แล้วการใส่บาตรตอนเช้ากับภิกษุที่ทุศีลโดยที่ผู้ถวายไม่ทราบ แต่คิดไปว่า ถวายในสงฆ์
จัดเป็นสังฆทานหรือไม่
หากพระรูปเดียวรับไทยทาน แต่ไม่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นตัวแทน อย่างนี้ไม่จัด หรือยังจัดอยู่ในสังฆทาน
และหากผู้ถวายคิดไปเพื่อในสงฆ์กับพระรูปเดียวกันนี้ ผลที่ได้ได้ในสงฆ์หรือไม่ (สังฆทาน)
ใส่บาตรพระทุศีลตอนเช้าแต่คิดว่าถวายในสงฆ์ ถ้าคิดเป็นน้อมใจเป็น(ไม่ใช่พูด) จัดเป็นสังฆทาน
พระรูปเดียวรับไทยทานจะได้รับแต่งตั้งหรือไม่ได้รับไม่สำคัญ จะเดินไปเจอโดยบังเอิญก็ได้
ถ้าถวายเป็น จัดเป็นสังฆทาน
ขอทำความเข้าใจเรื่องสงฆ์ที่จะถวายสังฆทาน สงฆ์ในที่นี้ไม่ใช่พระสงฆ์ที่มีตัวตน - รูปร่าง
ไม่ใช่พระสงฆ์ทั้งวัด - ตำบล - อำเภอ - ประเทศ - โลก - จักรวาลเีีดียวเท่านั้น
เป็นสงฆ์ที่หาประมาณไม่ได้ สงฆ์ที่ว่านี้มีความบริสุทธิ์อยู่ตลอดกาล
ทีนี้ความยากในการถวายทานให้เป็นสังฆทานก็คือ
ใครจะสามารถทำความเข้าใจสภาพดังว่ามา จะทำความรู้สึกถูกไหม ไม่ง่ายเลย
เพราะฉะนั้นถ้าหากไม่ศึกษา - เีรียนรู้ตาม ไม่มีทางเลยที่จะถวายทานให้เป็นสังฆทานได้
เราทั้งหลายส่วนมากก็จะหิ้วกระแ๋ป๋งสีเหลืองๆเข้าวัดไปหาพระแล้วก็บอกว่ามาถวายสังฆทาน
พระก็ไม่เห็นบอกอะไร โยมก็ไม่รู้ว่ารู้เรื่องหรือเปล่า ถวายกันเสร็จสรรพ
เจอใครถามก็บอกว่า ไปถวายสังฆทานมา แหม!!!อายจังเนาะ
ย้ำ สงฆ์นะไม่ใช่พระสงฆ์ เห็นว่าเรื่องต่อไปนี้ี่เกี่ยวเนื่องกันแต่อยู่ที่กระทู้อื่นเลยนำมาลงไว้ให้ศึกษาตอบ คุณ บี
อำนาจพระรัตนตรัยเป็นพลังบริสุทธิ์ แต่รัตนตรัยไม่ได้เป็นพลังอะไรเลย จะมีอำนาจก็ต่อเมื่อมีผู้นำไปใช้
ถ้านำอำนาจนี้ไปใช้ในทางที่ผิดก็มีผลเป็นทุกข์ยาวนาน ถ้าใช้ในทางที่ถูกก็มีคุณยาวนาน
เรื่องสังฆทานนั้น ยากที่ใครจะทำให้หมดจดได้ ผู้ที่จะทำให้สังฆทานหมดจดได้มีแต่พระอรหันต์กลุ่มเดียวเท่านั้น
ถ้าต่ำกว่านั้นท่านให้เลือกที่ทำทาน ( เล่ม 43 หน้า 334 )
ถ้าผู้ใดอยากจะทำสังฆทานจริง ให้เรียนรู้ - เข้าใจใจความหมายของพุทธ - ธรรม - สงฆ์
ตามบทสวดสรรเสริญ พุทธ - ธรรม - สงฆ์ ก็ได้ ให้เรียนรู้เป็นอย่างดี
แล้วเวลาไประลึกขณะให้ทานถวายแด่พุทธ - ธรรม - สงฆ์
พอคิดว่า พุทธ - ธรรม - สงฆ์ ให้ความรู้สึกนี้ พรึบ!!
