หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
หน้า: 1 [2]   ลงล่าง
ผู้เขียน หัวข้อ: สังฆทาน  (อ่าน 16902 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 901

Email : workshop773@hotmail.com



 :D  /\

อนุโมทนาคุณ นิรุจน์ ค่ะ
และขออนุญาติชี้แจงเล็กน้อย กันการเข้าใจผิดของท่านอื่นๆ ดังนี้นะค่ะ

ส่วนที่ข้าพเจ้าคัดลอกมา
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ 
ตรงกับเล่มที่ 36  หน้าที่ 739 บรรทัดที่ 1

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ เล่ม ๓ ภาค ๒
ตรงกับเล่มที่ 23  หน้า 391  บรรทัดที่ 1

ส่วนของคุณนิรุจน์
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ เล่ม ๓ ภาค ๒
ตรงกับเล่มที่ 23 หน้า 407 บรรทัดที่ 1 ววรค 2

ขออนุโมทนาอีกครั้งค่ะ ช่วยๆ หาอ้างอิงมากันนะค่ะ ท่านอื่นๆจะได้เข้าใจมากขึ้น  ;)
 /\
บันทึกการเข้า
พระวัดสามแยก
พระพันธกานต์ อภิปัญโญ (ครูบาหม่าว)
พระ
.....
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2754




อ้างถึง
แล้วการใส่บาตรตอนเช้ากับภิกษุที่ทุศีลโดยที่ผู้ถวายไม่ทราบ แต่คิดไปว่า ถวายในสงฆ์
จัดเป็นสังฆทานหรือไม่
หากพระรูปเดียวรับไทยทาน แต่ไม่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นตัวแทน อย่างนี้ไม่จัด หรือยังจัดอยู่ในสังฆทาน
และหากผู้ถวายคิดไปเพื่อในสงฆ์กับพระรูปเดียวกันนี้ ผลที่ได้ได้ในสงฆ์หรือไม่ (สังฆทาน)

ใส่บาตรพระทุศีลตอนเช้าแต่คิดว่าถวายในสงฆ์ ถ้าคิดเป็นน้อมใจเป็น(ไม่ใช่พูด) จัดเป็นสังฆทาน 
 
พระรูปเดียวรับไทยทานจะได้รับแต่งตั้งหรือไม่ได้รับไม่สำคัญ จะเดินไปเจอโดยบังเอิญก็ได้   
ถ้าถวายเป็น  จัดเป็นสังฆทาน
   
ขอทำความเข้าใจเรื่องสงฆ์ที่จะถวายสังฆทาน    สงฆ์ในที่นี้ไม่ใช่พระสงฆ์ที่มีตัวตน - รูปร่าง 
ไม่ใช่พระสงฆ์ทั้งวัด - ตำบล - อำเภอ - ประเทศ - โลก - จักรวาลเีีดียวเท่านั้น   
เป็นสงฆ์ที่หาประมาณไม่ได้   สงฆ์ที่ว่านี้มีความบริสุทธิ์อยู่ตลอดกาล
ทีนี้ความยากในการถวายทานให้เป็นสังฆทานก็คือ   
ใครจะสามารถทำความเข้าใจสภาพดังว่ามา  จะทำความรู้สึกถูกไหม   ไม่ง่ายเลย 
เพราะฉะนั้นถ้าหากไม่ศึกษา - เีรียนรู้ตาม   ไม่มีทางเลยที่จะถวายทานให้เป็นสังฆทานได้ 
เราทั้งหลายส่วนมากก็จะหิ้วกระแ๋ป๋งสีเหลืองๆเข้าวัดไปหาพระแล้วก็บอกว่ามาถวายสังฆทาน 
พระก็ไม่เห็นบอกอะไร   โยมก็ไม่รู้ว่ารู้เรื่องหรือเปล่า   ถวายกันเสร็จสรรพ 
เจอใครถามก็บอกว่า  ไปถวายสังฆทานมา  แหม!!!อายจังเนาะ

ย้ำ  สงฆ์นะไม่ใช่พระสงฆ์ 

เห็นว่าเรื่องต่อไปนี้ี่เกี่ยวเนื่องกันแต่อยู่ที่กระทู้อื่นเลยนำมาลงไว้ให้ศึกษา

ตอบ   คุณ   บี

อำนาจพระรัตนตรัยเป็นพลังบริสุทธิ์   แต่รัตนตรัยไม่ได้เป็นพลังอะไรเลย  จะมีอำนาจก็ต่อเมื่อมีผู้นำไปใช้   
ถ้านำอำนาจนี้ไปใช้ในทางที่ผิดก็มีผลเป็นทุกข์ยาวนาน   ถ้าใช้ในทางที่ถูกก็มีคุณยาวนาน

เรื่องสังฆทานนั้น   ยากที่ใครจะทำให้หมดจดได้   ผู้ที่จะทำให้สังฆทานหมดจดได้มีแต่พระอรหันต์กลุ่มเดียวเท่านั้น 
ถ้าต่ำกว่านั้นท่านให้เลือกที่ทำทาน ( เล่ม  43  หน้า  334 )

ถ้าผู้ใดอยากจะทำสังฆทานจริง  ให้เรียนรู้ - เข้าใจใจความหมายของพุทธ - ธรรม - สงฆ์   
ตามบทสวดสรรเสริญ พุทธ - ธรรม - สงฆ์ ก็ได้   ให้เรียนรู้เป็นอย่างดี 
แล้วเวลาไประลึกขณะให้ทานถวายแด่พุทธ - ธรรม - สงฆ์ 
พอคิดว่า พุทธ - ธรรม - สงฆ์  ให้ความรู้สึกนี้   พรึบ!!   
ทั่วดินแดนโดยไม่เกี่ยวกับการระลึกอีก   ทำได้มั๊ยแบบนี้ 


