พัฒนาการทางความคิดของพุทธศาสนานิกายมหายาน

(1/1)

พระวัดสามแยก:

วันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11383 มติชนรายวัน
 
 
พัฒนาการทางความคิดของ พุทธศาสนามหายาน

คอลัมน์ หน้าต่างความจริง

โดย ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์


ภายหลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว พุทธศาสนาได้เจริญรุ่งเรืองในอินเดียอย่างต่อเนื่อง
กระทั่งถึงยุคพระเจ้าอโศกมหาราชพุทธศาสนาได้เจริญรุ่งเรืองอย่างสูงสุด โดยแผ่ไปทั่วทั้งชมพูทวีปอย่างกว้างขวาง
มีศิลาจารึกและเสาหินพระเจ้าอโศกมหาราชเป็นประจักษ์พยานอันสำคัญ หลังสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช
ไม่มีพระเจ้าแผ่นดินอินเดียที่ทรงทำนุบำรุงพุทธศาสนาอย่างจริงจัง   พุทธศาสนาจึงเสื่อมถอยมาเป็นลำดับ

มูลเหตุแห่งความเสื่อมของพุทธศาสนาในอินเดียได้แก่    ประการแรกเมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานนานวันเข้า
ชาวพุทธอินเดียเกิดความประมาท หันเหออกจากหลัก "การพึ่งตนเอง" ไปพึ่งอำนาจศักดิ์สิทธิ์ภายนอก
จึงเป็นทีของศาสนาพราหมณ์ซึ่งมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่เต็มไปหมด   ในที่สุดชาวพุทธก็ค่อยๆถูกกลืนหายไป

ประการที่สองขณะเมื่อพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองอยู่นั้น มีพราหมณ์จำนวนมากเข้ามาบวชเรียนในพุทธศาสนา
พราหมณ์พวกหนึ่งมีความเลื่อมใสศรัทธาอย่างแท้จริงหลังจากอุปสมบทแล้วก็กลายมาเป็นกำลังสำคัญของพุทธศาสนา
พราหมณ์อีกพวกหนึ่งต้องการที่จะเข้ามาศึกษาเรียนรู้จุดอ่อนจุดแข็งของพุทธศาสนา เพื่อนำไปปรับปรุงศาสนาพราหมณ์
ของตนให้เข้มแข็งขึ้นเพื่อมา  "ต่อสู้ทางความคิด"  กับพุทธศาสนา   ศาสนาพราหมณ์ที่ได้ผ่านการปฏิรูปแล้ว
ได้กลายมาเป็นศาสนาฮินดูในที่สุด

เมื่อพุทธศาสนามาถึงจุดเสื่อมถอย   ชาวพุทธอินเดียจำนวนหนึ่งได้ใช้วิธี   "หนามยอกเอาหนามบ่ง" โดยเข้าไปศึกษา
จุดอ่อนจุดแข็งของศาสนาฮินดูบ้างเพื่อนำมาปรับปรุงพุทธศาสนาให้อยู่ในสถานะที่จะสามารถ   "แข่งขัน"
กับศาสนาฮินดูได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านความศรัทธา ในที่สุดพุทธศาสนาก็ได้นำเสนอ
"ทฤษฎีตรีกาย" (Trikaya)  หรือกายทั้งสามของพระพุทธเจ้าออกมา   ซึ่งมีสาระสำคัญโดยสังเขปดังนี้

1."นิรมาณกาย" (Nirmana-kaya) หรือ "กายเนื้อ"
ได้แก่ ร่างกายของเจ้าชายสิทธัตถะ หรือพระพุทธเจ้าในประวัติศาสตร์ซึ่งมีชีวิตอยู่ได้ 80 ปี ก็เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน

2."ธรรมกาย" (Dharma-kaya) หรือ "กายธรรม" ได้แก่ คุณสมบัติที่ทำให้เจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
หรือพระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบนั่นเอง ("ธรรมกาย" ในที่นี้แตกต่างจากคำสอนของวัดพระธรรมกายที่อ้างว่า
นิพพานคืออัตตา และจุดหมายสูงสุดในพุทธศาสนาคืออายตนะนิพพานที่อยู่บนฟ้าบนสวรรค์ สามารถวัดขนาดความกว้าง
ยาว และสูงได้   คำว่า "ธรรมกาย" เป็นแนวความคิดของพุทธศาสนามหายานที่เกิดขึ้นในอินเดียกว่า 2,000 ปีมาแล้ว
โดยมีความหมายแตกต่างจากวัดพระธรรมกายอย่างสิ้นเชิง)