ทั่วดินแดนโดยไม่เกี่ยวกับการระลึกอีก ทำได้มั๊ยแบบนี้ และเลิกความคิดที่ว่า จะถึงพุทธ - ธรรม - สงฆ์มั๊ยหนอ ?
พระพวกที่เอาสิ่งของไปจะเอาไปสร้างดีหรือเปล่า ?
เราให้ทานกับคนไม่ดีหรือเปล่า ?
พระพวกนี้กินของเราแล้วจะศึกษาธรรมวินัยหรือเปล่า ?
ถ้ามีใครทักท้วงว่าการถวายแบบนี้ไมใช่สังฆทานเราจะวุ่นวายในความรู้สึกนึกคิดหรือเปล่า ?
เมื่ออ่านเจอพุทธพจน์ที่ว่าบุคคลเมื่อจะให้ทานควรเลือกเราจะเกิดอาการอย่างไร ?
ทานที่บริสุทธิ์มีแต่พระอรหันต์ให้แก่พระอรหันต์เท่านั้น เราจะเป็นอย่างไร และ ฯลฯ
สังฆทานนี้เป็นเพียงวิธีการสร้างบุญประเภทหนึ่งเท่านั้นเอง ยังมีวิธีการสร้างบุญที่ำได้บุญมากกว่าสังฆทานอีกคือ
การถือไตรสรณะให้มั่นคงและถูกต้อง
ให้ไปศึกษาตามพระไตรฯ เล่ม 11 หน้า 482 เป็นต้นไป (ชุด 91 เล่ม ม.ม.ร.)
พระเกษม อาจิณฺณสีโล
และต่อด้วย เคยได้ยินคำว่า จักรวาลมั๊ย – หมื่นจักรวาล – แสนโกฏิจักรวาล – จักรวาลหาที่สุดไม่ได้มั๊ย
เคยได้ยินคำว่าเมื่อพุทธเจ้าตรัสรู้ต้องควบคุมอยู่ในวงหมื่นจักรวาลมั๊ย ในคำสอนพุทธแจ้งชัดไว้แล้วว่า
จักรวาลหาที่สุดไม่ได้ - แจ้งชัดไว้แล้วว่าพุทธเจ้าแต่ละองค์ตรัสรู้สอนสัตว์อยู่ในวงหมื่นจักรวาลเป็นปกติ
เมื่อพุทธองค์หนึ่งๆตรัสรู้ อยู่ในวงหมื่นจักรวาลหนึ่งๆ มีผู้รับคำสอนแล้วบรรลุธรรมดับขันธ์นิพพานไปก็มีมาก
ที่ยังทรงโสดา – สกทาคา – อนาคา ก็มีอยู่มากในแต่ละวงหมื่นจักรวาล แล้วทีนี้พวกเหลืออยู่ก็ไม่ใช่จะสิ้นสุดได้ง่ายๆ
เทพดาและมนุษย์เหล่านั้นก็ย่อมรับความรู้ต่อเนื่องกันอยู่ยาวนาน พลังงานของอริยะแต่ละองค์ๆ ก็ต่อเนื่องกันอยู่เช่นนั้นยาวนาน
อายุของพระพุทธเจ้าแต่ละองค์ – อายุของมนุษย์ในแต่ละวงหมื่นจักรวาลก็ไม่เท่ากัน สมมติว่า
วงหมื่นนี้ 100 ปี – วงหมื่นนั้น 1000 ปี – วงหมื่นโน้น 10000 ปี – วงหมื่นโน้น แสน – ล้าน – สิบล้าน
ร้อยล้าน – พันล้าน – หมื่นล้าน ไปจนถึงอสงไขยปีก็มีสำหรับอายุมนุษย์
พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์จะเสด็จอุบัติตรัสรู้ก็เฉพาะในช่วงอายุมนุษย์ในหมื่นจักรวาลนั้นๆ
มีอายุตั้งแต่ 100,000 – 100 ปี เท่านั้น ถ้าต่ำกว่า 100 ปี ถ้าเกิน 100,000 ปี ก็ไม่ตรัสรู้
เพราะคนอายุต่ำกว่า 100 ปี จิตใจหยาบมาก คนอายุเกิน 100,000 ปี ก็ประมาทมาก