และเลิกความคิดที่ว่า  จะถึงพุทธ - ธรรม - สงฆ์มั๊ยหนอ ?
พระพวกที่เอาสิ่งของไปจะเอาไปสร้างดีหรือเปล่า  ?
เราให้ทานกับคนไม่ดีหรือเปล่า ?
พระพวกนี้กินของเราแล้วจะศึกษาธรรมวินัยหรือเปล่า ?
ถ้ามีใครทักท้วงว่าการถวายแบบนี้ไมใช่สังฆทานเราจะวุ่นวายในความรู้สึกนึกคิดหรือเปล่า ?
เมื่ออ่านเจอพุทธพจน์ที่ว่าบุคคลเมื่อจะให้ทานควรเลือกเราจะเกิดอาการอย่างไร ?
ทานที่บริสุทธิ์มีแต่พระอรหันต์ให้แก่พระอรหันต์เท่านั้น  เราจะเป็นอย่างไร  และ ฯลฯ

สังฆทานนี้เป็นเพียงวิธีการสร้างบุญประเภทหนึ่งเท่านั้นเอง   ยังมีวิธีการสร้างบุญที่ำได้บุญมากกว่าสังฆทานอีกคือ 
การถือไตรสรณะให้มั่นคงและถูกต้อง 
ให้ไปศึกษาตามพระไตรฯ  เล่ม  11   หน้า  482  เป็นต้นไป (ชุด 91 เล่ม  ม.ม.ร.) 

 
                                                                                           พระเกษม   อาจิณฺณสีโล

และต่อด้วย 

เคยได้ยินคำว่า จักรวาลมั๊ย – หมื่นจักรวาล – แสนโกฏิจักรวาล – จักรวาลหาที่สุดไม่ได้มั๊ย 
เคยได้ยินคำว่าเมื่อพุทธเจ้าตรัสรู้ต้องควบคุมอยู่ในวงหมื่นจักรวาลมั๊ย ในคำสอนพุทธแจ้งชัดไว้แล้วว่า   
จักรวาลหาที่สุดไม่ได้ - แจ้งชัดไว้แล้วว่าพุทธเจ้าแต่ละองค์ตรัสรู้สอนสัตว์อยู่ในวงหมื่นจักรวาลเป็นปกติ   
เมื่อพุทธองค์หนึ่งๆตรัสรู้ อยู่ในวงหมื่นจักรวาลหนึ่งๆ  มีผู้รับคำสอนแล้วบรรลุธรรมดับขันธ์นิพพานไปก็มีมาก   
ที่ยังทรงโสดา – สกทาคา – อนาคา ก็มีอยู่มากในแต่ละวงหมื่นจักรวาล  แล้วทีนี้พวกเหลืออยู่ก็ไม่ใช่จะสิ้นสุดได้ง่ายๆ   
เทพดาและมนุษย์เหล่านั้นก็ย่อมรับความรู้ต่อเนื่องกันอยู่ยาวนาน  พลังงานของอริยะแต่ละองค์ๆ ก็ต่อเนื่องกันอยู่เช่นนั้นยาวนาน
       