3."สัมโภคกาย" (Sambhokha-kaya) หรือ "กายทิพย์" ได้แก่ กายแห่งนามธรรมของพระพุทธเจ้า
ซึ่งยังดำรงอยู่ในจักรวาลนี้ต่อไปภายหลังการเสด็จดับขันธ์ โดยชาวพุทธกลุ่มใหม่อธิบายว่า
พระพุทธเจ้าเมื่อใกล้เสด็จดับขันธ์แล้วก็ยังทรงห่วงใยสรรพสัตว์ที่อยู่เบื้องหลังและด้วยพระมหาเมตตากรุณาที่ยิ่งใหญ่   
จึงทรงตัดสินพระทัยไม่เสด็จสู่ปรินิพพาน (สภาพที่ขาดสูญไปจากจักรวาลนี้อย่างสิ้นเชิง) แต่ยังทรงดำรงอยู่ในฐานะ
"กายทิพย์" แห่งสัมโภคกาย คอยสดับตรับฟังทุกข์สุขของสรรพสัตว์ที่อยู่เบื้องล่าง
เมื่อมีผู้เดือดร้อนเป็นทุกข์สวดมนตร์อ้อนวอน ก็จะทรงได้ยินและจะทรงประทานความช่วยเหลือลงมาให้

การนำเสนอทฤษฎี "ตรีกาย" ของพุทธศาสนาอย่างใหม่
ซึ่งต่อมารู้จักกันในนามว่า "พุทธศาสนามหายาน" (Mahayana Buddhism) นี้
ทำให้พระพุทธเจ้าถูกยกสถานะให้เทียบเท่ากับ "พระเจ้า" ในศาสนาฮินดู นับเป็นการพลิกโฉมของพุทธศาสนา
จากศาสนาประเภท "อเทวนิยม" (Atheism) มาเป็นศาสนาประเภท "เทวนิยม" (Theism) เลยทีเดียว
แต่พระพุทธเจ้าในฐานะพระเจ้าก็มีอยู่เพียงพระองค์เดียว คงจะไม่สามารถต้านทานพระเจ้าในศาสนาฮินดูที่มีมากมาย
ซึ่งมากันเป็น "กองทัพ" ได้

มหายานจึงได้พัฒนาแนวความคิดต่อไปว่า จักรวาลเป็นอนันตกาล (infinity) ในอดีตอันเป็นอนันตกาลนั้น
เคยมีพระพุทธเจ้าเสด็จมานับครั้งไม่ถ้วน (ยิ่งกว่าจำนวนเมล็ดทรายในแม่น้ำคงคาเสียอีก) โดยพระพุทธเจ้าสมณะโคดม
(หรือ "พระพุทธเจ้าศากยมุนี" ตามคำเรียกของฝ่ายมหายาน) เป็นเพียงพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งเท่านั้น
พระพุทธเจ้าเหล่านั้นล้วนแล้วแต่ทรงมีพระมหากรุณาที่ยิ่งใหญ่ เมื่อถึงคราวจะดับขันธ์ ก็ทรงเลือกที่จะดำรงอยู่
ในจักรวาลนี้ต่อไปในฐานะ "สัมโภคกาย" ทั้งสิ้น โดยนัยยะนี้มหายานจึงมี
"พระพุทธเจ้า" จำนวนมหาศาล (พอที่จะต่อกรกับ "กองทัพเทพเจ้า" ของศาสนาฮินดูได้)

ในบรรดาพระพุทธเจ้าซึ่งมีอยู่อย่างมากมายนั้น
พุทธศาสนามหายานได้ให้ความสำคัญกับพระพุทธเจ้าอมิตาภะ (Amitabha Buddha)
ที่ประทับอยู่ ณ แดนสุขาวดี (Sukhavati) สวรรค์ทางทิศตะวันตก โดยมีสาวกเบื้องซ้ายและขวา
ที่ดำรงอยู่ในฐานะสัมโภคกายคือ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร (Avalokitesvara) ผู้ยิ่งด้วย "เมตตา-กรุณา"
และพระโพธิสัตว์มหาสถามปราปต์ (Mahasathamaprapta) ผู้ยิ่งด้วย "มุทิตา-อุเบกขา" เนื่องจากคุณสมบัติ
ของพระโพธิสัตว์ดังกล่าวชาวพุทธมหายานจึงนิยมสวดมนตร์อ้อนวอนต่อพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร
(หรือ "กวนอิม" ในภาษาจีน) มากกว่า

ขณะเดียวกันมหายานได้พัฒนาแนวคิดต่อไปอีกว่า
ในอนาคตซึ่งก็เป็นอนันตกาลเช่นกันนั้น จะมีพระพุทธเจ้าพระองค์ใหม่มาอุบัติอีกนับจำนวนไม่ถ้วน
(มากกว่าจำนวนเมล็ดทรายในแม่น้ำคงคาเสียอีก) มีความเชื่อของชาวพุทธโดยทั่วไปที่ว่า
ศาสนาของพระพุทธเจ้าสมณะโคดมนั้นจะมีอายุเพียง 5,000 ปี (ซึ่งเราก็ได้ฉลองกึ่งพุทธกาลไปแล้วในปี พ.ศ.2500)
หลังจากนั้นจะมีพระพุทธเจ้าพระองค์ใหม่มาอุบัตินามว่า "พระพุทธเจ้าศรีอาริยเมตไตรย์" (หรือ "พระศรีอาริย์")
และถ้าหากว่าจะมีพระพุทธเจ้าพระองค์ใหม่มาอุบัติในอีก 2,400 กว่าปีข้างหน้าแล้วไซร้
เวลานี้พระองค์ก็จะต้องกำลังเสวยพระชาติเป็น "พระโพธิสัตว์" อยู่
และเราก็ไม่อาจบอกได้ว่า เวลานี้พระองค์เป็นใครหรืออยู่ที่ไหน

เมื่อเราไม่อาจระบุได้ว่าเวลานี้พระศรีอาริย์เป็นใครและอยู่ที่ไหนแล้ว
มหายานก็ได้แนะนำว่า เราทุกคนสามารถที่จะเป็น "ผู้สมัครแข่งขันชิงชัย" (candidate) ได้
โดยแนะนำว่าเราทุกคนควรจะบำเพ็ญ "พระโพธิสัตวธรรม" (ธรรมะของพระโพธิสัตว์) เพื่อปรารถนาต่อพุทธภูมิ
ในวันข้างหน้า   และถ้าหากว่าเราพลาด "ตำแหน่ง" พระศรีอาริย์แล้วไซร้ ก็ยังมี "ตำแหน่ง" ของพระพุทธเจ้า
ในอนาคตให้เราได้ปรารถนาอีกมาก ดังนั้นอุดมคติของชาวพุทธมหายานจึงเปลี่ยนจาก "พระอรหันต์"
มาเป็น "พระโพธิสัตว์" เพื่อที่จะได้ตรัสรู้เป็น "พระพุทธเจ้า" เสียเองในที่สุด

ที่มา  :

http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01bud02100552&sectionid=0121&day=2009-05-10

พระวัดสามแยก:

สำหรับพระพุทธศาสนาที่มีนิกายต่างๆ แตกแยกออกไปมากมายหลายนิกายนั้น  แต่ละนิกายที่แตกออกไป
ก็มีแนวคิดที่ผิดเพี้ยนไปจากคำสอนดั้งเดิมขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหมด  ไม่มีนิกายใดที่จะสามารถ
ดำรงพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ได้เลย  ทุกๆ นิกายล้วนแล้วแต่แต่ง ,เติม ,เสริม
ตััด,ทอนพระธรรมวินัยออกไปตามที่หัวหน้านิกายมีความชอบใจ

นิกายที่ยังคงดำรงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไว้ได้บริสุทธิ์บริบูรณ์ที่สุดมีเพียงนิกายเถรวาทเท่านั้น
พระพุทธศาสนานิกายเถรวาทก็คือ  พระพุทธศาสนาที่ประเทศไทย, ลาว, พม่า, เขมร, ศรีลังกา ได้ให้ความนับถืออยู่
และแน่นอน  "วัดสามแยก"  ก็ถือตามนิกายเถรวาท  ซึ่งถือเป็นนิกายดั้งเดิมและถูกต้องที่สุด  คำสอนของพระพุทธเจ้า
ที่นิกายเถรวาทได้รวบรวมบรรจุเอาไว้เป็นหมวดหมู่ก็คือ  "พระไตรปิฎก" 

ปัจจุบันนี้พระพุทธศาสนาที่ผู้คนนับถืออยู่ทั่วโลกเด่นๆ  ก็มีอยู่ 2 นิกายคือ  เถรวาทและมหายาน
นิกายเถรวาทดั้งเดิมที่ถูกต้องที่สุด  "ไม่มีวัตถุใดๆ ที่หล่อ ปั้น แกะขึ้นมาแล้วกล่าวตู่ว่าเป็นพระพุทธรูป
ของพระพุทธเจ้า"  แต่  "มหายาน"  เป็นนิกายที่บิดเืบือนพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างน่าอดสูใจที่สุด


พระไตรปิฎกอรรถกถาแปลไทยชุด 91 เล่ม  เล่มที่ ๘๐  หน้า ๘  (กถาวัตถุ)

 ๑. ภิกษุผู้ลามกทั้งหลาย   ผู้เป็นชาววัชชีบุตร   ผู้เป็นอธรรมวาที 
ถูกพระเถระผู้เป็นธรรมวาทีทั้งหลายขับออกแล้ว  ได้พวกอื่นจึงตั้งคณาจารย์ใหม่.

๒. ภิกษุเหล่านั้นมีประมาณหมื่นรูปได้ประชุมกันรวบรวม  คือทำการร้อยกรองพระธรรมวินัย   
เพราะฉะนั้น การร้อยกรองพระธรรมวินัยนี้  ท่านจึงเรียกว่า  "มหาสังคีติ" แปลว่า  การร้อยกรองใหญ่.

๓. ภิกษุทั้งหลายผู้ทำมหาสังคีติ ได้ทำความขัดแย้งไว้ในพระศาสนา 
ทำลายสังคายนาเดิม แล้วทำการรวบรวมธรรมวินัยไว้เป็นอีกอย่างหนึ่ง.

๔. ภิกษุเหล่านั้นได้แต่งพระสูตรที่สังคายนาไว้แล้วให้เป็นอย่างอื่น
และทำลายอรรถและธรรมในพระวินัยในนิกายทั้ง  ๕  ด้วย.

๕. อนึ่ง  ภิกษุเหล่านั้นไม่รู้แม้ซึ่งธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้แล้วโดยปริยาย (โดยอ้อม)
และทั้งโดยนิปปริยาย (โดยตรง) ไม่รู้อรรถที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแนะนำไว้แล้วและทั้งไม่รู้จักอรรถที่ควรแนะนำ.

๖. ภิกษุเหล่านั้นๆ ได้กำหนดอรรถ (ความหมาย) ไว้เป็นอย่างอื่นจากอรรถที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้
โดยหมายเอาอย่างหนึ่ง  ได้ยังอรรถ (ความหมาย) มากมายให้พินาศไปเพราะฉายาแห่งพยัญชนะ.

๗. ภิกษุเหล่านั้นละทิ้งพระสูตรบางอย่างและพระวินัยอันลึกซึ้งเสีย 
แล้วแต่งพระสูตรเทียม  พระวินัยเทียมทำให้เป็นอย่างอื่น.

๘. คัมภีร์บริวารอัตถุธาระก็ดี   อภิธรรมทั้ง ๖ ปกรณ์ก็ดี  ปฏิสัมภิทานิทเทสก็ดี  ชาดกบางส่วนก็ดี.

๙. คัมภีร์มีประมาณเท่านี้  ถูกภิกษุเหล่านั้นจำแนกไว้ต่างๆ กันแล้วแต่งให้เป็นอย่างอื่น
ทั้ง  นาม   ลิงค์   บริขาร  และอากัปปกรณียะ.

๑๐. ภิกษุผู้เป็นหัวหน้าคณะ   ผู้มีวาทะอันแยกกันแล้ว  ผู้ทำมหาสังคีติเหล่านั้นได้พากันละทิ้ง
ซึ่งความเป็นปกตินั้นเสียแล้วแต่งให้เป็นอย่างอื่น.

๑๑. ก็โดยการเรียนแบบอย่างแห่งภิกษุเหล่านั้น  ได้มีลัทธิอันแตกแยกกันขึ้นมากมาย 
และภายหลังแต่กาลนั้นมาได้เกิดแตกแยกกันขึ้นในมหาสังฆิกะนั้น  ดังนี้คือ

.... ๒๓. นิกายที่แตกแยกกัน  ๑๗   นิกาย                   
นิกายที่ไม่แตกแยกกันมี ๑ นิกาย  คือเถรวาท
รวมนิกายทั้งหมดเป็น ๑๘  นิกาย  อีกอย่างหนึ่งท่านเรียกว่าตระกูลอาจารย์  ๑๘  ตระกูล.

๒๔. คำสั่งสอนของพระชินะเจ้าเป็นของบริสุทธิ์บริบูรณ์ไม่ยิ่งไม่หย่อน 
เป็นหลักมั่นคงสูงสุดของเถรวาททั้งหลาย  ราวกะต้นไม้ใหญ่  ชื่อว่า  นิโครธ (ต้นไทร) ฉะนั้น.

๒๕.  นิกายที่เหลือ  คือนอกจากเถรวาท  เกิดขึ้นแล้วเป็นดุจกาฝากเกิดอยู่ที่ต้นไม้ 
นิกายที่แตกแยกกันมาทั้ง ๑๗  นิกายนี้  ไม่มีในร้อยปีแรก  แต่ในระหว่างร้อยปีที่  ๒ 
คือภายในพระพุทธศักราช  ๒๐๐  ปี  ได้เกิดขึ้นแล้วในศาสนาของพระชินะพุทธเจ้า  ด้วยประการฉะนี้แล.


นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