และเมื่อพุทธองค์ตรัสรู้ในแต่ละวงหมื่นจักรวาลอายุคนไม่เท่ากัน
อำนาจของพุทธในแต่ละวงหมื่นจักรวาลก็ถึงกันในเอนกจักรวาล
พุทธ – ธรรม – สงฆ์ ก็เช่นเดียวกัน แม้จักรวาลที่พุทธเจ้าปรินิพพานแล้วอย่างจักรวาลเรา
เมื่อระลึกถึงอำนาจพุทธ คิดเหรอว่า อำนาจพุทธในวงหมื่นอื่นๆจะไม่ครอบคลุมมาถึงเรา
เมื่อครอบคลุมมาถึงเราเช่นนี้ แม้จะไม่มีสมณะที่ประเสริฐหลงเหลืออยู่เลย
หากได้เรียนรู้ว่าในวงหมื่นจักรวาลมีพุทธอยู่ 1 องค์เช่นนี้
ในเอนกจักรวาลย่อมมีพุทธอยู่และพุทธย่อมเป็นอันเดียวกันทั่วเอนกจักรวาล
เมื่อเราระลึกถึงสรณะที่พึ่งอันเกษม คือพุทธ – ธรรม – สงฆ์ นี้ตามคำของพุทธ
ท่านยืนยันว่าพึ่งได้ยาวนาน แม้ว่าหมื่นจักรวาลนี้แตกสลาย แม้แสนโกฏิจักรวาลนี้แตกสลาย
วงเอนกจักรวาล – อนันตจักรวาลยังมีอยู่อีกมาก
พุทธที่อยู่ในจักรวาลที่เหลือเหล่านั้นก็ยังมีอยู่อีกมาก
พุทธก็ไม่ทราบว่าจะประมาณได้หรือเปล่าที่ยังทรงพระชนม์อยู่ เพราะความรู้เราไม่รู้ไปไกลขนาดนั้น
ทราบแต่ว่าพุทธองค์ที่พระโมคคัลลานะไปเจอนั้นท่านยังทรงพระชนม์อยู่
เพราะอายุของคนในวงหมื่นจักรวาลที่ท่านอยู่ยืนยาวกว่านี้หลายเท่า
( ทราบจากตำราฉบับเดิมๆที่เคยอ่าน แต่ฉบับนี้ไม่มี ม.ม.ร ) ฉะนั้นอำนาจพุทธ – ธรรม – สงฆ์
ไม่ใช่ว่าจะมีอยู่เฉพาะในโลกเราเท่านั้น และสัญญาณพุทธที่ยังอยู่ ธรรมที่ยังมีผู้เรียนต่ออยู่
อริยะสงฆ์ผู้เจริญยังมีอยู่คือยังไม่นิพพานในอนันตจักรวาลยังมีอยู่
สัญญาณพุทธ – ธรรม – สงฆ์ ไม่ใช่ส่งเหมือนสัญญาณดาวเทียม
แต่จะส่งด้วยพลังสัญญาณระลึกถึงสัตว์ทั้งหลายที่ระลึกถึงพระรัตนตรัยทั่วอนันตจักรวาลเหมือนกันคือ
สัญญาณจะไปทั่ว แม้ว่าสัตว์หรือคนจะไม่ระลึกให้ไปทั่วจักรวาลก็ตาม
เพียงแต่ระลึกว่า บุญนี้ให้ญาติเช่นนี้ก็ขึ้นอยู่กับบุญของผู้นั้น
ญาติจะอยู่ใกล้หรือไกลหรือห่างไกลไปแสนจักรวาลก็ตาม ญาติของผู้นั้นก็ได้รับบุญ
ถ้าพลังบุญของผู้ส่ง ส่งไปด้วยความมีอานุภาพมากของบุญ
บุญจะมีอานุภาพมากต้องร่วมกับอำนาจของพระรัตนตรัย จะส่งผลไปได้ไกลมาก
แต่ถ้าบุญของผู้นั้นมีน้อย เมื่อส่งไป พลังของรัตนตรัยที่อธิษฐานคลุมไปไกลทั่วแดนอนันตจักรวาลที่ผู้นั้นระลึกถึง
แต่บุญของผู้นั้นจะมีผู้รับไปหมดก่อน แล้วพลังบุญที่ได้บุญจากที่มีผู้รับก็จะย้อนคืนตามสนองผู้อุทิศเพิ่มมากขึ้น
พลังรัตนตรัยหาที่สุดไม่ได้เป็นอย่างว่ามา พลังบุญหาที่สุดได้ก็เป็นอย่างที่ว่ามานี้
คุณของศีล – โทษของศีล มีอยู่ทั่วอนันตจักรวาล สัตว์ชาวมนุษย์โลกและชาวทิพย์ก็มีอยู่ทั่วอนันตจักรวาล
อยู่ตามภูมิที่เหมาะสมกับตน ตามผลของการกระทำแต่ละราย สัตว์ทิพย์ผู้มีอำนาจใหญ่ – ฤทธิ์ใหญ่
ย่อมมีอยู่ เมื่อเห็นสมณะทุศีล ไม่ว่าสมณะนั้นจะบวชในพุทธหรือนอกพุทธก็ตาม
ย่อมไม่พอใจสมณะทุศีล เพราะสมณะนั้นได้ปฏิญาณตนว่าจะรักษาคุณธรรมของสมณะ
และยิ่งแล้วสมณะในศาสนาพุทธ เมื่อประกาศตัวเป็นสมณะเป็นศิษย์ของพุทธแล้ว
ปฏิญาณว่าจะทำตามเพราะหวังความเจริญ เมื่อไม่ทำตามก็เป็นเสื่อม
เทพทั้งหลายที่ทรงฤทธิ์ทั้งอริยะ – ปุถุชน และมนุษย์ ก็ตั้งความปราถนาไว้ตลอดไม่ว่ายุคใหนๆว่า
สมณะผู้เจริญอยู่ที่ใหน ข้าจะบำรุงสมณะผู้เจริญนั้น เมื่อสมณะประพฤติตัวไม่เจริญ
คุณธรรมที่เขาคร่ำครวญอยู่นั้นก็ไม่เกิดขึ้น เพราะสมณะทุศีลเป็นบางข้อโดยที่ไม่คิดแก้ไข
แรงปราถนาที่หวังความเจริญเมื่อเจอสมณะที่เสื่อม
ทั้งสมณะและชาวบ้านและเทพทั้งหลายก็ผิดหวังเพราะสมณะหวังความเจริญแต่ทำสิ่งที่เสื่อมให้แก่ตน
ชาวบ้านและเทพหากได้เกี่ยวกับผู้เสื่อมก็เสื่อมไปด้วยกัน
เพราะไม่ได้ศึกษาและยังเป็นผู้ที่เคยปราถนาความเจริญไว้แล้ว ยังไปคบกับผู้เสื่อม จะเสื่อมมั๊ยล่ะ
ฉะนั้นพลังรัตนตรัยและพลังนอกรัตนตรัยก็เป็นเช่นนี้ ยิ่งไปศึกษาลัทธิที่ศาสดาไม่รู้เรื่อง ผีป่า – ผีดง และ ฯลฯ
ยิ่งไม่มีทางที่จะเจริญได้เลย แม้เป็นมนุษย์ก็ตาม ท่านจึงบอกที่ไปแก่พวกนี้ว่า โลกันตรนรกที่มืดสนิท
คำเตือน เหตุแห่งการคิดที่ทำให้เป็นบ้า 4 อย่าง
1. วิสัยแห่งพุทธ
2. วิสัยแห่งผู้ได้ฌาน
3. วิบากแห่งกรรม
4. ความคิดในเรื่องโลก ( จักรวาล )
ผู้ใดคิดพึงมีส่วนแห่งความเป็นบ้า
แต่เราผู้ตอบไม่ได้คิดเป็นเพียงรับรู้ขึ้นมาและมีเปรียบเทียบในพระไตรปิฏกจึงกล้าพูด
เพราะใครพูดแบบนี้เขาถือว่าผู้นั้นเป็นบ้า ส่วนเราก็ต้องมีคนถือว่าเราเป็นบ้า ไม่เป็นไร เพราะเราเคยบ้า
สำหรับบ้านั้นเซียนอยู่แล้ว มันยากแต่ที่จะทำดีนี่แหละ
ฝากอีกหน่อย ถ้าบ้าแล้วยอมรับกับไม่รู้ว่าบ้าหรือเปล่าและไม่ยอมรับอะไรเลย.......จะคิดยังไง
พระเกษม อาจิณฺณสีโล