อายุของพระพุทธเจ้าแต่ละองค์ – อายุของมนุษย์ในแต่ละวงหมื่นจักรวาลก็ไม่เท่ากัน   สมมติว่า   
วงหมื่นนี้   100  ปี – วงหมื่นนั้น  1000  ปี – วงหมื่นโน้น 10000  ปี – วงหมื่นโน้น แสน – ล้าน – สิบล้าน
ร้อยล้าน – พันล้าน – หมื่นล้าน ไปจนถึงอสงไขยปีก็มีสำหรับอายุมนุษย์   
พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์จะเสด็จอุบัติตรัสรู้ก็เฉพาะในช่วงอายุมนุษย์ในหมื่นจักรวาลนั้นๆ
มีอายุตั้งแต่  100,000 – 100  ปี  เท่านั้น   ถ้าต่ำกว่า  100   ปี    ถ้าเกิน  100,000  ปี  ก็ไม่ตรัสรู้ 
เพราะคนอายุต่ำกว่า  100  ปี  จิตใจหยาบมาก   คนอายุเกิน 100,000  ปี  ก็ประมาทมาก   
และเมื่อพุทธองค์ตรัสรู้ในแต่ละวงหมื่นจักรวาลอายุคนไม่เท่ากัน   
อำนาจของพุทธในแต่ละวงหมื่นจักรวาลก็ถึงกันในเอนกจักรวาล   
พุทธ – ธรรม – สงฆ์  ก็เช่นเดียวกัน    แม้จักรวาลที่พุทธเจ้าปรินิพพานแล้วอย่างจักรวาลเรา   
เมื่อระลึกถึงอำนาจพุทธ   คิดเหรอว่า  อำนาจพุทธในวงหมื่นอื่นๆจะไม่ครอบคลุมมาถึงเรา   
เมื่อครอบคลุมมาถึงเราเช่นนี้   แม้จะไม่มีสมณะที่ประเสริฐหลงเหลืออยู่เลย   
หากได้เรียนรู้ว่าในวงหมื่นจักรวาลมีพุทธอยู่  1  องค์เช่นนี้   
ในเอนกจักรวาลย่อมมีพุทธอยู่และพุทธย่อมเป็นอันเดียวกันทั่วเอนกจักรวาล     
เมื่อเราระลึกถึงสรณะที่พึ่งอันเกษม   คือพุทธ – ธรรม – สงฆ์  นี้ตามคำของพุทธ   
ท่านยืนยันว่าพึ่งได้ยาวนาน    แม้ว่าหมื่นจักรวาลนี้แตกสลาย    แม้แสนโกฏิจักรวาลนี้แตกสลาย   
วงเอนกจักรวาล – อนันตจักรวาลยังมีอยู่อีกมาก   
พุทธที่อยู่ในจักรวาลที่เหลือเหล่านั้นก็ยังมีอยู่อีกมาก   
พุทธก็ไม่ทราบว่าจะประมาณได้หรือเปล่าที่ยังทรงพระชนม์อยู่      เพราะความรู้เราไม่รู้ไปไกลขนาดนั้น   
ทราบแต่ว่าพุทธองค์ที่พระโมคคัลลานะไปเจอนั้นท่านยังทรงพระชนม์อยู่   
เพราะอายุของคนในวงหมื่นจักรวาลที่ท่านอยู่ยืนยาวกว่านี้หลายเท่า
( ทราบจากตำราฉบับเดิมๆที่เคยอ่าน  แต่ฉบับนี้ไม่มี ม.ม.ร )  ฉะนั้นอำนาจพุทธ – ธรรม – สงฆ์   
ไม่ใช่ว่าจะมีอยู่เฉพาะในโลกเราเท่านั้น   และสัญญาณพุทธที่ยังอยู่    ธรรมที่ยังมีผู้เรียนต่ออยู่   
อริยะสงฆ์ผู้เจริญยังมีอยู่คือยังไม่นิพพานในอนันตจักรวาลยังมีอยู่   
สัญญาณพุทธ – ธรรม – สงฆ์   ไม่ใช่ส่งเหมือนสัญญาณดาวเทียม   
แต่จะส่งด้วยพลังสัญญาณระลึกถึงสัตว์ทั้งหลายที่ระลึกถึงพระรัตนตรัยทั่วอนันตจักรวาลเหมือนกันคือ 
สัญญาณจะไปทั่ว   แม้ว่าสัตว์หรือคนจะไม่ระลึกให้ไปทั่วจักรวาลก็ตาม   
เพียงแต่ระลึกว่า   บุญนี้ให้ญาติเช่นนี้ก็ขึ้นอยู่กับบุญของผู้นั้น   
ญาติจะอยู่ใกล้หรือไกลหรือห่างไกลไปแสนจักรวาลก็ตาม   ญาติของผู้นั้นก็ได้รับบุญ   
ถ้าพลังบุญของผู้ส่ง   ส่งไปด้วยความมีอานุภาพมากของบุญ   
บุญจะมีอานุภาพมากต้องร่วมกับอำนาจของพระรัตนตรัย   จะส่งผลไปได้ไกลมาก   
แต่ถ้าบุญของผู้นั้นมีน้อย    เมื่อส่งไป   พลังของรัตนตรัยที่อธิษฐานคลุมไปไกลทั่วแดนอนันตจักรวาลที่ผู้นั้นระลึกถึง   
แต่บุญของผู้นั้นจะมีผู้รับไปหมดก่อน   แล้วพลังบุญที่ได้บุญจากที่มีผู้รับก็จะย้อนคืนตามสนองผู้อุทิศเพิ่มมากขึ้น
พลังรัตนตรัยหาที่สุดไม่ได้เป็นอย่างว่ามา  พลังบุญหาที่สุดได้ก็เป็นอย่างที่ว่ามานี้   

           
คุณของศีล – โทษของศีล  มีอยู่ทั่วอนันตจักรวาล   สัตว์ชาวมนุษย์โลกและชาวทิพย์ก็มีอยู่ทั่วอนันตจักรวาล   
อยู่ตามภูมิที่เหมาะสมกับตน    ตามผลของการกระทำแต่ละราย   สัตว์ทิพย์ผู้มีอำนาจใหญ่ – ฤทธิ์ใหญ่   
ย่อมมีอยู่    เมื่อเห็นสมณะทุศีล     ไม่ว่าสมณะนั้นจะบวชในพุทธหรือนอกพุทธก็ตาม     
ย่อมไม่พอใจสมณะทุศีล   เพราะสมณะนั้นได้ปฏิญาณตนว่าจะรักษาคุณธรรมของสมณะ   
และยิ่งแล้วสมณะในศาสนาพุทธ   เมื่อประกาศตัวเป็นสมณะเป็นศิษย์ของพุทธแล้ว   
ปฏิญาณว่าจะทำตามเพราะหวังความเจริญ    เมื่อไม่ทำตามก็เป็นเสื่อม   
เทพทั้งหลายที่ทรงฤทธิ์ทั้งอริยะ – ปุถุชน  และมนุษย์    ก็ตั้งความปราถนาไว้ตลอดไม่ว่ายุคใหนๆว่า   
สมณะผู้เจริญอยู่ที่ใหน   ข้าจะบำรุงสมณะผู้เจริญนั้น   เมื่อสมณะประพฤติตัวไม่เจริญ   
คุณธรรมที่เขาคร่ำครวญอยู่นั้นก็ไม่เกิดขึ้น   เพราะสมณะทุศีลเป็นบางข้อโดยที่ไม่คิดแก้ไข   
แรงปราถนาที่หวังความเจริญเมื่อเจอสมณะที่เสื่อม     
ทั้งสมณะและชาวบ้านและเทพทั้งหลายก็ผิดหวังเพราะสมณะหวังความเจริญแต่ทำสิ่งที่เสื่อมให้แก่ตน   
ชาวบ้านและเทพหากได้เกี่ยวกับผู้เสื่อมก็เสื่อมไปด้วยกัน   
เพราะไม่ได้ศึกษาและยังเป็นผู้ที่เคยปราถนาความเจริญไว้แล้ว    ยังไปคบกับผู้เสื่อม    จะเสื่อมมั๊ยล่ะ   
   
ฉะนั้นพลังรัตนตรัยและพลังนอกรัตนตรัยก็เป็นเช่นนี้    ยิ่งไปศึกษาลัทธิที่ศาสดาไม่รู้เรื่อง   ผีป่า – ผีดง  และ ฯลฯ
ยิ่งไม่มีทางที่จะเจริญได้เลย    แม้เป็นมนุษย์ก็ตาม    ท่านจึงบอกที่ไปแก่พวกนี้ว่า   โลกันตรนรกที่มืดสนิท   

คำเตือน     เหตุแห่งการคิดที่ทำให้เป็นบ้า   4    อย่าง
                 
1.   วิสัยแห่งพุทธ     
2.  วิสัยแห่งผู้ได้ฌาน   
3.  วิบากแห่งกรรม   
4.   ความคิดในเรื่องโลก ( จักรวาล )
ผู้ใดคิดพึงมีส่วนแห่งความเป็นบ้า       
แต่เราผู้ตอบไม่ได้คิดเป็นเพียงรับรู้ขึ้นมาและมีเปรียบเทียบในพระไตรปิฏกจึงกล้าพูด   
เพราะใครพูดแบบนี้เขาถือว่าผู้นั้นเป็นบ้า     ส่วนเราก็ต้องมีคนถือว่าเราเป็นบ้า    ไม่เป็นไร    เพราะเราเคยบ้า   
สำหรับบ้านั้นเซียนอยู่แล้ว   มันยากแต่ที่จะทำดีนี่แหละ   
ฝากอีกหน่อย   ถ้าบ้าแล้วยอมรับกับไม่รู้ว่าบ้าหรือเปล่าและไม่ยอมรับอะไรเลย.......จะคิดยังไง


                                                                                                             พระเกษม   อาจิณฺณสีโล







« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 04 พฤศจิกายน , 2010 เวลา 18:12:05 PM โดย พระพันธกานต์ อภิปญฺโญ » บันทึกการเข้า
b
บุคคลทั่วไป

 /\ /\ /\
บันทึกการเข้า
chai
.
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1



สวัสดีครับ ผมเป็นผู้มีความรู้น้อย...เมื่อได้อ่านกระทู้เกี่ยวกับสังฆทานนี้..ผมมีเรื่องเล่าให้ฟังเพื่อขอความเห็นครับ
      :-*คือเมื่อก่อนนี้(ก่อนที่จะได้รู้จักหลวงพ่อเกษมฯ)ผมและภรรยาจะใส่บาตรหน้าบ้านทุกเช้า โดยจะมีพระเดินมารับทุกวัน 3 รูป ซึ่งเป็นพระภิกษุองค์เดิมๆทุกวัน สิ่งของที่ใส่บาตรประกอบด้วยข้าว,อาหารคาว,ขนมหวานและซองปัจจัย(เงิน)  ต่อมาเมื่อได้รับทราบจากหลวงพ่อเกษมฯ ว่าไม่ควรทำบุญกับพระทุศีล เนื่องจากเป็นอันตรายเพราะจะได้ทั้งบุญและบาปนั้น ผมและภรรยาจึงได้พิจารณาและเห็นว่าพระภิกษุที่เราใส่บาตรทุกเช้านี้ เข้าข่ายเป็นพระทุศีล เพราะรับเงินและมีกริยาไม่เหมาะสมกับความเป็นพระสงฆ์ เราจึงยุติการใส่บาตรมาได้ประมาณ 2 สัปดาห์แล้ว ต่อมาเมื่อได่อ่านกระทู้เรื่องสังฆทานนี้ จึงเกิดข้อสงสัยขึ้นอีกว่า ถ้าเราคิดเสียว่าพระสงฆ์ที่มารับสิ่งของจากเราเป็นสงฆ์ที่ไม่เจาะจง ถือว่าของที่ถวายเป็นสังฆทานได้หรือไม่ เราจะได้มีโอกาสทำบุญทุกเช้าต่อไป(แต่ตัดเรื่องเงินทองออกไป) ....
      /\ขอถามความเห็นท่านผู้รู้ด้วยครับ ผมควรจะใส่บาตรต่อไปหรือควรยุติไม่ถวายอาหารกับพระชุดนี้อีก

ช่วยตอบผู้รู้น้อยด้วยครับ
ชัย 191
บันทึกการเข้า
นิรุจน์
บุคคลทั่วไป

 /\ /\ /\

ข้างล่างนี้เป็นเพียงบางส่วน...

พระไตรปิฏกชุด 91 เล่ม   จากเล่มที่ 36  หน้า 739 บรรทัด 1
สุตตันตปิฎก 
๕. ทารุกัมมิกสูตร


[๓๓๐] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ปราสาทสร้างด้วยอิฐ ใกล้นาทิกคาม ครั้งนั้น คฤหบดีชื่อทารุกัมมิกะ (พ่อค้าฟืน) เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามว่า ดูกรคฤหบดี ทานในสกุล ท่านยังให้อยู่หรือ
คฤหบดีชื่อทารุกัมมิกะได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ยังให้อยู่ และทานนั้นแล ข้าพระองค์ให้ในภิกษุผู้เป็นอรหันต์ หรือผู้บรรลุอรหัตมรรค ผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร ผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ผู้ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ฯ

พ. ดูกรคฤหบดี ท่านผู้เป็นคฤหัสถ์ บริโภคกาม อยู่ครองเรือน นอนเบียดเสียดบุตร บริโภคจันทน์แคว้นกาสี ทัดทรงดอกไม้ ของหอมและเครื่องลูบไล้ ยินดีทองและเงินอยู่ พึงรู้ข้อนี้ได้ยากว่า ภิกษุเหล่านี้เป็นพระอรหันต์ หรือเป็นผู้บรรลุอรหัตมรรค
ดูกรคฤหบดี ถ้าแม้ภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร เป็นผู้ฟุ้งซ่าน ถือตัว เห่อ ปากกล้า พูดพล่าม มีสติเลอะเลือน ไม่มีสัมปชัญญะ มีใจไม่ตั้งมั่น มีจิตพลุ่งพล่าน ไม่สำรวมอินทรีย์ เมื่อเป็นอย่างนี้ ภิกษุนั้นพึง ถูกติเตียนด้วยเหตุนั้น
ถ้าแม้ภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ถือตัว ไม่เห่อ ไม่ปากกล้า ไม่พูดพล่าม มีสติตั้งมั่น มีสัมปชัญญะ มีใจตั้งมั่น มีจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง สำรวมอินทรีย์ เมื่อเป็นอย่างนี้ ภิกษุนั้นพึงได้รับสรรเสริญด้วยเหตุนั้น ถ้าแม้ภิกษุผู้อยู่ใกล้บ้าน เป็นผู้ฟุ้งซ่าน ฯลฯ
เมื่อเป็นอย่างนี้ ภิกษุนั้นพึงถูกติเตียนด้วยเหตุนั้น
ถ้าแม้ภิกษุผู้อยู่ใกล้บ้าน เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน ฯลฯ
เมื่อเป็นอย่างนี้ ภิกษุนั้นพึงได้รับสรรเสริญด้วยเหตุนั้น
ถ้าแม้ภิกษุผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร เป็นผู้ฟุ้งซ่าน ฯลฯ
เมื่อเป็นอย่างนี้ ภิกษุนั้นพึงถูกติเตียนด้วยเหตุนั้น
ถ้าแม้ภิกษุผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน ฯลฯ
เมื่อเป็นอย่างนี้ ภิกษุนั้นพึงได้รับสรรเสริญด้วยเหตุนั้น
ถ้าแม้ภิกษุผู้รับนิมนต์ เป็นผู้ฟุ้งซ่าน ฯลฯ
เมื่อเป็นอย่างนี้ ภิกษุนั้นพึงถูกติเตียนด้วยเหตุนั้น
ถ้าแม้ภิกษุผู้รับนิมนต์ เป็นผู้ ไม่ฟุ้งซ่าน ฯลฯ
เมื่อเป็นอย่างนี้ ภิกษุนั้นพึงได้รับสรรเสริญด้วยเหตุนั้น
ถ้าแม้ ภิกษุผู้ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร เป็นผู้ฟุ้งซ่าน ฯลฯ
เมื่อเป็นอย่างนี้ ภิกษุนั้นพึง ถูกติเตียนด้วยเหตุนั้น
ถ้าแม้ภิกษุผู้ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน ฯลฯ เมื่อเป็นอย่างนี้ ภิกษุนั้นพึงได้รับสรรเสริญด้วยเหตุนั้น
ถ้าแม้ภิกษุผู้ทรงคฤหบดี จีวร เป็นผู้ฟุ้งซ่าน ถือตัว เห่อ ปากกล้า พูดพล่าม มีสติเลอะเลือน ไม่มี สัมปชัญญะ มีใจไม่ตั้งมั่น
มีจิตพลุ่งพล่าน ไม่สำรวมอินทรีย์
เมื่อเป็นอย่างนี้ ภิกษุนั้นพึงถูกติเตียนด้วยเหตุนั้น
ถ้าแม้ภิกษุผู้ทรงคฤหบดีจีวร เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ถือตัว ไม่เห่อ ไม่ปากกล้า ไม่พูดพล่าม มีสติตั้งมั่น มีสัมปชัญญะ มีใจตั้งมั่น
มีจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง สำรวมอินทรีย์
เมื่อเป็นอย่างนี้ ภิกษุนั้นพึงได้ รับสรรเสริญด้วยเหตุนั้น

ดูกรคฤหบดี เชิญท่านให้สังฆทานเถิด
เมื่อท่านให้สังฆทานอยู่ จิตจักเลื่อมใส ท่านนั้นเป็นผู้มีจิตเลื่อมใส เมื่อตายไป จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
คฤหบดีชื่อทารุกัมมิกะ ทูลสนองว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์นี้จักให้สังฆทานตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ


 /\ /\ /\

การทำสังฆทาน...

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 407 (บรรทัดที่ 18) - 408 (บรรทัดที่ 3)

ก็บุคคลได้เตรียมไทยธรรมด้วยคิดว่า
เราจักให้ทักขิณาถึงสงฆ์ ไปวิหารแล้วเรียนว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านจง
ให้พระเถระรูปหนึ่งเจาะจงสงฆ์เถิด. ลำดับนั้น ได้สามเณรจากสงฆ์ย่อมถึง
ความเป็นประการอื่นว่า เราได้สามเณรแล้ว ดังนี้. ทักขิณาของบุคคลนั้น
ย่อมไม่ถึงสงฆ์. เมื่อได้พระมหาเถระแม้เกิดความโสมนัสว่า เราได้มหาเถระ
แล้ว ดังนี้ ทักขิณาก็ไม่ถึงสงฆ์เหมือนกัน. ส่วนบุคคลใดได้สามเณร ผู้อุป-
สมบทแล้ว ภิกษุหนุ่ม หรือเถระ ผู้พาลหรือ บัณฑิต รูปใดรูปหนึ่งจาก
สงฆ์แล้ว ไม่สงสัย ย่อมอาจเพื่อทำความยำเกรงในสงฆ์ว่า เราจะถวายสงฆ์.
ทักขิณาของบุคคลนั้นเป็นอัน ชื่อว่าถึงสงฆ์แล้ว.


 /\ /\ /\


อ้างจาก: author=พระวัดสามแยก link=topic=138.msg1528#msg1528 date=1171515507
อ้างถึง
แล้วการใส่บาตรตอนเช้ากับภิกษุที่ทุศีลโดยที่ผู้ถวายไม่ทราบ แต่คิดไปว่า ถวายในสงฆ์
จัดเป็นสังฆทานหรือไม่
หากพระรูปเดียวรับไทยทาน แต่ไม่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นตัวแทน อย่างนี้ไม่จัด หรือยังจัดอยู่ในสังฆทาน
และหากผู้ถวายคิดไปเพื่อในสงฆ์กับพระรูปเดียวกันนี้ ผลที่ได้ได้ในสงฆ์หรือไม่ (สังฆทาน)

  ใส่บาตรพระทุศีลตอนเช้าแต่คิดว่าถวายในสงฆ์     ถ้าคิดเป็นน้อมใจเป็น(ไ่่ม่ใช่พูด)    จัดเป็นสังฆทาน    
   พระรูปเดียวรับไทยทานจะได้รับแต่งตั้งหรือไม่ได้รับไม่สำคัญ  จะเดินไปเจอโดยบังเอิญก็ได้   ถ้าถวายเป็น  จัดเป็นสังฆทาน
  
   ขอทำความเข้าใจเรื่องสงฆ์ที่จะถวายสังฆทาน สงฆ์ในที่นี้ไม่ใช่พระสงฆ์ที่มีตัวตน - รูปร่าง  ไม่ใช่พระสงฆ์ทั้งวัด - ตำบล - อำเภอ - ประเทศ - โลก - จักรวาลเีีดียวเท่านั้น   เป็นสงฆ์ที่หาประมาณไม่ได้   สงฆ์ที่ว่านี้มีความบริสุทธิ์อยู่ตลอดกาล
ทีนี้ความยากในการถวาย่ทานให้เป็นสังฆทานก็คือ   ใครจะสามารถทำความเข้าใจสภาพดังว่ามา  จะทำความรู้สึกถูกไหม   ไม่ง่ายเลย  เพราะฉะนั้นถ้าหากไม่ศึกษา - เีรียนรู้ตาม   ไม่มีทางเลยที่จะถวายทานให้เป็นสังฆทานได้  เราทั้งหลายส่วนมากก็จะหิ้วกระแ๋ป๋งสีเหลืองๆเข้าวัดไปหาพระแล้วก็บอกว่ามาถวายสังฆทาน  พระก็ไม่เห็นบอกอะไร   โยมก็ไม่รู้ว่ารู้เรื่องหรือเปล่า   ถวายกันเสร็จสรรพ  เจอใครถามก็บอกว่า  ไปถวายสังฆทานมา  แหม!!!อายจังเนาะ

  ย้ำ  สงฆ์นะไม่ใช่พระสงฆ์ 





คุณชัยควรตรวจสอบให้ละเอียดอีกครั้ง
ควรอ่านช้าๆให้ละเอียดทุกบรรทัด เพราะคำตอบอยู่ในนั้น...
...นำมาอ้างอิงเพียงบางส่วน

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ 
ตรงกับเล่มที่ 36  หน้าที่ 739 บรรทัดที่ 1

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ เล่ม ๓ ภาค ๒
ตรงกับเล่มที่ 23  หน้า 391  บรรทัดที่ 1

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ เล่ม ๓ ภาค ๒
ตรงกับเล่มที่ 23 หน้า 407 บรรทัดที่ 1 ววรค 2


 /\ /\ /\
บันทึกการเข้า
b
บุคคลทั่วไป

ขอโอกาสรับการแนะนำเพื่อการศึกษา ดังนี้

การระลึกให้ถึงสงฆ์ ทำได้ไม่ง่ายเลย เพราะสงฆ์คืออริยะ ไม่ใช่ภิกษุ
แล้วปุถุชน จะระลึกด้วยการศึกษาอย่างไร จึงสามารถระลึกได้ถึงเนื้อนาบุญนี้
ก็ในเมื่อปัจจุบัน เต็มไปด้วยเหล่าพระผู้ทุศีล
พระที่ยังศรัทธาไม่ให้เกิด และยังไม่เกิดแม้แต่ความยำเกรง
(ความรู้สึกนี้เป็นเรื่องส่วนตนของข้าพเจ้า)

ในความเข้าใจของข้าพเจ้า
๑ ระลึกถึงคุณของสงฆ์ ๙ ประการ ศึกษาจนกว่าจะชัดเจน แบบนี้ได้หรือไม่
๒ ระลึกถึงความหมายในบทสวดแปลของบทสังฆคุณ แบบนี้ก็ได้เช่นกันหรือไม่

ดังนี้ การระลึกในทานเพื่อให้ถึงสงฆ์ หรือที่เรียกว่าสังฆทาน ย่อมเกิดขึ้นได้ยากจริงๆ
อีกทั้ง หมายรวมไปถึงการระลึกให้ถึงพระพุทธ พระธรรม ก็เช่นเดียวกัน (ไม่ได้หมายถึงเรื่องทาน)

หากมีแนวทางการศึกษาอื่นที่จะทำให้ปุถุชนสามารถเข้าถึง ระลึกถึงสงฆ์ได้
เกล้าฯ ขอได้รับโอกาสด้วยเถิด
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 16 กุมภาพันธ์ , 2007 เวลา 21:36:58 PM โดย b » บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 901

Email : workshop773@hotmail.com



 ;D

มีคนฝากมาว่า

แค่คิดถึง พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง  ยากอะไร

ยินดีต้อนรับนะค่ะ   แต่แหม...ปวดใจนักพี่เอ้ย  /\
บันทึกการเข้า
b
บุคคลทั่วไป

บุคคลที่ว่าการระลึกถึงเป็นเรื่องง่ายก็เป็นเรื่องน่ายินดี

แต่สำหรับบุคคลที่ระลึกไม่ได้ หรือระลึกไม่ถูกต้องตรงถึงพระรัตนตรัย
หรือคิดระลึก แต่ไม่รู้หรอกว่า พุทธ ธรรม สงฆ์ คืออะไร
ทำตามๆกัน เอ่ยตามๆกัน ดังนี้ ประโยชน์ที่ได้รับคงไม่เกิด

ดังนี้ จึงเป็นที่มาของคำถาม
(แม้แต่ตัวของผู้ถามเอง เมื่อพิจารณา ศึกษาใคร่ครวญ ทบทวนอยู่ ก็ยังไม่ถึง ไม่ชัด)
เพื่อปวงประชาในคราหน้า ได้เข้ามาศึกษาค้นคว้า
และได้รับความจริงตามที่ควรจะเป็น

อำนาจแห่งพระรัตนตรัย เมื่อเอ่ยแต่ปาก แต่ยังไม่ลึกให้ถึงซึ่งความหมายจนชัดพอ
ความเข้าใจที่เป็นอันควรยิ่งแล้ว การระลึกเบิกบุญมาจึงเบิกมาได้ไม่มาก
หรือเบิกยังไงก็ไม่มา (ดังคำอาจารย์ที่ว่า "ต้องจ่อ")

คำถามเพื่อความรู้ตรงนี้จึงเกิดขึ้นมา เพื่อยังประโยชน์แก่เหล่าปวงพสกนิกรในบวรพุทธศาสนาสืบไป
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 16 กุมภาพันธ์ , 2007 เวลา 22:33:14 PM โดย b » บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 901

Email : workshop773@hotmail.com



ระลึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างไร
เรื่องเล่า เช้านี้   ;D 
ได้โอกาสเล่าเรื่องอีกแล้วเรา (ประสบการณ์ส่วนตัว เจ้าค่ะ มิได้มาชี้ใครถูกผิด)

เมื่อแรกเริ่ม หัดอุทิศบุญ ก็ให้บังเอิ๊ญบังเอิญ ได้ไปหัดทำใจสงบจากพระวัดสะแก จ. พระนครศรีอยุธยา (บ้านข้าเจ้าเองเด้อ)
วิธีทำ
กำพระไว้ในมือ (ท่านแจกพระให้กำ) แล้วให้ท่องยาวกว่าวัดอื่นๆ
ท่อง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ   พร้อมกับใจที่ระลึกว่า พระพุทธเจ้าได้บังเกิดขึ้นแล้วในโลกนี้
ท่อง ธัมมัง  สะระณัง คัจฉามิ   พร้อมกับใจที่ระลึกว่า พระธรรม    ได้บังเกิดขึ้นแล้วในโลกนี้
ท่อง สังฆัง  สะระณัง คัจฉามิ   พร้อมกับใจที่ระลึกว่า พระสงฆ์     ได้บังเกิดขึ้นแล้วในโลกนี้

ในครั้งแรกที่ไปหัด ทั้งหมดนั้นยังเป็นเพียงการฝึก ท่อง ฝึกคิด
เมื่อกลับมาทำที่บ้าน พร้อมๆกับหัด อุทิศบุญโดยการท่องจำจากกระดาษในตอนเช้าก่อนทำงาน และ ก่อนนอน
 
เมื่อไปหัดที่วัดสะแกเป็นครั้งที่สอง ใจจดจ่อกับการคิดเช่นนี้มากกว่าเดิม
ท่อง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ   พร้อมกับใจที่ระลึกว่า พระพุทธเจ้าได้บังเกิดขึ้นแล้วในโลกนี้
ท่อง ธัมมัง  สะระณัง คัจฉามิ   พร้อมกับใจที่ระลึกว่า พระธรรม    ได้บังเกิดขึ้นแล้วในโลกนี้
ท่อง สังฆัง  สะระณัง คัจฉามิ   พร้อมกับใจที่ระลึกว่า พระสงฆ์     ได้บังเกิดขึ้นแล้วในโลกนี้

เกิดความเข้าใจขึ้นอีกส่วนเกิดขึ้นนอกไปจากการท่องและคิด... ว่า อ๊อ เมื่อพระพุทธเจ้าเกิด ก็มีพระธรรม พระธรรมนั้นไม่ใช้ตำราใบลาน ไม่ใช่ตำรากระดาษที่เราเห็นกัน พระธรรมนั้นคือธรรมชาติที่มีอยู่แล้วบนโลกนี้ พระพุทธเจ้าท่านเข้าใจในธรรมชาติเหล่านั้น จึงเป็นพระธรรมคำสอน สอนให้ผู้อื่นได้รู้ตาม เข้าใจตาม และหลุดจากธรรมชาตินั้นไป เมื่อสอนจึงบังเกิดพระสงฆ์ คือสาวกที่ยอมรับในการอธิบายธรรมชาติ ดำเนินตามเพื่อมุ่งพ้นธรรมชาติ
(หากสิ่งที่เล่านี้ผิดไปจากคำสอนพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ยังยืนยันค่ะว่าเป็นเพียงความคิดส่วนตัวที่เกิดขึ้นในการไปฝึกให้สงบในครั้งที่ 2 ไม่ใช่คำสอนที่อ่านจากพระไตรปิฎก เพราะอันนี้สอนตัวเองยังไม่ได้ศึกษาหาความรู้ เป็นเพียงความคิดของผู้เริ่มต้น ยังเป็นผู้ไม่ศึกษาธรรมคำสอน หากมีผิดไปก็พิจารณาด้วยค่ะ)

จากวันนั้นไม่เคยไปฝึกที่วัดอีกเลย แต่ฝึกอยู่ที่บ้าน กลางวันกลางคืน อุทิศบุญไป เมื่อฝึกหัดนั่งสมาธิ ก็คิด
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ    ธัมมัง  สะระณัง คัจฉามิ   สังฆัง  สะระณัง คัจฉามิ
(จะระลึกต่อเองอัตโนมัติขณะเอ่ย เช่น พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ จะระลึกถึง พระพุทธเลยในทันที)

นานไปกลายเป็น ขออำนาจพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ บันดาลบุญข้าถึงยัง ญาติ เทวดาผู้รักษา นายเวร และเชื้อโรคของข้า และ...
 
และปัจจุบัน นั่ง นอน ยืน เดิน ฝันก็ยังอุทิศในความฝันด้วย และนั่งนิ่ง ๆ ให้ใจสงบ ก็คิดเป็น ขออำนาจพุทธ ธรรม สงฆ์ บันดาลบุญข้าถึงยัง ญาติ เทวดาผู้รักษา นายเวร และเชื้อโรคของข้า และ...

ทีนี้ ก็สามารถระลึกโดยไม่ติดภาพ
ว่าอ้อนี่พระพุทธ รูปร่างหน้าตาอย่างพระพุทธรูป   ว่าอ้อนี่พระธรรม รูปร่างหน้าตาเป็นตัวหนังสือคำสอน ว่าอ้อนี่พระสงฆ์ห่มผ้าสี เหลืองส้ม... เมื่อไม่ติดแล้ว พระห้อยคอก็ปลดออก เมื่อไม่ติดแล้วถวายของพระสงฆ์ ก็ไม่ติดว่า จะให้องค์นี้ๆๆๆ นั้นๆๆๆ ถวายพ้นมือไป ก็ไม่ได้สนใจว่า ของจะกลายเป็นขององค์ใด พระท่านจะใช้ของนั้นมั้ย หรือท่านจะเอานำให้ใคร เพียงแค่คิดว่า เราบำรุงสงฆ์ให้ยังมีชีวิตอยู่ต่อไป เจตนาเป็นการให้ในหมู่สงฆ์ และไม่แม้แต่มานั่งเสียเวลาคำนวณบุญว่าจะได้บุญในแต่ละครั้งสักเท่าไหร่ เช่น เราจะไม่ช่วยคนธรรมดาเพราะบุญนั้นได้ผลน้อย  เราจะช่วยเพียงวัดเท่านั้นเพราะบุญเราจะได้มาก ด้วยอานิสงค์ของเนื้อนาบุญที่เราได้ทำทานนี้ไปจะได้บุญมากกว่าเราไปช่วยเหลือคนธรรมดา....แม้ตรงนี้ ยอมรับว่าข้าพเจ้าก็ไม่ฉลาดที่จะมานั่งคำนวณแล้วว่าได้มากได้น้อย...แต่เมื่อก่อน คำนวณว่าทำสิ่งนี้อานิสงค์เช่นนี้ เช่นนั้น ต้องวางใจแบบนี้ แล้วจะได้บุญแบบนั้น ชาติต่อๆไปได้ใช้บุญที่ทำนี้อย่างไร...ไปนั่นเลยเมื่อก่อน

ที่นี้หากท่านใดเกิดคำถามนี้นะ....แล้วมันมัวแต่คิดแบบนี้ จะไปหักทุกข์ หักโศก หักที่ยึดอยู่ใด ๆ ลงได้หล่ะถ้างั้น.....
อันนี้ส่วนตัวเลยนะ...จากผู้ไม่รู้ เลยนะ เช่น
กรณีหมาน้อยที่บ้านกำลังจะตาย...อาการดิ้นรนจะตายแล้ว ข้าพเจ้าก็ไปนั่งข้าง ๆ ดูหมามันดิ้น ๆ อ่อนแรงเต็มที  ข้าพเจ้าคิดอุทิศให้ ญาติ เทวดาที่รักษา นายเวร และเชื้อโรคของหมา คิดวนเวียน แต่ตาก็ดูหมาอยู่ นิ่งๆ เกิดพิจารณาเห็นหมาที่ใกล้ตายนั้นเป็นธรรมดาของโลก พอมันขาดใจนิ่งเงียบ สิ่งแรกที่ทำเลยคือ อุทิศให้เพียงแต่หมาตัวนั้นเพียงอย่างเดียว ขออำนาจ พุทธ ธรรม สงฆ์ บันดาลบุญข้าให้ถึงหมาตัวนี้ ขอหมาจงเข้าใจบุญ รู้จักบุญ ไปอยู่กับบุญ

อุทิศ นิ่งๆๆ อยู่เช่นนั้นเป็นเวลานานพอสมควร ลองจับตัวหมาดู เออตัวมันเย็น....อ๋อเข้าใจแล้ว ที่คนพูดว่าธาตุ 4 ดิน-น้ำ-ลม-ไฟ จริงแล้วไม่ใช่ ต้องเป็น ลม-ไฟ-น้ำ-ดิน เพราะ เมื่อลมดับ ไฟจะดับตาม ซากหมาจึงเย็น อีกไม่นาน น้ำก็จะออกตามมา พองอืด ด้วยซากเสื่อมลง น้ำต่างๆจะไหลออก เก็บกักด้วยหนัง ด้วยเนื้อที่ห่อหุ้มไม่ได้ เมื่อมันอืดด้วยน้ำแล้ว น้ำออกจากซากนี้หมดแล้ว จะยุบลง แข็งแห้ง จะกลายเป็นดินต่อไป.....แล้วเราหล่ะ เราก็เป็นอย่างนี้เหมือนหมาตัวนี้หล่ะมีธาตุเหมือน ๆ กัน ต่างตอนประกอบมาเป็นรูปร่างแตกต่างกัน และคนอื่นๆก็เป็นแบบนี้....เข้าใจแล้วหล่ะที่เขาเรียกกัน ธาตุ 4 คืออะไร ทำงานประสานกันอย่างไร

ที่เล่านี้คือ 1 ตัวอย่างที่เกิดจากการ จดจ่อในการระลึกถึง พุทธ ธรรม สงฆ์ แล้วอุทิศบุญออกไป

สาธุ อาจารย์หมา ได้ตายลงให้เราเห็นธรรมชาติได้   /\
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 20 กุมภาพันธ์ , 2007 เวลา 09:07:46 AM โดย พ อ เ พี ย ง » บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 901

Email : workshop773@hotmail.com



เรื่องสังฆทาน ที่กล่าวไว้ข้างต้น น่าจะทำให้หายข้องใจกันบ้างแล้ว ท่านใดยังไม่เข้าใจ กรุณาอ่านทำความเข้าใจอีกครั้ง

ดังนั้นขอปิดกระทู้เพียงแค่นี้
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: