อของเราเป็นอัปมงคล ต้อง
ขอให้อาจารย์ตั้งชื่ออื่นให้ใหม่ เขาไปหาอาจารย์เรียนว่า ท่าน
อาจารย์ขอรับ ชื่อของกระผมเป็นอัปมงคล โปรดตั้งชื่ออย่างอื่น
ให้เถิดขอรับ ครั้งนั้นอาจารย์ได้กล่าวกะเขาว่า ไปเถิดพ่อ เจ้า
จงเที่ยวไปตามชนบทแล้ว กำหนดเอาชื่อที่เป็นมงคล ชื่อหนึ่ง
ที่ตนชอบใจอย่างยิ่งแล้วมา เราจักเปลี่ยนชื่อของเจ้าเป็นชื่อ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 372
อย่างอื่น เขารับคำว่า ดีแล้ว ขอรับ ถือเอาเสบียงออกเดินทางไป
ท่องเที่ยวไปตามคามนิคมชนบท ลุถึงนครแห่งหนึ่ง ในพระนคร
นั้นแหละ มีบุรุษผู้หนึ่ง ชื่อว่า ชีวกะ (บุญรอด ) โดยนาม ตายลง
เห็นหมู่ญาติกำลังหามเขาไปสู่ป่าช้า จึงถามว่า ชายผู้นี้ชื่ออะไร ?
หมู่ญาติตอบว่า จะชื่อว่า ชีวกะ (บุญรอด) ก็ดี อชีวก (ไม่รอดก็ดี)
ก็ตายทั้งนั้น ชื่อเป็นเพียงบัญญัติสำหรับเรียกกัน เจ้านี่ เห็นจะโง่
กระมัง. เขาฟังคำนั้นแล้ว มีความรู้สึกเฉย ๆ ในเรื่องชื่อ เดินทาง
กลับเข้าเมืองของตน ครั้งนั้น พวกนายทุน กำลังจับนางทาสีผู้หนึ่ง
ซึ่งไม่ให้ดอกเบี้ยให้นั่งที่ประตู เฆี่ยนด้วยเชือก และนางทาสี
ผู้นั้นก็มีชื่อว่า ธนปาลี (คนมีทรัพย์) เขาเดินเรื่อยไปตามท้องถนน
เห็นนางถูกเฆี่ยน ก็ถามว่า มันไม่ยอมให้ดอกเบี้ย เขาถามว่า
ก็นางมีชื่ออย่างไรเล่า ? พวกนายทุนตอบว่า นางชื่อ ธนปาลี
(คนมีทรัพย์) เขาถามว่า แม้จะมีชื่อ ธนปาลี โดยนาม ก็ยังไม่
อาจให้เงินแค่ดอกเบี้ยหรือ ? พวกนายทุนตอบว่า จะชื่อธนปาลี
คนรวยก็ดี จะชื่ออธนปาลี คนจนก็ดี เป็นคนเข็ญใจได้ทั้งนั้น
ชื่อเป็นเพียงบัญญัติสำหรับเรียกกัน เจ้านี่เห็นจะโง่แน่ เขายิ่ง
รู้สึกเฉย ๆ ในเรื่องชื่อยิ่งขึ้น เดินออกจากเมืองไปตามทาง
ในระหว่างทางพบคนหลงทาง ถามว่า ผู้เป็นเจ้าเที่ยวทำอะไร
อยู่เล่า ? เขาตอบว่า ข้าพเจ้าหลงทางเสียแล้ว เขาย้อนถามว่า
ก็คุณชื่อไรเล่า ? เขาตอบว่า ข้าพเจ้าชื่อ ปันถก (ผู้เจนทาง)
เขาถามว่า ขนาดชื่อปันถกะ ยังหลงทางอีกหรือ ? คนหลงทาง


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 373
กล่าวว่า จะชื่อปันถกะ (ชำนาญทาง) หรือชื่ออปันถกะ (ไม่
ชำนาญทาง) ก็มีโอกาสหลงทางได้เท่ากัน ชื่อเป็นบัญญัติสำหรับ
เรียกกัน ก็ท่านเองเห็นจะโง่แน่. เขาเลยวางเฉยในเรื่องชื่อ
ไปสู่สำนักของพระโพธิสัตว์ ครั้นพระโพธิสัตว์ถามว่า อย่างไร
เล่า พ่อคุณ เจ้าได้ชื่อที่ถูกในมาแล้วหรือ ? ก็เรียนท่านว่า
ท่านอาจารย์ขอรับ ธรรมดาคนเราถึงจะชื่อว่าชีวก แม้จะชื่อ
อชีวก คงตายเท่ากัน ถึงจะชื่อ ธนปาลี แม้จะชื่อ อธนปาลี
ก็เป็นทุคคตะได้ทั้งนั้น ถึงจะชื่อปันถกะ แม้จะชื่ออปันถกะ ก็
หลงทางได้เหมือนกัน ชื่อเป็นเพียงบัญญัติสำหรับเรียกกัน ความ
สำเร็จเพราะชื่อมิได้มีเลย ความสำเร็จมีได้เพราะการกระทำ
เท่านั้น พอกันทีเรื่องชื่อสำหรับกระผม กระผมขอใช้ชื่อเดิม
นั่นแหละต่อไป พระโพธิสัตว์เทียบเคียงเรื่องที่เขาเห็น และ
กรรมที่เขากระทำแล้วกล่าวคาถานี้ ความว่า :-
" เพราะเห็นคนชื่อ ชีวกะตาย นางธนปาลี
ตกยาก นายปันถกะ หลงทางในป่า เจ้าปาปกะ
จึงกลับมา" ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุนราคโต ความว่า เพราะเห็น
เหตุ ๓ อย่างเหล่านี้ จึงหวนกลับมา ร อักษร ท่านกล่าวไว้
ด้วยอำนาจแห่งสนธิ.
พระบรมศาสดา ทรงนำอดีตนิทานนี้มาแล้ว ตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในปางก่อน เธอ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 374
ก็มุ่งความสำเร็จ เพราะชื่อมาแล้วเหมือนกัน แล้วทรงประชุม
ชาดกว่า มาณพผู้มุ่งความสำเร็จเพราะชื่อในครั้งนั้น ได้มาเป็น
ภิกษุผู้มุ่งความสำเร็จเพราะชื่อในบัดนี้ บริษัทของอาจารย์
ได้มาเป็นพุทธบริษัท ส่วนอาจารย์ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถานามสิทธชาดกที่ ๗





พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 49
๙. นักขัตตชาดก
ว่าด้วยประโยชน์คือฤกษ์
[๔๙] " ประโยชน์ได้ล่วงเลยคนโง่เขลา ผู้มัว
คอยฤกษ์อยู่ ประโยชน์เป็นฤกษ์ของประโยชน์
ดวงดาวจักทำอะไรได้."
จบ นักขัตตชาดกที่ ๙
อรรถกถานักขัตตชาดกที่ ๙
พระบรมศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหา-
วิหาร ทรงปรารภอาชีวกคนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มี
คำเริ่มต้นว่า นกฺขตฺตํ ปฏิมาเนนฺตํ เป็นอาทิ.
ได้ยินว่า กุลบุตรชาวบ้านนอกผู้หนึ่ง ไปขอกุลธิดา
นางหนึ่ง ในกรุงสาวัตถี ให้แก่ลูกชายของตน นัดหมายวันกันว่า
ในวันโน้น จักมารับเอาตัวไป ครั้นถึงวันนัดจึงถามอาชีวก ผู้
เข้าไปสู่ตระกูลของตนว่า พระคุณเจ้าผู้เจริญ วันนี้พวกผมจัก
ทำมงคลอย่างหนึ่ง ฤกษ์ดีไหมครับ. อาชีวกนั้นโกรธอยู่แล้วว่า
คนผู้นี้ครั้งแรกไม่ถามเราเลย บัดนี้เลยวันไปแล้วกลับมาถามเรา
เอาเถิด จักต้องสั่งสอนเขาเสียบ้าง จึงพูดว่า วันนี้ฤกษ์ไม่ดี


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 50
พวกท่านอย่ากระทำการมงคลในวันนี้เลย ถ้าขืนทำ จักพินาศ
ใหญ่. พวกมนุษย์ในตระกูลพากันเชื่ออาชีวกนั้น ไม่ไปรับตัว
ในวันนั้น. ฝ่ายพวกชาวเมืองจัดการมงคลไว้พร้อมแล้ว ไม่เห็น
พวกนั้นมา ก็กล่าวว่า พวกนั้นกำหนดไว้วันนี้ แล้วก็ไม่มา แม้
การงานของพวกเราก็ใกล้จะสำเร็จแล้ว เรื่องอะไรจักต้องไป
คอยพวกนั้น จักยกธิดาของเราให้คนอื่นไป แล้วก็ยกธิดาให้แก่
ตระกูลอื่นไป ด้วยการมงคลที่เตรียมไว้นั้นแหละ. ครั้นวันรุ่งขึ้น
พวกที่ขอไว้ก็พากันมาถึง แล้วกล่าวว่า พวกท่านจงส่งตัวเจ้า
สาวให้พวกเราเถิด. ทันใดนั้น ชาวเมืองสาวัตถี ก็พากันบริภาษ
พวกนั้นว่า พวกท่านสมกับที่ได้ชื่อว่าเป็นคนบ้านนอก ขาดความ
เป็นผู้ดี เป็นคนลามก กำหนดวันไว้แล้ว ดูหมิ่นเสียไม่มาตาม
กำหนด เชิญกลับไปตามทางที่มากันนั่นแหละ พวกเรายกเจ้าสาว
ให้คนอื่นแล้ว. พวกชาวบ้านนอก ก็พากันทะเลาะกับชาวเมือง
ครั้นไม่ได้เจ้าสาว ก็ต้องพากันไปตามทางที่มานั่นเอง. เรื่องที่
อาชีวกกระทำอันตรายงานมงคล ของมนุษย์เหล่านั้น ปรากฏว่า
รู้กันตัวไปในระหว่างภิกษุทั้งหลาย. และภิกษุเหล่านั้นประชุม
กันในธรรมสภา นั่งพูดกันว่า อาวุโสทั้งหลาย อาชีวกกระทำ
อันตรายงานมงคลของตระกูลเสียแล้ว. พระศาสดาเสด็จมาแล้ว
ตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอกำลังสนทนากันด้วย
เรื่องอะไร ? ครั้นภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า
ภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่อาชีวกกระทำอันตราย


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 51
งานมงคลของตระกูลนั้นเสีย แม้ในกาลก่อนก็โกรธคนเหล่านั้น
กระทำอันตรายงานมงคลเสียแล้วเหมือนกัน แล้วทรงนำเอาเรื่อง
ในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในกรุง
พาราณสี ชาวพระนครพากันไปสู่ขอธิดาของชาวชนบท กำหนด
วันแล้ว ถามอาชีวกผู้คุ้นเคยกันว่า พระคุณเจ้าผู้เจริญ วันนี้ผม
จะกระทำงานมงคลสักอย่างหนึ่ง ฤกษ์ดีไหมขอรับ. อาชีวกนั้น
โกรธอยู่แล้วว่า คนพวกนี้กำหนดวันเอาตามพอใจตน บัดนี้ กลับ
ถามเรา คิดต่อไปว่า ในวันนี้เราจักทำการขัดขวางงานของตน
เหล่านั้นเสีย แล้วกล่าวว่า วันนี้ฤกษ์ไม่ดี ถ้ากระทำการมงคล
จักพากันถึงความพินาศใหญ่. คนเหล่านั้นพากันเชื่ออาชีวก
จึงไม่ไปรับเจ้าสาว. ชาวชนบททราบว่า พวกนั้นไม่มา ก็พูดกัน
ว่า พวกนั้นกำหนดวันไว้วันนี้ แล้วก็ไม่มา ธุระอะไรจักต้องคอย
คนเหล่านั้น แล้วก็ยกธิดาให้แก่คนอื่น. รุ่งขึ้น ชาวเมืองพากันมา
ขอรับเจ้าสาว ชาวชนบทก็พากันกล่าวว่า พวกท่านขึ้นชื่อว่าเป็น
ชาวเมือง แต่ขาดความเป็นผู้ดี กำหนดวันไว้แล้ว แต่ไม่มารับ
เจ้าสาว เพราะพวกท่านไม่มา เราจึงยกให้คนอื่นไป. ชาวเมือง
กล่าวว่า พวกเราถามอาชีวกดู ได้ความว่า ฤกษ์ไม่ดี จึงไม่มา
จงให้เจ้าสาวแก่พวกเราเถิด. ชาวชนบทแย้งว่า เพราะพวกท่าน
ไม่มากัน พวกเราจึงยกเจ้าสาวให้คนอื่นไปแล้ว คราวนี้จักนำ
ตัวเจ้าสาวที่ให้เขาไปแล้วมาอีกได้อย่างไรเล่า ? เมื่อคนเหล่านั้น


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 52
โต้เถียงกันไป โต้เถียงกันมา อยู่อย่างนี้ ก็พอดีมีบุรุษผู้เป็น
บัณฑิตชาวเมืองคนหนึ่ง ไปชนบทด้วยกิจการบางอย่าง ได้ยิน
ชาวเมืองเหล่านั้นกล่าวว่า พวกเราถามอาชีวกแล้ว จึงไม่มา
เพราะฤกษ์ไม่ดี ก็พูดว่า ฤกษ์จะมีประโยชน์อะไร เพราะการ
ได้เจ้าสาวก็เป็นฤกษ์อยู่แล้ว มิใช่หรือ ? ดังนี้แล้ว กล่าวคาถานี้
ความว่า :-
"ประโยชน์ผ่านพ้นคนโง่ ผู้มัวคอยฤกษ์
ยามอยู่ ประโยชน์เป็นฤกษ์ของประโยชน์ ดวง
ดาวทั้งหลาย จักทำอะไรได้" ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปฏิมาเนนฺตํ ความว่า ผู้คอย
ดูอยู่ อธิบายว่า มัวรอคอยอยู่ว่า ฤกษ์จะมีในบัดนี้ จักมีในบัดนี้.
บทว่า อตฺโถ พาลํ อุปจฺจคา ความว่า ประโยชน์กล่าวคือ
การได้เจ้าสาว ผ่านพ้นคนโง่ผู้เป็นชาวเมืองนี้.
บทว่า อตฺโถ อตฺถสฺส นกฺขตฺตํ ความว่า บุคคลเที่ยว
แสวงหาประโยชน์ใด ประโยชน์ที่เขาได้แล้วนั่นแหละ ชื่อว่า
เป็นฤกษ์ของประโยชน์.
บทว่า กึ กริสฺสฺติ ตารกา ความว่า ก็ดวงดาวทั้งหลาย
ในอากาศนอกจากนี้ จักยังประโยชน์เช่นไรให้สำเร็จได้.
พวกชาวเมือง ทะเลาะกับพวกนั้นแล้ว ก็ไม่ได้เจ้าสาว
อยู่นั่นเอง เลยพากันไป.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 53
แม้พระบรมศาสดาก็ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่
ในบัดนี้เท่านั้น ที่อาชีวกนั้น ทำการขัดขวางงานมงคลของตระกูล
นั้น ถึงในครั้งก่อน ก็ได้กระทำแล้วเหมือนกัน ครั้นทรงนำ
พระธรรมเทศนานี้มาตรัสแล้ว ทรงสืบอนุสนธิประชุมชาดกว่า
อาชีวกในครั้งนั้น ได้มาเป็นอาชีวกในครั้งนี้ แม้ตระกูลทั้งสิ้น
ในครั้งนั้น ก็ได้มาเป็นตระกูลในครั้งนี้ ส่วนบุรุษผู้เป็นบัณฑิต
ผู้ยืนกล่าวคาถา ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถานักขัตตชาดกที่ ๙







๑๐. สุปุพพัณหสูตร
ว่าด้วยเวลาที่เป็นฤกษ์ดี
[๕๙๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าใดประพฤติสุจริต ด้วยกาย
ด้วยวาจา ด้วยใจ ในเวลาเช้า เวลาเช้านั้น ก็เป็นเวลาดีของสัตว์เหล่านั้น
สัตว์เหล่าใดประพฤติสุจริตด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ในเวลากลางวัน เวลา
กลางวันนั้น ก็เป็นเวลาดีของสัตว์เหล่านั้น สัตว์เหล่าใดพระพฤติสุจริตด้วยกาย
ด้วยวาจา ด้วยใจ ในเวลาเย็น เวลาเย็นนั้น ก็เป็นเวลาดีของสัตว์เหล่านั้น.
(นิคมคาถา)
กายกรรม วาจากรรม มโนกรรม
ความปรารถนาของท่าน เป็นประทักษิณ
เป็นฤกษ์ดี มงคลดี แจ้งดี รุ่งดี
ขณะดี ครู่ดี และเป็นการบูชาอย่างดีใน


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 592
พรหมจารีทั้งหลาย คนทำกรรมอันเป็น
ประทักษิณแล้ว ย่อมได้ประโยชน์อันเป็น
ประทักษิณ ท่านทั้งหลาย จงเป็นผู้มี
ประโยชน์อันได้แล้ว ถึงซึ่งความสุข งอก
งามในพระพุทธศาสนา เป็นผู้หาโรคมิได้
สำราญกายใจ พร้อมด้วยญาติทั้งปวง
เทอญ.
จบสุปุพพัณหสูตรที่ ๑๐
จบมงคลวรรคที่ ๕
อรรถกถาสุปุพพัณหสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในสุปุพพัณหสูตรที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :-
ในคำเป็นต้นว่า สุนกฺขตฺตํ วันที่คนทั้งหลายบำเพ็ญสุจริตธรรมทั้ง
๓ ให้บริบูรณ์ ชื่อว่าเป็นวันที่ได้การประกอบฤกษ์ เพราะฉะนั้น พระผู้มี
พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า วันนั้น มีฤกษ์ดีทุกเมื่อ. วันนั้นนั่นแหละ ชื่อว่า เป็น
วันทำมงคลแล้ว เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า วันนั้นมีมงคลดี
ทุกเมื่อ. แม้วันที่มีความสว่างไสวทั้งวัน จึงชื่อว่า สุปฺปภาตเมว มีความ
สว่างไสวเป็นประจำ. แม้การลุกขึ้นจากการนอนของวันนั้น ก็ชื่อว่า สุหุฏฺฐิตํ
ลุกขึ้นด้วยดี. แม้ขณะของวันนั้น ก็ชื่อว่า สุกฺขโณ ขณะดี. แม้ยามของ
วันนั้น ก็ชื่อว่า สุมุหุตฺโต ยามดี.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 593
ก็ในบทว่า สุมุหุตฺโต นี้ พึงทราบการแบ่งเวลาดังนี้ เวลาประมาณ
๑๐ นิ้ว ชื่อว่า ขณะ เวลา ๑๐ นิ้ว โดยขณะนั้น ชื่อว่า ลยะ. เวลา ๑๐
ลยะ โดยลยะนั้น ชื่อว่า ขณลยะ. เวลา ๑๐ เท่า โดยขณลยะนั้น ชื่อว่า
มุหุตฺตะ. เวลา ๑๐ เท่า โดยมุหุตตะนั้น ชื่อว่า ขณมุหุตฺตะ.
บทว่า สุยิฏฺฐํ พฺรหฺมจาริสุ ความว่า ทานที่เขาให้ในผู้ประพฤติ
ธรรมอันประเสริฐ ในวันที่บำเพ็ญสุจริต ๓ ให้บริบูรณ์แล้ว ชื่อว่า สุยิฏฺฐํ
(มีการบูชาดีแล้ว). บทว่า ปทกฺขิณํ กายกมฺมํ ความว่า กายกรรมที่เขา
ทำแล้วในวันนั้น ชื่อว่าเป็นกายกรรม ประกอบด้วยความเจริญ. แม้ในบท
ที่เหลือ ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า ปทกฺขิณานิ กตฺวาน ความว่า ครั้น
การทำกายกรรมเป็นต้น ที่ประกอบด้วยความเจริญแล้ว. บทว่า ลภนฺตตฺเถ
ปทกฺขิเณ ความว่า จะได้ประโยชน์ที่เป็นประทักษิณ คือประโยชน์ที่ประกอบ
ด้วยความเจริญนั่นเอง. ข้อความที่เหลือในพระสูตรนี้ ง่ายทั้งนั้น ฉะนี้เเล.
จบอรรถกถาสุปุพพัณหสูตรที่ ๑๐
จบมงคลวรรควรรณนาที่ ๕
จบตติยปัณณาสก์
บันทึกการเข้า
ไพศาล เพ็งแก้ว
ไพศาล เพ็งแก้ว
...
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 104




 /\ขอบคุณครับพี่เมคิดว่าจะถามเรื่องชื่อด้วยเหมือนกัน เลยโชคดีไม่ต้องถามพี่ตอบเสร็จเลย
พี่ตอบมามากขนาดนี้คิดว่าคงแจ่ม แล้วแต่ตอนนี้ไม่มีเวลาอ่านทั้งหมดคงต้อง พิมพ์ เอาไปอ่านเวลาว่าง
แต่ถ้าใครจะให้ความกระจ่างอีกก็ยินดีครับ
ขอบพระคุณครับ /\
บันทึกการเข้า

@ นัตถิเม สะระณัง อัญญัง@
ที่พึ่งอย่างอื่นของข้าพเจ้าไม่มี
พระวัดสามแยก
พระพันธกานต์ อภิปญฺโญ (ครูบาหม่าว)
พระ
.....
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2737



อ้างถึง
อยากทราบว่าทำไม เวลาตกฟาก วันเดือนปีเิกิด จึงมีผลกับชะตาชีวิตของเจ้าของชะตา  และหมอดูสามารถทำนายอนาคต  ทั้งในเรื่องอาชีพการงาน เนื้อคู่  ฯลฯ ได้อย่างแม่นยำ
เช่น คนที่เิกิดในวัน ...... จะได้ทำงานเป็น .... จะมีเนื้อคู่ ลักษณะ......  และจะได้แต่งงานตอนอายุ .......
มันเกี่ยวข้องกับบุญ กรรม ของคนหรือไม่อย่างไร และคนสามารถฝืนดวงชะตาได้หรือไม่
อยากได้คำตอบในแนวพุทธ  ไม่ใช่ในเชิงสถิติครับ

อ่านพระไตรฯ  มามากคงมึนหัวบ้างแล้ว  ลองฟังความเห็นนี้

ดวงชะตาของคน  ที่คำนวณจาก วัน - เดือน - ปี และเวลาตกฟากของคนนั้น   เี่กี่ยวข้องกับบุญ - บาป  ของคนนั้นๆที่ได้ทำมาแต่เก่าก่อนด้วย  คนไม่สามารถที่จะฝืนดวงชะตาได้   ถ้าทำตามพิธีการทั้งหลายที่หมอดูกำหนดมาให้

แต่คนสามารถที่จะฝืนดวงชะตาได้ก็ด้วยการกระทำ   คนที่ดวงชะตาไม่ดี    ก็เพราะบาปกรรม   ถ้ารู้จักใช้หนี้นายเวรอย่างถูกต้อง - รู้จักสงเคราะห์ญาติและเทพที่รักษาอย่างถูกวิธี   และประพฤติตัวให้อยู่ในกรอบที่พุทธแนะนำไว้     คนผู้นั้นก็จะค่อยๆพลิกผันดวงชะตาของตนให้ดีขึ้นมาได้   เหมือนที่พุทธตรัสไว้ว่า   " คนบางคนมืดมา   แล้วสว่างไป "

คนบางคนดวงชะตาเกิดดี   ก็อย่าชะล่าใจ   ให้รีบส่งเสริมดวงชะตาให้ดียิ่งๆขึ้นไปอีกด้วยการกระทำเหมือนอย่างที่กล่าวมา
เหมือนที่พุทธตรัสไว้ว่า  " คนบางคนสว่างมา   แล้วสว่างไป "

ผูกดวงในความหมายของพุทธ  คือ  ผูกการกระทำทางกาย - วาจา -ใจ   เอาไว้กับความดีงามที่พุทธแนะนำไว้

ต่อชะตาในความหมายของพุทธ  คือ  รู้จักวิธีดำเนินชีวิตให้เหมาะสม    กินอาหารดีมีประโยชน์ - พัีกผ่อนให้พอดี   รู้ว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์ก็สรรหามาใส่ชีวิต       รู้ว่าสิ่งใดมีโทษก็สรรหาออกไปจากชีวิต


บันทึกการเข้า
ไพศาล เพ็งแก้ว
ไพศาล เพ็งแก้ว
...
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 104




กราบขอบพระคุณพระอาจารย์ครับ /\ /\ /\
บันทึกการเข้า

@ นัตถิเม สะระณัง อัญญัง@
ที่พึ่งอย่างอื่นของข้าพเจ้าไม่มี
ไพศาล เพ็งแก้ว
ไพศาล เพ็งแก้ว
...
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 104




 /\ แล้วเราจะฝืนดวงชะตาได้รึเปล่าครับ /\
บันทึกการเข้า

@ นัตถิเม สะระณัง อัญญัง@
ที่พึ่งอย่างอื่นของข้าพเจ้าไม่มี
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 897

Email : workshop773@hotmail.com



อ้างจาก: author=พระวัดสามแยก link=topic=195.msg2568#msg2568 date=1174021774

แต่คนสามารถที่จะฝืนดวงชะตาได้ก็ด้วยการกระทำ   คนที่ดวงชะตาไม่ดี    ก็เพราะบาปกรรม   ถ้ารู้จักใช้หนี้นายเวรอย่างถูกต้อง - รู้จักสงเคราะห์ญาติและเทพที่รักษาอย่างถูกวิธี   และประพฤติตัวให้อยู่ในกรอบที่พุทธแนะนำไว้     คนผู้นั้นก็จะค่อยๆพลิกผันดวงชะตาของตนให้ดีขึ้นมาได้   เหมือนที่พุทธตรัสไว้ว่า   " คนบางคนมืดมา   แล้วสว่างไป "


คนสามารถที่จะฝืนดวงชะตาได้ก็ด้วยการกระทำ   

 /\




 ;D :D ;)
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: