หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
หน้า: [1] 2   ลงล่าง
ผู้เขียน หัวข้อ: สังฆทาน  (อ่าน 16765 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 897

Email : workshop773@hotmail.com



เฉพาะความคิดเห็นแรกนี้ เขียนตามที่ทำกันปัจจุบัน ยังไม่ได้หาพระไตรปิฎก อ้างอิง

สังฆทาน
.......คือ ทานที่ให้แก่หมู่คณะไม่เฉพาะเจาะจงผู้ใดผู้หนึ่ง เมื่อผู้ให้ต้องการถวายปัจจัยไทยธรรม (สิ่งของที่ควรถวายพระ) ก็เต็มใจถวายแก่ภิกษุทั้งนั้น ด้วยความเคารพยำเกรงในสงฆ์ (หมู่คณะ) โดยมิได้เจาะจงผู้ใดผู้หนึ่ง เช่น เมื่อจะนิมนต์พระไปทำบุญบ้าน ก็เข้าไปหาเจ้าอาวาส หรือเจ้าหน้าที่รับนิมนต์ของวัดกราบเรียนท่านว่าจะทำบุญบ้าน ขอนิมนต์พระสงฆ์ไปรับไทยธรรม๙ รูป ทางวัดจะส่งพระรูปใดไปรับไทยธรรม ก็มีความยินดี เต็มใจถวายทานแก่ท่าน ทานที่ผู้ให้มีเจตนากว้าง ไม่เจาะจงนิมนต์อย่างนี้เรียกว่า " สังฆทาน "


.......พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกับพระอานนท์ว่า เมื่อถวายทานแด่สงฆ์ ๗ ประการนี้ เรียกว่าสังฆทาน

ได้มีคำอธิบายมาใน ทักขิณาวิภังคสูตร อุปริปัณณาสก์มัชฌิมนิกาย ถึงคำว่า " สงฆ์ " ว่า สงฆ์มี ๗ ประเภท คือ

๑. สงฆ์ ๒ ฝ่าย ( ภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์ ) มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประมุข

๒. สงฆ์ ๒ ฝ่าย ในเวลาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าดับขันธปรินิพพานแล้ว

๓. ภิกษุสงฆ์

๔. ภิกษุณีสงฆ์

๕. บุคคลที่ได้รับอนุมัติจากสงฆ์ ๒ ฝ่าย

๖. บุคคลที่ได้รับอนุมัติจากภิกษุสงฆ์

๗. บุคคลที่ได้รับอนุมัติจากภิกษุณีสงฆ์


.......สรุปว่า ในปัจจุบันนี้ เราสามารถถวายทานแด่สงฆ์ได้ในข้อที่ ๓ และ ๖ ( เพราะภิกษุณีสงฆ์ไม่มีแล้ว ) สงฆ์จึงมีอยู่ ๒ แบบ  คือ

๑. พระภิกษุตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป จัดว่าเป็นสงฆ์ในพระวินัยการถวายทานแด่หมู่ภิกษุที่ไม่เจาะจง ตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป ก็จัดเป็นสังฆทาน

๒. ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ที่ได้รับอนุมัติจากสงฆ์ให้ไปรับไทยธรรม เช่น เราไปนิมนต์ โดยขอภิกษุกับคณะสงฆ์ว่า " ขอจงส่งภิกษุรูปหนึ่งไปรับสังฆทานที่บ้านด้วยครับ " ครั้นได้ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ก็มีความเคารพยำเกรงในภิกษุรูปนั้น ยินดีว่าได้สงฆ์มาแล้ว ก็เต็มใจถวายทานนั้นลักษณะเช่นนี้เรียกว่า สังฆทานเหมือนกัน......(ตรงนี้ สรุปกันตามที่คิดทำกันในสมัยปัจจุบัน)


ดังมีเรื่องเล่าว่า
กุฎุมพีผู้เคารพสงฆ์
.......กุฎุมพีคนหนึ่งเป็นเจ้าของวัดแห่งหนึ่ง โดยปกติแล้วเขาจะมีความเลื่อมใสในภิกษุผู้มีศีลลาจารวัตรอันงาม แต่ไม่เคารพในภิกษุผู้ทุศีลเลย ได้ไปขอภิกษุรูปหนึ่งมาจากสงฆ์ ด้วยคำว่า " ขอพระคุณเจ้าทั้งหลายจงให้ภิกษุรูปหนึ่งจากสงฆ์แก่ข้าพเจ้า "

แม้เขาจะได้ภิกษุทุศีลรูปหนึ่ง เขาก็ปฎิบัติต่อภิกษุรูปนั้นด้วยความเคารพนอบน้อม ตกแต่งเสนาสนะและเครื่องบูชาสักการะพร้อมล้างเท้าให้ภิกษุรูปนั้น เอาน้ำมันทาเท้าให้ แล้วถวายไทยธรรมด้วยความเคารพยำเกรงต่อสงฆ์ เหมือนกับบุคคลเคารพยำเกรงต่อพระพุทธเจ้า ภิกษุรูปนั้นฉันภัตตาหารแล้วก็กลับวัด หลังจากนั้นได้กลับมาขอยืมจอบที่บ้านของกุฎุมพีนั้นอีกครั้งหนึ่ง

คราวนี้กุฎมพีเอาเท้าเขี่ยจอบให้ พวกชาวบ้านเห็นกิริยาของกุฎมพีนั้นก็ถามว่า " เมื่อเช้านี้ ท่านถวายทานแก่ภิกษุรูปนั้นด้วยความเคารพนอบน้อมอย่างยิ่ง แต่บัดนี้แม้สักว่ากิริยาที่เคารพก็ไม่มี "

กุฎุมพีตอบว่า การทำบุญเมื่อตอนเช้า เขาทำไปด้วยใจเคารพยำเกรงต่อสงฆ์ แต่มิได้หมายความว่าเขามีความเคารพยำเกรงต่อภิกษุรูปนั้นเป็นส่วนตัว

จากเรื่องข้างต้น ชี้ให้เห็นว่ากุฎุมพีมีความเคารพต่อสงฆ์เมื่อได้รับอนุมัติจากสงฆ์ให้พระภิกษุผู้ทุศีลมารับสังฆทาน แม้ตนมิได้เคารพเลื่อมใสในภิกษุทุศีลรูปนั้น แต่ด้วยความเคารพที่เขามี
ต่อสงฆ์ ก็สามารถปฎิบัติต่อภิกษุรูปนั้น ขณะมารับสังฆทานด้วยความเคารพนอบน้อมอย่างเต็มใจได้


.......สังฆทานนั้นมีผลมากกว่าปาฎิปุคคลิกทานในทุกกรณีซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสแสดงไว้ชัดเจน เมื่อครั้งพระนางปชาบดีโคตรมี มีพระประสงค์จะถวายผ้าเจาะจงเฉพาะพระพุทธองค์
ดังเรื่องราวต่อไปนี้


พระนางมหาปชาบดีโคตรมี

.......ครั้งหนึ่งพระนางมหาปชาบดีโคตรมีทรงถือผ้าคู่หนึ่งเข้าไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ยังที่ประทับ กราบทูลพระพุทธองค์ว่า

" ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ผ้าใหม่คู่นี้ หม่อมฉันกรอด้ายทอเอง ตั้งใจนำมาถวายเฉพาะพระองค์
ขอพระองค์จงโปรดอนุเคราะห์รับผ้าคู่นี้ด้วยเถิด "

พระศาสดาได้สดับคำกราบทูลแล้ว ตรัสตอบว่า " ดูก่อนโคตมี พระนางจงถวายสงฆ์เถิด
เมื่อถวายสงฆ์แล้ว จักเป็นการได้บูชาอาตมภาพและสงฆ์ด้วย "

พระนางกราบทูลขอถวายเฉพาะพระองค์แม้ครั้งที่ ๒ และ แม้ครั้งที่ ๓ แต่พระพุทธองค์
ก็ตรัสตอบเช่นเดิม เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสอย่างนี้ พระอานนท์จึงกราบทูลพระองค์ว่า

" ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์ทรงโปรดรับผ้าคู่ใหม่ของพระนางมหาปชาบดีโคตมีด้วย
เถิด พระนางมีอุปการะมาก เป็นพระมาตุจฉาผู้ทรงบำรุงเลี้ยงประทานพระขีรรส ( น้ำนม )
แต่พระองค์ในเมื่อพระชนนีสวรรคตแล้ว และแม้พระองค์ก็ทรงมีอุปการะแก่พระนางเป็น
อันมาก พระนางทรงอาศัยพระองค์จึงทรงเข้าถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ
และทรงเว้นจากเวรทั้ง ๕ ได้ประกอบด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัย และ
ทรงประกอบด้วยอริยศีล ถึงที่สุดแห่งทุกข์ทั้งปวง "


.......พระศาสดาทรงรับรองคำของพระอานนท์ และตรัสเช่นเดิม โดยทรงมุ่งให้พระนางได้
บุญมาก ได้อานิสงส์มากๆ เพราะการถวายสังฆทานมีผลมากกว่าปาฎิปุคคลิกทาน
ดังพระดำรัสว่า

" ดูก่อนอานนท์ เราไม่กล่าวปาฎิปุคคลิกทานว่ามีผลมากกว่าสังฆทาน โดยปริยายใดๆ เลย
สังฆทานเป็นประมุขของผู้หวังบุญ พระสงฆ์นั่นแหละเป็นประมุขของผู้บูชา และพระสงฆ์
เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า "

ในข้อนี้เราจะเห็นได้ว่า พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญจิตใจของผู้ให้โดยไม่เฉพาะเจาะจง
( การให้สังฆทาน ) เป็นสำคัญ เพราะการให้เช่นนี้แสดงถึงจิตใจที่มีกำลังมาก

มีเจตนากว้างขวาง เผื่อแผ่มาก ไม่เห็นแก่คนที่คุ้นเคยกัน มุ่งหวังเพื่อให้แก่หมู่คณะเป็น
สำคัญ และจะเป็นประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ในอนาคตกาลข้างหน้า ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ตรัสไว้ว่า

" เราไม่ดำรงอยู่นาน แต่ศาสนาของเราจักตั้งอยู่ด้วยพระภิกษุสงฆ์ ในภายภาคหน้าชน
รุ่นหลัง จงเคารพยำเกรงในสงฆ์ ถ้าเป็นเช่นนี้ พระศาสนาจักตั้งอยู่ได้นาน "


อานิสงส์ของสังฆทาน

.......พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงอานิสงส์ของสังฆทานว่ามีผลมาก ดังเรื่องต่อไปนี้


เวลามสูตร
.......พราหมณ์ผู้หนึ่งชื่อว่าเวลามะ อยู่ในชมพูทวีป เวลามพราหมณ์นั้น เป็นคนมีจิตใจเลื่อมใสต่อการบริจาคทาน ได้จัดสร้างโรงทานขึ้นที่บ้านของตน และประกาศทั่วไปให้คนทั้งหลายที่อยู่ในชมพูทวีปนี้มารับทาน คือ อาหารที่โรงทานนี้ได้ตลอด ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน หรือถ้าหากบุคคลใดไม่มีที่พักอาศัย ไม่มีเครื่องนุ่งห่มแล้ว ขอให้มาแจ้งความประสงค์ต่อตน จะได้
จัดการให้ทานแก่ผู้นั้นโดยทั่วถึงทั้งหมด และในวันสุดท้ายได้ให้ถาดทอง ถาดเงิน ถาดสำริด
ซึ่งมีทองและเงินอยู่เต็มถาด อย่างละ ๘๔,๐๐๐

และช้าง รถ หญิงสาว บัลลังก์ ซึ่งประดับอย่างงดงาม อย่างละ ๘๔,๐๐๐ โคนมอีก ๘๔,๐๐๐ ตัว และผ้าคู่อีก ๘๔,๐๐๐ คู่ ทานที่เวลามพราหมณ์ทำนั้นได้ชื่อว่า " มหาทาน " อานิสงส์ของการให้มหาทานมีมากน้อยเพียงไร พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบเป็นข้อๆ ไว้ดังนี้

๑. การทำทานของเวลามพราหมณ์นี้ ย่อมได้อานิสงส์ถึงอสงไขยภพ

๒. อานิสงส์ที่เวลามพราหมณ์ได้รับนี้ ยังสู้อานิสงส์ของผู้ถวายอาหารแด่พระโสดาบันบุคคล
เพียงองค์เดียวและครั้งเดียวไม่ได้

๓. อานิสงส์ที่ได้รับจากการถวายอาหารแด่พระโสดาบันบุคคล ๑๐๐ องค์ ยังสู้อานิสงส์ของ
การถวายอาหารแด่พระสกทาคามีบุคคลเพียงองค์เดียวและครั้งเดียวไม่ได้

๔. อานิสงส์ที่ได้รับจากการถวายอาหารแด่พระสกทาคามีบุคคล ๑๐๐ องค์ ยังสู้อานิสงส์ของ
การถวายอาหารแด่พระอนาคามีบุคคลเพียงองค์เดียวและครั้งเดียวไม่ได้

๕. อานิสงส์ที่ได้รับจากการถวายอาหารแด่พระอนาคามีบุคคล ๑๐๐ องค์ ก็ยังสู้อานิสงส์ของ
การถวายอาหารแด่พระอรหันต์บุคคลเพียงองค์เดียวและครั้งเดียวไม่ได้

๖. อานิสงส์ที่ได้รับจากการถวายอาหารแด่พระอรหันต์ ๑๐๐ องค์ ก็ยังสู้อานิสงส์ของการถวาย
อาหารแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์เดียวและครั้งเดียวไม่ได้

๗. อานิสงส์ที่ได้รับจากการถวายอาหารแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า ๑๐๐ องค์ ก็ยังสู้อานิสงส์ของ
การถวายอาหารแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพียงองค์เดียวและครั้งเดียวไม่ได้

๘. อานิสงส์ที่ได้รับจากการถวายอาหารแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์เดียวนั้นก็ยังสู้อานิสงส์
ของการถวายอาหารแด่ภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย ( สังฆทาน ) มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประมุข
ไม่ได้

๙. อานิสงส์ที่ได้รับจากการถวายอาหารแด่ภิกษุสงฆ์ มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประมุขนั้น
ก็ยังสู้อานิสงส์ของการสร้างวิหารทาน ( ถาวรทาน ) แด่ภิกษุสงฆ์ที่อยู่ทั่วทั้ง ๔ ทิศ ไม่ได้
( การถวายอาหารเป็นสังฆทาน มีอานิสงส์น้อยกว่าการถวายถาวรทานเป็นสังฆทาน )


......จากนั้นพระศาสดาทรงแสดงอานิสงส์ของการสร้างบุญที่มีมากยิ่งกว่าสังฆทานขึ้นไป ดังนี้


อานิสงส์ที่ได้รับจากการสร้างวิหารเพื่อสงฆ์ทั้ง ๔ ทิศนั้น ก็ยังสู้อานิสงส์ของการเข้าถึงไตรสรณคมน์ไม่ได้

อานิสงส์ที่ได้รับจากการเข้าถึงไตรสรณคมน์นั้น ก็ยังสู้อานิสงส์ของการสมาทานศีล ๕ ศีล ๘ พร้อมด้วยไตรสรณคมน์นั้นไม่ได้

อานิสงส์ที่ได้รับจากการสมาทานศีล ๕ ศีล ๘ พร้อมด้วยไตรสรณคมณ์นั้น ก็ยังสู้อานิสงส์ของการแผ่เมตตาให้แก่สัตว์ทั้งหลายมีความสุขเพียงชั่วคราวหนึ่งไม่ได้

อานิสงส์ที่ได้รับจากการแผ่เมตตาให้แก่สัตว์ทั้งหลายมีความสุขเพียงชั่วคราวนั้น ก็ยังสู้อานิสงส์ของการเจริญวิปัสสนาเพียงชั่วคราวไม่ได้

จะเห็นได้ว่าอานิสงส์ของการบำเพ็ญสังฆทานจะมีผลมากกว่าปาฎิปุคคลิกทาน แต่อานิ
สงส์ของการรักษาศีล และการเจริญวิปัสสนามีมากกว่านั้นอีก ทั้งนี้มิได้หมายความว่า จะมุ่ง
แต่เจริญวิปัสสนาเพียงอย่างเดียวโดยไม่ทำทาน เพราะการให้ทานย่อมมีประโยชน์แก่บุคคล
ทุกจำพวก

เพราะเหตุว่า ผู้ที่เคยสั่งสมบุญด้วยการทำทานไว้ดีแล้ว ไม่ว่าจะเกิดภพชาติใดๆ ย่อมอุดม
สมบูรณ์ด้วยโภคทรัพย์สมบัติ ไม่ต้องกังวลในการแสวงหาทรัพย์เพื่อเลี้ยงชีพ เมื่อเป็นเช่นนี้
จิตใจของผู้นั้นจึงมีความสุข สบาย จะรักษาศีลก็เป็นไปได้โดยง่าย แม้จะน้อมใจไปเพื่อการ
เจริญภาวนา ก็ทำได้อย่างสะดวกสบาย และสามารถบรรลุผลของการปฎิบัติธรรมนั้นได้เป็น
อย่างดี

ส่วนผู้ที่ไม่เคยทำทานไว้ ย่อมเกิดเป็นคนยากจน ต้องร้อนใจในการหาเลี้ยงชีพ จะรักษา
ศีลก็เป็นการยาก อาจต้องพลั้งพลาดไปทำอาชีพที่ผิดศีล เช่นฆ่าสัตว์ เป็นต้น เมื่อจะหาเวลา
เจริญภาวนา ก็ยังต้องมีภาระกังวลเกี่ยวกับเรื่องปากท้องจึงปฎิบัติธรรมไม่ได้สะดวก


องค์แห่งการให้ (ที่ทำให้ได้อานิสงส์มาก)

๑. วัตถุบริสุทธิ์ (สิ่งของที่จะบริจาคทานต้องได้มาโดยสุจริต)
๒. เจตนาบริสุทธิ์ (ผู้ให้มีความบริสุทธิ์ใจ มุ่งให้เกิดความดี)
๓. บุคคลบริสุทธิ์ (ผู้ให้และผู้รับ ต้องมีศีล มีธรรม)

........ก่อนให้ทาน ก็มีความดีใจ
........ขณะให้ทาน ก็มีความเลื่อมใส
........หลังจากให้ทาน ก็มีความเบิกบานใจ ไม่เสียดายในภายหลัง

เมื่อผู้ใดมีเจตนาบริสุทธิ์ครบทั้ง ๓ ระยะอย่างนี้ ย่อมได้บุญมาก มีอานิสงส์ใหญ่

ยังหาเล่มที่..... หน้าที่....ในพระไตรปิฏกไม่เจอค่ะ กำลังค้นหาอยู่ จะหยิบยกมาแจ้งให้ทราบต่อไป....หากผู้ใดพบแล้ว นำลงแทนได้เลยค่ะ ช่วยกันหา ช่วยกันอ่าน ศึกษาด้วยกันนะค่ะ  /\
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 14 กุมภาพันธ์ , 2007 เวลา 16:03:39 PM โดย พ อ เ พี ย ง » บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 897

Email : workshop773@hotmail.com



พระไตรปิฏกชุด 91 เล่ม   จากเล่มที่ 36  หน้า 739 บรรทัด 1
สุตตันตปิฎก 
๕. ทารุกัมมิกสูตร

[๓๓๐] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ปราสาทสร้างด้วยอิฐ ใกล้นาทิกคาม ครั้งนั้น คฤหบดีชื่อทารุกัมมิกะ (พ่อค้าฟืน) เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามว่า ดูกรคฤหบดี ทานในสกุล ท่านยังให้อยู่หรือ
คฤหบดีชื่อทารุกัมมิกะได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ยังให้อยู่ และทานนั้นแล ข้าพระองค์ให้ในภิกษุผู้เป็นอรหันต์ หรือผู้บรรลุอรหัตมรรค ผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร ผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ผู้ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ฯ

พ. ดูกรคฤหบดี ท่านผู้เป็นคฤหัสถ์ บริโภคกาม อยู่ครองเรือน นอนเบียดเสียดบุตร บริโภคจันทน์แคว้นกาสี ทัดทรงดอกไม้ ของหอมและเครื่องลูบไล้ ยินดีทองและเงินอยู่ พึงรู้ข้อนี้ได้ยากว่า ภิกษุเหล่านี้เป็นพระอรหันต์ หรือเป็นผู้บรรลุอรหัตมรรค
ดูกรคฤหบดี ถ้าแม้ภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร เป็นผู้ฟุ้งซ่าน ถือตัว เห่อ ปากกล้า พูดพล่าม มีสติเลอะเลือน ไม่มีสัมปชัญญะ มีใจไม่ตั้งมั่น มีจิตพลุ่งพล่าน ไม่สำรวมอินทรีย์ เมื่อเป็นอย่างนี้ ภิกษุนั้นพึง ถูกติเตียนด้วยเหตุนั้น
ถ้าแม้ภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ถือตัว ไม่เห่อ ไม่ปากกล้า ไม่พูดพล่าม มีสติตั้งมั่น มีสัมปชัญญะ มีใจตั้งมั่น มีจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง สำรวมอินทรีย์ เมื่อเป็นอย่างนี้ ภิกษุนั้นพึงได้รับสรรเสริญด้วยเหตุนั้น ถ้าแม้ภิกษุผู้อยู่ใกล้บ้าน เป็นผู้ฟุ้งซ่าน ฯลฯ
เมื่อเป็นอย่างนี้ ภิกษุนั้นพึงถูกติเตียนด้วยเหตุนั้น
ถ้าแม้ภิกษุผู้อยู่ใกล้บ้าน เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน ฯลฯ
เมื่อเป็นอย่างนี้ ภิกษุนั้นพึงได้รับสรรเสริญด้วยเหตุนั้น
ถ้าแม้ภิกษุผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร เป็นผู้ฟุ้งซ่าน ฯลฯ
เมื่อเป็นอย่างนี้ ภิกษุนั้นพึงถูกติเตียนด้วยเหตุนั้น
ถ้าแม้ภิกษุผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน ฯลฯ
เมื่อเป็นอย่างนี้ ภิกษุนั้นพึงได้รับสรรเสริญด้วยเหตุนั้น
ถ้าแม้ภิกษุผู้รับนิมนต์ เป็นผู้ฟุ้งซ่าน ฯลฯ
เมื่อเป็นอย่างนี้ ภิกษุนั้นพึงถูกติเตียนด้วยเหตุนั้น
ถ้าแม้ภิกษุผู้รับนิมนต์ เป็นผู้ ไม่ฟุ้งซ่าน ฯลฯ
เมื่อเป็นอย่างนี้ ภิกษุนั้นพึงได้รับสรรเสริญด้วยเหตุนั้น
ถ้าแม้ ภิกษุผู้ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร เป็นผู้ฟุ้งซ่าน ฯลฯ
เมื่อเป็นอย่างนี้ ภิกษุนั้นพึง ถูกติเตียนด้วยเหตุนั้น
ถ้าแม้ภิกษุผู้ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน ฯลฯ เมื่อเป็นอย่างนี้ ภิกษุนั้นพึงได้รับสรรเสริญด้วยเหตุนั้น
ถ้าแม้ภิกษุผู้ทรงคฤหบดี จีวร เป็นผู้ฟุ้งซ่าน ถือตัว เห่อ ปากกล้า พูดพล่าม มีสติเลอะเลือน ไม่มี สัมปชัญญะ มีใจไม่ตั้งมั่น
มีจิตพลุ่งพล่าน ไม่สำรวมอินทรีย์
เมื่อเป็นอย่างนี้ ภิกษุนั้นพึงถูกติเตียนด้วยเหตุนั้น
ถ้าแม้ภิกษุผู้ทรงคฤหบดีจีวร เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ถือตัว ไม่เห่อ ไม่ปากกล้า ไม่พูดพล่าม มีสติตั้งมั่น มีสัมปชัญญะ มีใจตั้งมั่น
มีจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง สำรวมอินทรีย์
เมื่อเป็นอย่างนี้ ภิกษุนั้นพึงได้ รับสรรเสริญด้วยเหตุนั้น

ดูกรคฤหบดี เชิญท่านให้สังฆทานเถิด
เมื่อท่านให้สังฆทานอยู่ จิตจักเลื่อมใส ท่านนั้นเป็นผู้มีจิตเลื่อมใส เมื่อตายไป จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
คฤหบดีชื่อทารุกัมมิกะ ทูลสนองว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์นี้จักให้สังฆทานตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ


--------------------------------------------------------------------------------
จากพระไตรปิฎกชุด 91 เล่ม   จากเล่มที่ 23  หน้า 395 บรรทัด 1
สุตตันตปิฎก
๑๒. ทักขิณาวิภังคสูตร

[๗๐๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารนิโครธาราม เขตพระนครกบิลพัสดุ์ ในสักกชนบท
สมัยนั้นแล พระนางมหาปชาบดีโคตมีทรงถือผ้าห่มคู่หนึ่ง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ แล้วถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
พอประทับนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ผ้าใหม่คู่นี้ หม่อมฉัน กรอด้าย ทอเอง
ตั้งใจอุทิศพระผู้มีพระภาค ขอพระผู้มีพระภาคทรงอาศัย
ความอนุเคราะห์ โปรดรับผ้าใหม่ทั้งคู่ของหม่อมฉันเถิด ฯ

[๗๐๗] เมื่อพระนางกราบทูลแล้วอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรโคตมี พระนางจงถวายสงฆ์เถิด เมื่อถวายสงฆ์แล้ว จักเป็นอันพระนางได้บูชาทั้งอาตมภาพและสงฆ์ พระนางมหาปชาบดีโคตมี ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาค ดังนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ผ้าใหม่คู่นี้ หม่อมฉันกรอด้าย ทอเอง ตั้งใจ อุทิศพระผู้มีพระภาค ขอพระผู้มีพระภาคทรงอาศัยความอนุเคราะห์ โปรดรับผ้า ใหม่ทั้งคู่นี้ของหม่อมฉันเถิด
แม้ในครั้งที่ ๒ แม้ในครั้งที่ ๓ แล พระผู้มีพระภาคก็ตรัสกะพระนาง
แม้ในครั้งที่ ๒ แม้ในครั้งที่ ๓ ดังนี้ว่า ดูกรโคตมี พระนางถวายสงฆ์เถิด เมื่อถวายสงฆ์แล้ว จักเป็นอันพระนางได้บูชาทั้งอาตมภาพและสงฆ์ ฯ

[๗๐๘] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้ ท่านพระอานนท์ได้กราบทูล พระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาค โปรดรับ ผ้าใหม่ทั้งคู่ ของพระนางมหาปชาบดีโคตมีเถิด พระนางมหาปชาบดีโคตมี มีอุปการะมาก เป็นพระมาตุจฉาผู้ทรงบำรุงเลี้ยง ประทานพระขีรรสแด่พระผู้มีพระภาค เมื่อพระชนนีสวรรคตแล้ว ได้โปรดให้พระผู้มีพระภาคทรงดื่มเต้าพระถัน
แม้พระผู้มีพระภาคก็ทรงมีอุปการะมากแก่พระนางมหาปชาบดีโคตมี พระนางทรงอาศัยพระผู้มีพระภาค จึงทรงถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะได้ ทรงอาศัยพระผู้มีพระภาค จึงทรงงดเว้นจากปาณาติบาต จากอทินนาทาน จากกาเมสุมิจฉาจาร จากมุสาวาท จากฐานะเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทเพราะดื่ม น้ำเมาคือสุราและเมรัยได้ ทรงอาศัยพระผู้มีพระภาค จึงทรงประกอบด้วยความเลื่อมใสอย่างไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทรงประกอบด้วยศีลที่พระอริยะมุ่งหมายได้ ทรงอาศัยพระผู้มีพระภาค จึงเป็นผู้หมดความสงสัยในทุกข์ ในทุกขสมุทัย ในทุกขนิโรธ ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาได้
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม้พระผู้มีพระภาคก็ทรงมีพระอุปการะมากแก่พระนางมหาปชาบดีโคตมีฯ

[๗๐๙] พ. ถูกแล้วๆ อานนท์ จริงอยู่บุคคลอาศัยบุคคลใดแล้ว เป็น ผู้ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะได้ เราไม่กล่าวการที่บุคคลนี้ ตอบแทนต่อบุคคลนี้ด้วยดี เพียงกราบไหว้ ลุกรับ ทำอัญชลี ทำสามีจิกรรม ด้วยเพิ่มให้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจยเภสัชบริขาร บุคคลใดอาศัยบุคคลใดแล้ว งดเว้นจากปาณาติบาต จากอทินนาทาน จากกาเมสุมิจฉาจาร จากมุสาวาท จากฐานะเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทเพราะดื่มน้ำเมาคือสุรา และเมรัยได้
เราไม่กล่าวการที่บุคคลนี้ตอบแทนต่อบุคคลนี้ด้วยดี เพียงกราบไหว้ ลุกรับ ทำอัญชลี ทำสามีจิกรรม ด้วยเพิ่มให้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจยเภสัชบริขาร บุคคลอาศัยบุคคลใดแล้ว เป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใส อย่างไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ประกอบด้วยศีลที่พระอริยะ มุ่งหมายได้ เราไม่กล่าวการที่บุคคลนี้ตอบแทนบุคคลนี้ด้วยดี เพียงกราบไหว้ ลุกรับ ทำอัญชลี ทำสามีจิกรรม ด้วยเพิ่มให้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และ คิลานปัจจยเภสัชบริขาร บุคคลอาศัยบุคคลใดแล้ว เป็นผู้หมดความสงสัยในทุกข์ ในทุกขสมุทัย ในทุกขนิโรธ ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาได้
เราไม่กล่าวการที่ บุคคลนี้ตอบแทนบุคคลนี้ด้วยดี เพียงกราบไหว้ ลุกรับ ทำอัญชลี ทำสามีจิกรรม ด้วยเพิ่มให้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจยเภสัชบริขาร ฯ

[๗๑๐] ดูกรอานนท์ ก็ทักษิณาเป็นปาฏิปุคคลิกมี ๑๔ อย่าง คือ
ให้ ทานในตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธ นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๑
ให้ทาน ในพระปัจเจกสัมพุทธ นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๒
ให้ทานในสาวก ของตถาคตผู้เป็นพระอรหันต์ นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๓
ให้ทาน ในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำอรหัตผลให้แจ้ง นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๔
ให้ทานแก่พระอนาคามี นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๕
ให้ทานในท่าน ผู้ปฏิบัติเพื่อทำอนาคามิผลให้แจ้ง นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๖
ให้ทาน แก่พระสกทาคามี นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๗
ให้ทานในท่านผู้ปฏิบัติ เพื่อทำสกทาคามิผลให้แจ้ง นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๘
ให้ทาน ในพระโสดาบัน นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๙
ให้ทานในท่านผู้ปฏิบัติ เพื่อทำโสดาปัตติผลให้แจ้ง นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๑๐
ให้ทาน ในบุคคลภายนอกผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิก ประการที่ ๑๑
ให้ทานในบุคคลผู้มีศีล นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๑๒
ให้ทานในปุถุชนผู้ทุศีล นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๑๓
ให้ทานในสัตว์เดียรัจฉาน นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๑๔

[๗๑๑] ดูกรอานนท์ ใน ๑๔ ประการนั้น บุคคลให้ทานในสัตว์เดียรัจฉาน พึงหวังผลทักษิณาได้ร้อยเท่า
ให้ทานในปุถุชนผู้ทุศีล พึงหวังผลทักษิณา ได้พันเท่า
ให้ทานในปุถุชนผู้มีศีล พึงหวังผลทักษิณาได้แสนเท่า
ให้ทานในบุคคล ภายนอกผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม พึงหวังผลทักษิณาได้แสนโกฏิเท่า
ให้ทานในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำโสดาปัตติผลให้แจ้ง พึงหวังผลทักษิณาจนนับไม่ได้ จนประมาณไม่ได้ จะป่วยกล่าวไปไยในพระโสดาบัน ในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำสกทาคามิผลให้แจ้ง ในพระสกทาคามี ในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำอนาคามิผลให้แจ้ง ในพระอนาคามี ในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำอรหัตผลให้แจ้ง ในสาวกของตถาคตผู้เป็นพระอรหันต์ ในพระปัจเจกสัมพุทธ และในตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธ

[๗๑๒] ดูกรอานนท์ ก็ทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์มี ๗ อย่าง คือ
ให้ทานในสงฆ์ ๒ ฝ่าย มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข นี้เป็นทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์ ประการที่ ๑
ให้ทานในสงฆ์ ๒ ฝ่าย ในเมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว นี้เป็น ทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์ทั้ง ๒ ฝ่าย ในเมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว นี้เป็นทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์ประการที่ ๒
ให้ทานในภิกษุสงฆ์ นี้เป็นทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์ ประการที่ ๓
ให้ทานในภิกษุณีสงฆ์ นี้เป็นทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์ประการที่ ๔
เผดียงสงฆ์ว่า ขอได้โปรดจัดภิกษุและภิกษุณีจำนวนเท่านี้ ขึ้นเป็นสงฆ์แก่ข้าพเจ้า แล้วให้ทาน นี้เป็นทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์ประการที่ ๕
เผดียงสงฆ์ว่า ขอได้โปรดจัดภิกษุจำนวนเท่านี้ขึ้นเป็นสงฆ์แก่ข้าพเจ้า แล้วให้ทาน นี้เป็นทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์ประการที่ ๖
เผดียงสงฆ์ว่า ขอได้โปรดจัดภิกษุณีจำนวนเท่านี้ ขึ้นเป็นสงฆ์แก่ข้าพเจ้า แล้วให้ทาน นี้เป็นทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์ประการที่ ๗ ฯ

[๗๑๓] ดูกรอานนท์ ก็ในอนาคตกาล จักมีแต่เหล่าภิกษุโคตรภู
มีผ้ากาสาวะพันคอ เป็นคนทุศีล มีธรรมลามก
คนทั้งหลายจักถวายทานเฉพาะสงฆ์ได้ในเหล่าภิกษุทุศีลนั้น
ดูกรอานนท์ ทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์แม้ในเวลานั้น เราก็กล่าวว่า มีผลนับไม่ได้ ประมาณไม่ได้ แต่ว่าเราไม่กล่าวปาฏิปุคคลิกทานว่า มีผลมากกล่าวทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์โดยปริยายไรๆ เลย ฯ

[๗๑๔] ดูกรอานนท์ ก็ความบริสุทธิ์แห่งทักษิณานี้มี ๔ อย่าง
๔ อย่างเป็นไฉน
ดูกรอานนท์ ทักษิณาบางอย่างบริสุทธิ์ฝ่ายทายก ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก
บางอย่างบริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก
บางอย่างฝ่ายทายกก็ไม่ บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหกก็ไม่บริสุทธิ์
บางอย่างบริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกและฝ่ายปฏิคาหก

[๗๑๕] ดูกรอานนท์ ก็ทักษิณาชื่อว่าบริสุทธิ์ฝ่ายทายก ไม่บริสุทธิ์ฝ่าย ปฏิคาหกอย่างไร
ดูกรอานนท์ ในข้อนี้ ทายกมีศีล มีธรรมงาม ปฏิคาหก เป็นผู้ทุศีล มีธรรมลามก
อย่างนี้แล ทักษิณาชื่อว่าบริสุทธิ์ฝ่ายทายก ไม่บริสุทธิ์ ฝ่ายปฏิคาหก ฯ

[๗๑๖] ดูกรอานนท์ ก็ทักษิณาชื่อว่าบริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก ไม่บริสุทธิ์ ฝ่ายทายกอย่างไร
ดูกรอานนท์ ในข้อนี้ ทายกเป็นผู้ทุศีล มีธรรมลามก ปฏิคาหกเป็นผู้มีศีล มีธรรมงาม
อย่างนี้แล ทักษิณาชื่อว่าบริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก ฯ

[๗๑๗] ดูกรอานนท์ ก็ทักษิณาชื่อว่าฝ่ายทายกก็ไม่บริสุทธิ์ ฝ่ายปฏิคาหก ก็ไม่บริสุทธิ์อย่างไร
ดูกรอานนท์ในข้อนี้ ทายกก็เป็นผู้ทุศีล มีธรรมลามก ปฏิคาหกก็เป็นผู้ทุศีล มีธรรมลามก
อย่างนี้แล ทักษิณาชื่อว่าฝ่ายทายกก็ไม่บริสุทธิ์ ฝ่ายปฏิคาหกก็ไม่บริสุทธิ์ ฯ

[๗๑๘] ดูกรอานนท์ ก็ทักษิณาชื่อว่าบริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายก และฝ่าย ปฏิคาหกอย่างไร
ดูกรอานนท์ ในข้อนี้ ทายกก็เป็นผู้มีศีล มีธรรมงาม ปฏิคาหกก็เป็นผู้มีศีล มีธรรมงาม
อย่างนี้แล ทักษิณาชื่อว่าบริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายก และฝ่ายปฏิคาหก ฯ
ดูกรอานนท์ นี้แล ความบริสุทธิ์แห่งทักษิณา ๔ อย่าง ฯ

[๗๑๙] พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้แล้ว ได้ตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ต่อไปอีกว่า
(๑) ผู้ใดมีศีล ได้ของมาโดยธรรม มีจิตเลื่อมใสดี เชื่อกรรมและผลแห่งกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในคนทุศีล
ทักษิณาของผู้นั้น ชื่อว่าบริสุทธิ์ฝ่ายทายก ฯ
(๒) ผู้ใดทุศีล ได้ของมาโดยไม่เป็นธรรม มีจิตไม่เลื่อมใส ไม่เชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในคนมีศีล ทักษิณาของผู้นั้นชื่อว่า บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก ฯ
(๓) ผู้ใดทุศีล ได้ของมาโดยไม่เป็นธรรม มีจิตไม่เลื่อมใส ไม่เชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในคนทุศีล เราไม่กล่าวทานของผู้นั้นว่า มีผลไพบูลย์ ฯ
(๔) ผู้ใดมีศีล ได้ของมาโดยธรรม มีจิตเลื่อมใสดี เชื่อกรรม และผลของกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในคนมีศีลเรากล่าวทานของผู้นั้นแลว่า มีผลไพบูลย์ ฯ
(๕) ผู้ใดปราศจากราคะแล้ว ได้ของมาโดยธรรม มีจิตเลื่อมใสดี เชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในผู้ปราศจากราคะ ทานของผู้นั้นนั่นแล เลิศกว่าอามิสทานทั้งหลาย ฯ

จบทักขิณาวิภังคสูตร ที่ ๑๒ จบวิภังควรรคที่ ๔


หมายเหตุ   *คนทุศีลนะไม่ใช่สมณะทุศีล*  (เมตตาเตือนมาจากจากทางวัดฯ ค่ะ)

ตรวจทานแล้วอีกครั้ง  ตรงกับในพระไตรปิฎกที่ข้าพเจ้ามีอยู่จริง
14 ก.พ. 2550 เวลา 22.23 น.
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 14 กุมภาพันธ์ , 2007 เวลา 22:21:31 PM โดย พ อ เ พี ย ง » บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 897

Email : workshop773@hotmail.com



ในทางพระวินัย  ภิกษุ ๔ รูปขึ้นไป  จึงเรียกว่า  สงฆ์
แต่การถวายไทยธรรมแก่ภิกษุแม้รูปเดียวที่สงฆ์จัดให้เป็นองค์แทนของสงฆ์ ก็จัดเป็นสังฆทานเหมือนกัน

 
ดังมีเรื่องเล่าไว้ใน อรรถกถาปปัญจสูทนี
ภาค ๓ (หน้า ๗๑๗)  อรรถกถาทักขิณาวิภังคสูตร  ว่า
   กุฎุมพี  คือ  เศรษฐีคนหนึ่งเป็นเจ้าของวัดวัดหนึ่ง  ได้ไปขอภิกษุรูปหนึ่งมาจากสงฆ์  ด้วยคำว่า ขอพระคุณเจ้าทั้งหลายจงให้ภิกษุรูปหนึ่งจากสงฆ์แก่ข้าพเจ้า  แม้เขาจะได้ภิกษุทุศีลรูปหนึ่งเขาก็ปฏิบัติต่อภิกษุรูปนั้นด้วยความเคารพนอบน้อม  ตกแต่งเสนาสนะและเครื่องบูชาสักการะพร้อม  ล้างเท้าให้ภิกษุนั้นเอาน้ำมันทาเท้าให้  แล้วถวายไทยธรรมด้วยความเคารพยำเกรงต่อสงฆ์เหมือนกับบุคคลเคารพยำเกรงต่อพระพุทธเจ้า   ภิกษุรูปนั้นฉันภัตตาหารแล้วก็กลับวัด   หลังจากนั้นได้กลับมาขอยืมจอบที่บ้านของกุฎุมพีนั้นอีกครั้งหนึ่ง  คราวนี้กุฎุมพีเอาเท้าเขี่ยจอบให้  คนที่เห็นกิริยาของกุฎุมพีนั้นก็ถามว่า เมื่อเช้านี้ท่านถวายทานแก่ภิกษุรูปนี้ด้วยความเคารพนบนอบอย่างยิ่ง แต่บัดนี้แม้สักว่ากิริยาที่เคารพก็ไม่มี กุฎุมพีตอบว่า เมื่อเช้านี้เราเคารพยำเกรงต่อสงฆ์  เราหาได้เคารพยำเกรงต่อภิกษุรูปนี้เป็นส่วนตัวไม่
   การถวายทานในสงฆ์ที่เรียกว่าสังฆทานนั้น  คำว่า  สงฆ์  ท่านมุ่งเอา  พระอริยสงฆ์  คือ  พระโสดาปัตติมรรค  พระโสดาปัตติผล  พระสกทาคามิมรรค  พระสกทาคามิผล  พระอนาคามิมรรค  พระอนาคามิผล  พระอรหัตตมรรค  และพระอรหัตตผล  รวมเป็น  ๔  คู่  ๘  บุคคล  หาได้หมายเอาสมมุติสงฆ์ไม่ ทั้งนี้เพราะพระอริยสงฆ์นั้นเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุปฏิปันโน คือ ปฏิบัติดี  อุชุปฏิปันโน ปฏิบัติตรง  ญายปฏิปันโน ปฏิบัติแล้วเพื่อญายธรรม  สามีจิปฏิปันโน ปฏิบัติชอบ  ทั้งพระอริยสงฆ์เหล่านั้นยังเป็นอาหุเนยโย คือ  เป็นผู้ควรแก่ของที่เขานำมาบูชา  ปาหุเนยโย  เป็นผู้ควรแก่ของที่เขานำมาต้อนรับทักขิเณยโย เป็นผู้ควรแก่ไทยธรรมที่เขานำมาถวายด้วยศรัทธา  อัญชลีกรณีโย เป็นผู้ควรแก่การกระทำอัญชลี  อนุตตรัง  ปุญญักเขตตัง  โลกัสสะ เป็นนาบุญอันเยี่ยมของโลก  ไม่มีนาบุญอื่นที่ยิ่งกว่า

   ใน  ขุ. วิมานวัตถุ ทัททัลลวิมาน ข้อ ๓๔  กล่าวถึง อานิสงส์ของสังฆทานว่า มากกว่า ทานธรรมดา ดังนี้
   นางภัททาเทพธิดาผู้พี่สาว  ได้ถามนางสุภัททาเทพธิดาผู้น้องสาวว่า
   ท่านรุ่งเรืองด้วยรัศมี  ทั้งเป็นผู้เรืองยศ  ย่อมรุ่งโรจน์ล่วงเทพเจ้าชาวดาวดึงส์ทั้งหมดด้วยรัศมี ดิฉันไม่เคยเห็นท่าน  เพิ่งจะมาเห็นในวันนี้เป็นครั้งแรก  ท่านมาจากเทวโลกชั้นไหน  จึงมาเรียกดิฉันด้วยชื่อเดิมว่า  ภัททา  ดังนี้เล่า
   นางสุภัททาเทพธิดาผู้น้องสาวตอบว่า
             ข้าแต่พี่ภัททา  ฉันชื่อว่าสุภัททา  ในภพก่อนครั้งยังเป็นมนุษย์อยู่  ดิฉันได้เป็นน้องสาวของพี่  ทั้งได้เคยเป็นภริยาร่วมสามีเดียวกับพี่ด้วย   ดิฉันตายจากมนุษย์โลกนั้นมาแล้ว  ได้มาแล้วเกิดเป็นเทพธิดาประจำสวรรค์  ชั้นนิมมานรดี
   นางภัททาเทพธิดา  ถามต่อไปว่า
   ดูก่อนแม่สุภัททา  ขอเธอได้บอกการอุบัติของเธอในหมู่เทพเจ้าเหล่านิมมานรดี  ซึ่งเป็นที่  ๆ  สัตว์ได้สั่งสมบุญกุศลไว้มากแล้วจึงได้มาบังเกิด  เธอได้มาเกิดในที่นี้  เพราะทำบุญกุศลสิ่งใดไว้  และใครเป็นครูแนะนำสั่งสอนเธอ  เธอเป็นผู้เรืองยศ  และถึงความสุขพิเศษไพบูลย์ถึงเช่นนี้  เพราะได้ให้ทานและรักษาศีลเช่นไรไว้  ดูก่อนแม่เทพธิดา  ฉันถามเธอแล้ว  นี่เป็นผลของกรรมอะไร  โปรดตอบฉันด้วย
   นางสุภัททาเทพธิดา  ตอบว่า
   เมื่อชาติก่อน  ดิฉันมีใจเลื่อมใส  ได้ถวายบิณฑบาต  ๘ ที่แก่สงฆ์ผู้เป็นทักขิไณยบุคคล  ๘ รูป ด้วยมือของตน  เพราะบุญกรรมนั้น  ดิฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้  ฯลฯ  และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ  เพราะบุญกรรมนั้น
   นางภัททาเทพธิดาได้ถามต่อไปอีกว่า
   พี่เลี้ยงดูพระภิกษุทั้งหลาย  ผู้สำรวมดี  ผู้ประพฤติพรหมจรรย์  ให้อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวและน้ำ ด้วยมือของตนเองมากกว่าเธอ  ครั้นให้ทานมากกว่าเธอแล้ว  ก็ยังได้บังเกิดในเหล่าเทพเจ้าต่ำกว่าเธอ  ส่วนเธอได้ถวายทานเพียงเล็กน้อย  อย่างไรจึงมาได้ผลอย่างพิเศษไพบูลย์ถึงเช่นนี้เหล่าแน่ะแม่เทพธิดา  ฉันถามเธอแล้ว  นี่เป็นผลเป็นกรรมอะไร  โปรดตอบฉันด้วย
   นางสุภัททาเทพธิดาตอบว่า
   เมื่อชาติก่อน  ดิฉันได้เห็นพระภิกษุผู้อบรมทางจิตใจเพื่อคุณอันยิ่งใหญ่  จึงได้นิมนต์ท่านรวม ๘  รูปด้วยกัน  มีพระเรวตเถระเป็นประธาน  ด้วยภัตตาหาร  ท่านพระเรวตเถระนั้นมุ่งจะให้เกิดประโยชน์  อนุเคราะห์แก่ดิฉัน  จึงบอกดิฉันว่าจงถวายสงฆ์เถิด  ดิฉันได้ทำตามคำของท่าน  ทักขิณาของดิฉันนั้นจึงเป็นสังฆทาน  อันดิฉันให้เข้าไปตั้งไว้ในสงฆ์  เป็นทานที่ไม่อาจปริมาณผลได้ว่ามีอยู่เท่าไร  ส่วนทานที่คุณพี่ได้ถวายแก่ภิกษุด้วยความเลื่อมใสนั้น  เป็นรายบุคคล  จึงมีผลไม่มาก
   นางภัททาเทพธิดา  เมื่อจะรับรองความข้อนั้น  จึงกล่าวว่า
   พี่เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่า การถวายสังฆทานนี้ มีผลมาก  ถ้าว่าพี่ได้ไปบังเกิดเป็นมนุษย์อีก จักเป็นผู้รู้ความประสงค์ของผู้ขอ  ปราศจากความตระหนี่ถวายสังฆทาน  และไม่ประมาทเป็นนิตย์
   เมื่อสนทนากันแล้ว  นางสุภัททาเทพธิดาก็กลับไปสู่ทิพวิมานของตนบนสวรรค์ขั้นนิมมานรดี  ท้าวสักกเทวราชได้ทรงสดับการสนทนานั้น   จึงตรัสถามนางภัททาเทพธิดาว่า   เทพธิดาผู้นั้นเป็นใคร  มาสนทนากับเธอ  มีรัศมีรุ่งโรจน์กว่าเทพเจ้าเหล่าดาวดึงส์ทั้งหมด
   นางภัททาเทพธิดา  เมื่อจะบรรยายข้อที่สังฆทานของเทพธิดาผู้น้องสาวว่ามีผลมาก     จึงทูลว่าขอเดชะ  ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมเทพ  เทพธิดาผู้นั้นเมื่อชาติก่อนยังเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษย์โลก เป็นน้องสาวของหม่อมฉัน  และยังได้เคยร่วมสามีเดียวกับหม่อมฉันด้วย  เธอสั่งสมบุญกุศล คือ 
ถวายสังฆทาน  จึงได้ไพโรจน์ถึงอย่างนี้เพคะ
   สมเด็จอมรินทราธิราช  เมื่อจะทรงสรรเสริญสังฆทานจึงตรัสว่า
   ดูก่อนนางภัททา  น้องสาวของเธอไพโรจน์กว่าเธอ  ก็เพราะเหตุในปางก่อน  คือ  การถวายสังฆทานที่ไม่อาจปริมาณผลได้ อันที่จริง ฉันได้ทูลถามพระพุทธเจ้า  ครั้งประทับอยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฏ ถึงผลแห่งไทยธรรมที่ได้จัดแจงถวายในเขตที่ผลมากของมนุษย์ทั้งหลาย ผู้มุ่งบุญ ให้ทานอยู่หรือทำบุญปรารภเหตุแห่งการเวียนเกิดเวียนตาย  จะถวายในบุคคลประเภทใดจึงจะมีผลมาก
   พระพุทธเจ้าตรัสตอบข้อความนั้นแก่ฉันอย่างแจ่มแจ้งว่า  ท่านผู้ปฏิบัติเพื่ออริยมรรค  ๔ จำพวก และท่านผู้ตั้งอยู่ในอริยผล ๔ จำพวก พระอริยบุคคล ๘ จำพวกนี้  ชื่อว่าสงฆ์เป็นผู้ปฏิบัติตรง ดำรงมั่นอยู่ในปัญญาและศีล  เมื่อมนุษย์ทั้งหลายผู้มุ่งบุญถวายทานในท่านเหล่านี้  หรือทำบุญปรารภการเวียนเกิดเวียนตาย  ทานที่ถวายในสงฆ์ย่อมมีผลมาก  พระสงฆ์นี้เป็นผู้มีคุณความดีอันยิ่งใหญ่  ยังผลให้เกิดแก่ผู้ถวายทานในท่านอย่างไพบูลย์ ยากที่ใครจะปริมาณว่าเท่านี้ๆ ได้  เหมือนทะเลยากที่คาดคะเนได้ว่ามีน้ำเท่านี้ๆ ฉะนั้น
   พระสงฆ์เหล่านี้แล เป็นพระผู้ประเสริฐสุด เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าผู้มีความเพียรเป็นเยี่ยมในหมู่นรชน เป็นแหล่งสร้างแสงสว่าง  คือญาณของชาวโลก  ได้แก่  นำเอาแสงสว่าง  คือ  พระสัทธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศไว้แล้วมาชี้แจง  ปวงชนผู้ใคร่ต่อบุญเหล่าใด  ถวายทานมุ่งตรงต่อสงฆ์ทักขิณาของเขาเหล่านั้น ชื่อว่าเป็นทักขิณาที่ถวายดีแล้ว เป็นยัญวิธีที่เซ่นสรวงถูกต้อง จัดเป็นบูชากรรมที่บูชาแล้วชอบเพราะทักขิณานั้นจัดเป็นสังฆทาน  มีผลมาก อันพระสัมมาสัมมาพุทธเจ้าทั้งหลายผู้รู้แจ้งโลก ทรงสรรเสริญ
   ชนเหล่าใดยังท่องเที่ยวอยู่ในโลก  มาหวนระลึกถึงบุญเช่นนี้ได้  เกิดปีติโสมนัส  ก็จะกำจัดมลทิน  คือความตระหนี่ทั้งความรู้เท่าไม่ถึงการณ์  ความลังเลในใจ  และความวิปลาสอันเป็นมูลฐานเสียได้  ทั้งจะไม่เป็นผู้ถูกผู้รู้ติเตียน  ชนเหล่านั้นก็จะเข้าถึงสถานที่ที่เป็นแดนสวรรค์
   จากวิมานวัตถุเรื่องนี้   แสดงชัดว่า  สังฆทาน ที่ถวายเจาะจงแด่พระอริยสงฆ์นั้น  มีผลมาก มีอานิสงส์มากจริง
   ทั้งนี้  เพราะเหตุที่พระอริยสงฆ์ท่านประกอบด้วย  พระคุณ  ๙  ประการดังกล่าวมาแล้ว  ทานที่ถวายในท่านเหล่านี้จึงมีผลมาก  ถ้ายังเกิดอยู่ตราบใดสังฆทานนี้ก็ให้ผลไปเกิดในที่ดีมีความสุขนับชาติไม่ได้ทีเดียว  ยิ่งกว่านั้น  พระอริยสงฆ์ท่านยังอาจแสดงธรรมที่ท่านได้เห็นแล้วบรรลุแล้วให้ผู้ถวายได้เห็นตามบรรลุตามเป็นผู้บริสุทธิ์  หมดจดจากกิเลสเช่นเดียวกับท่านได้อีกด้วย  การหมดจดจากกิเลสนี้เป็นอานิสงส์สูงที่สุดสำหรับบุคคลที่ถวายในสงฆ์  ด้วยเหตุนี้  ทานที่ถวายในสงฆ์หรือสังฆทานจึงมีผลมากและอานิสงส์มากอย่างนี้
   ก็พระคุณ ๙ ประการ  ของพระอริยสงฆ์นั้น ๔ ประการแรก เป็นพระคุณเฉพาะส่วนตัวของท่าน ๕ ประการหลัง มีอาหุเนยโยเป็นต้น  เป็นพระคุณที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ผู้อื่น  โดยเฉพาะผู้ที่ถวายทานแก่ท่าน  คือให้ได้รับผลมาก  แม้อุทิศให้แก่เปรต  เปรตทราบแล้วอนุโมทนาชื่นชมยินดี  ก็ยังพ้นสภาพเปรต  เป็นเทวดาได้

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 14 กุมภาพันธ์ , 2007 เวลา 16:12:21 PM โดย พ อ เ พี ย ง » บันทึกการเข้า
b
บุคคลทั่วไป

อ้างถึง
ในทางพระวินัย  ภิกษุ ๔ รูปขึ้นไป  จึงเรียกว่า  สงฆ์แต่การถวายไทยธรรมแก่ภิกษุแม้รูปเดียวที่สงฆ์จัดให้เป็นองค์แทนของสงฆ์ ก็จัดเป็นสังฆทานเหมือนกัน

อ้างถึง
การถวายทานในสงฆ์ที่เรียกว่าสังฆทานนั้น  คำว่า  สงฆ์  ท่านมุ่งเอา  พระอริยสงฆ์  คือ  พระโสดาปัตติมรรค  พระโสดาปัตติผล  พระสกทาคามิมรรค  พระสกทาคามิผล  พระอนาคามิมรรค  พระอนาคามิผล  พระอรหัตตมรรค  และพระอรหัตตผล  รวมเป็น  ๔  คู่  ๘  บุคคล  หาได้หมายเอาสมมุติสงฆ์ไม่ ทั้งนี้เพราะพระอริยสงฆ์นั้นเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุปฏิปันโน คือ ปฏิบัติดี  อุชุปฏิปันโน ปฏิบัติตรง  ญายปฏิปันโน ปฏิบัติแล้วเพื่อญายธรรม  สามีจิปฏิปันโน ปฏิบัติชอบ  ทั้งพระอริยสงฆ์เหล่านั้นยังเป็นอาหุเนยโย คือ  เป็นผู้ควรแก่ของที่เขานำมาบูชา  ปาหุเนยโย  เป็นผู้ควรแก่ของที่เขานำมาต้อนรับทักขิเณยโย เป็นผู้ควรแก่ไทยธรรมที่เขานำมาถวายด้วยศรัทธา  อัญชลีกรณีโย เป็นผู้ควรแก่การกระทำอัญชลี  อนุตตรัง  ปุญญักเขตตัง  โลกัสสะ เป็นนาบุญอันเยี่ยมของโลก  ไม่มีนาบุญอื่นที่ยิ่งกว่า

พิจารณาตรงนี้ให้รอบคอบ
แต่การถวายไทยธรรมแก่ภิกษุแม้รูปเดียวที่สงฆ์จัดให้เป็นองค์แทนของสงฆ์ ก็จัดเป็นสังฆทานเหมือนกัน

ในวรรคแรก
บันทึกการเข้า
พระวัดสามแยก
พระพันธกานต์ อภิปัญโญ (ครูบาหม่าว)
พระ
.....
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2750




   ใช่ๆๆๆ การถวายสังฆทานนั้น  ถ้าผู้ถวายเข้าใจและถวายเป็น   ภิกษุแม้รูปเดียวก็ไ้ด้และไม่เกี่ยวกับว่ามีศีลหรือไม่มีศีลด้วย
   ส่วนสงฆ์  4  รูปนั้น  เป็นเหตุผลทางพระวินัย  ไม่เกี่ยวกับสังฆทานแต่อย่างใด

   ขอชมโยมพอเพียงหน่อย  ขยันหาข้อมูลจัง  ถ้าพระจะตอบก็จะตอบแบบเดียวกันต่างกันตรงที่ให้ไปหาอ่านเอง  ยินดีด้วย

   ***  และตรงตัวหนังสือสีแดงนั้น   คนทุศีลนะไม่ใช่สมณะทุศีล

   หลวงพ่อเดินมาพอดี  บอกว่า " บอกเขาหน่อยนะ  สอนศาสนาพุทธ  ไม่ใช่ศาสนาเกษม - โมคคัลลา - สารีบุตร ฯลฯ "
บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 897

Email : workshop773@hotmail.com



 /\

 ;D   :P 
บันทึกการเข้า
b
บุคคลทั่วไป

 /\
เนื่องจากข้าพเจ้ายังค้นไม่พบ
จึงขอโอกาสถามเพื่อความรู้ ดังนี้

แล้วการใส่บาตรตอนเช้ากับภิกษุที่ทุศีลโดยที่ผู้ถวายไม่ทราบ แต่คิดไปว่า ถวายในสงฆ์
จัดเป็นสังฆทานหรือไม่

หากพระรูปเดียวรับไทยทาน แต่ไม่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นตัวแทน อย่างนี้ไม่จัด หรือยังจัดอยู่ในสังฆทาน
และหากผู้ถวายคิดไปเพื่อในสงฆ์กับพระรูปเดียวกันนี้ ผลที่ได้ได้ในสงฆ์หรือไม่ (สังฆทาน)

ข้าพเจ้าถามเรื่องเหล่านี้นอกศาสนาพุทธหรือไร
หากใช่จะได้หยุดถาม
/\
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 14 กุมภาพันธ์ , 2007 เวลา 14:58:46 PM โดย b » บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 897

Email : workshop773@hotmail.com



.......สรุปว่า ในปัจจุบันนี้ เราสามารถถวายทานแด่สงฆ์ได้ในข้อที่ ๓ และ ๖ ( เพราะภิกษุณีสงฆ์ไม่มีแล้ว ) สงฆ์จึงมีอยู่ ๒ แบบ  คือ

๑. พระภิกษุตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป จัดว่าเป็นสงฆ์ในพระวินัยการถวายทานแด่หมู่ภิกษุที่ไม่เจาะจง ตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป ก็จัดเป็นสังฆทาน

๒. ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ที่ได้รับอนุมัติจากสงฆ์ให้ไปรับไทยธรรม เช่น เราไปนิมนต์ โดยขอภิกษุกับคณะสงฆ์ว่า " ขอจงส่งภิกษุรูปหนึ่งไปรับสังฆทานที่บ้านด้วยครับ " ครั้นได้ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ก็มีความเคารพยำเกรงในภิกษุรูปนั้น ยินดีว่าได้สงฆ์มาแล้ว ก็เต็มใจถวายทานนั้นลักษณะเช่นนี้เรียกว่า สังฆทานเหมือนกัน

จากข้อความข้างบนนี้ (ยกมาจากความคิดเห็นเริ่มต้นของกระทู้นี้)

ข้าพเจ้าได้ค้นหามาโดนสรุปจากคนในยุคสมัยนี้ นิยมทำกันต่อๆมา เข้าใจว่าเอาการทำสังฆทานไปรวมกับพระวินัย ให้ตรงความหมายคณะสงฆ์ ที่มองเห็นด้วยตาเป็นรูปภาพที่ตาว่า 4 องค์เป็นคณะสงฆ์แล้ว

สรุปในสมัยนี้
การทำทาน + พระวินัย = ต้องเห็นพระสงฆ์ 4 รูปขึ้นไปเท่านั้นจึงจะเป็น สังฆทาน

แต่ที่ถูกต้อง (ตามที่ทำความเข้าใจจาก ความคิดเห็นที่ 2 และ 3)
- สุตตันตปิฎก เล่ม ๑๔ อังคุตตรนิกาย ๕. ทารุกัมมิกสูตร
- พระวินัย

ทาน และ พระวินัย เฉพาะเรื่องนี้ 2 ส่วนนี้แยกกัน ดังนี้
อ้างจาก: author=พระวัดสามแยก link=topic=138.msg1474#msg1474 date=1171433484
   ใช่ๆๆๆ การถวายสังฆทานนั้น  ถ้าผู้ถวายเข้าใจและถวายเป็น   ภิกษุแม้รูปเดียวก็ไ้ด้และไม่เกี่ยวกับว่ามีศีลหรือไม่มีศีลด้วย
   ส่วนสงฆ์  4  รูปนั้น  เป็นเหตุผลทางพระวินัย  ไม่เกี่ยวกับสังฆทานแต่อย่างใด

เรื่องเกี่ยวกับพระทุศีล ค้นตามในพระไตรปิฎกได้ดังนี้ค่ะ
http://www.samyaek.com/board2/index.php?topic=82.10

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 14 กุมภาพันธ์ , 2007 เวลา 16:17:26 PM โดย พ อ เ พี ย ง » บันทึกการเข้า
นิรุจน์
บุคคลทั่วไป

 /\ /\ /\

ภิกษุ ยังไม่ใช่ สงฆ์ ใช่ไหม
พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า มี 4 คู่ 8 บุรุษ
ยกตัวอย่างที่เคยได้ฟังมา (พระไตรปิฎกอ้างอิงต้องรบกวนผู้ชำนาญตรวจสอบ)
พระนางปชาบดีโคตมีตอนที่จะถวายผ้าให้พระพุทธเจ้านั้น  ก็ถวายกับพระอชิตะที่เป็นพระบวชใหม่รูปเดียว
ที่ยังไม่ใช่สงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าอีกด้วย เนื่องจากพระอชิตะเป็นพระโพธิสัตว์ที่จะตรัสรู้
เป็นพระศรีอริยเมตไตย ก็ยังนับว่าทานในคราวนั้นเป็นสังฆทานเลย

สังฆทาน
.......คือ ทานที่ให้แก่หมู่คณะไม่เฉพาะเจาะจงผู้ใดผู้หนึ่ง

ซึ่งความจริงตอนที่เราใส่บาตรนั้นถึงจะคิดว่าให้พระทั้งหลาย
หรือไม่ได้คิดว่าให้พระทั้งหลาย หรือพูดว่าให้พระทั้งหลาย หรือไม่ได้พูดว่าให้พระทั้งหลาย
...นั้นก็อาจเป็นสังฆทานอยู่แล้ว ถ้าวัดนั้นไม่มีการรับทานเป็นของส่วนตัว
เนื่องจากบางวัดนั้นเมื่อรับทานมาแล้ว ก็จะนำมารวมไว้ที่ส่วนกลางก่อน ถ้ามีพระรูปใดจำเป็นจึงนำไปใช้ไปฉัน
ในพระวินัยก็มีที่บอกไว้ว่าไม่ให้ภิกษุรับไว้เป็นของส่วนตัวเมื่อได้มาต้องสละ
แต่ไม่ทราบเล่มใดต้องให้ผู้ที่ค้นพระไตรปิฎกเก่งช่วยหน่อย...
....
ทีนี้ตอนใส่บาตรตอนเช้า
เนื่องจากว่าท่านอาจรับเป็นของตนเลย (บางวัด) 
ไม่ใช่คิด แต่บอกออกมาจากปากเราเลยว่าของที่ใส่นี้ เราให้พระทั้งหลาย
เป็นการบอกให้ท่านทราบเลยคุณบี เพราะถ้าแค่คิด ถ้าภิกษุนั้นอ่านจิตเราไม่ได้ก็ไม่เกิดผลลัพธ์
เมื่อเราหวังผลลัพธ์... ก็ต้องระบุเป้าด้วย
อยู่ในยุคที่ ...เสื่อมลงเรื่อยๆ ...ไม่ว่าโลก ...หรือสิ่งต่างๆ

ยินดีกับผู้ใฝ่ธรรม...จากใจจริง
บันทึกการเข้า
นิรุจน์
บุคคลทั่วไป

 /\ /\ /\
ลองศึกษา...วิเคราะห์...จำแนก...

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 407

 ทานใดถวายพระศาสดา ทานนั้นพึงทำอย่างไร. ตอบว่า พึงถวายภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วย
วัตร ผู้ปฏิบัติพระศาสดา ด้วยว่า ทรัพย์อันเป็นของบิดาย่อมถึงแก่บุตร
แม้การถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์ ก็ควร. ก็ถือเนยใสและน้ำมัน พึงตามประทีป
ถือผ้าสาฏกพึงยกธงปฏาก. บทว่า ภิกฺขุสงฺเฆ ได้แก่ ภิกษุสงฆ์ส่วนมากยัง
ไม่ขาดสาย. แม้ในภิกษุณีสงฆ์ก็นัยนี้เหมือนกัน. บทว่า โคตฺรภุโน ได้แก่
เสวยสักว่า โคตรเท่านั้น อธิบายว่า เป็นสมณะแต่ชื่อ. บทว่า กาสาวกณฺฐา
คือผู้มีชื่อว่ามีผ้ากาสาวะพันคอ. ได้ยินว่า ภิกษุเหล่านั้นพันผ้ากาสาวะผืนหนึ่ง
ที่มือ หรือที่คอเที่ยวไป. ก็ประตูบ้าน แม้กรรมมีบุตรภริยากสิกรรมและ
วณิชกรรม เป็นต้นทั้งหลาย ของภิกษุผู้ทุศีลเหล่านั้น ก็จักเป็นปกติเทียว.
ไม่ได้ตรัสว่า สงฆ์ทุศีล ในบทนี้ว่า คนทั้งหลายจักถวายทาน เฉพาะสงฆ์ได้
ในเหล่าภิกษุทุศีลนั้น จริงอยู่ สงฆ์ชื่อว่าทุศีลไม่มี แต่อุบาสกทั้งหลายชื่อว่า
ทุศีล จักถวายทานด้วยคิดว่า เราจักถวายเฉพาะสงฆ์ในเหล่าภิกษุทุศีลนั้น
แม้ทักขิณาที่ถวายสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข อันพระผู้มีพระภาค-
เจ้าตรัสว่า มีผลนับไม่ได้ ด้วยการนับคุณ ด้วยประการฉะนี้. แม้ทักขิณาที่
ให้ในสงฆ์ซึ่งมีภิกษุมีผ้ากาสาวะพันคอ ตรัสว่ามีผลนับไม่ได้ ด้วยการนับคุณ
เหมือนกัน.
ก็ทักขิณาที่ถึงสงฆ์ย่อมมีแก่บุคคลผู้อาจเพื่อทำความยำเกรงในสงฆ์
แต่ความยำเกรงในสงฆ์ ทำได้ยาก. ก็บุคคลได้เตรียมไทยธรรมด้วยคิดว่า
เราจักให้ทักขิณาถึงสงฆ์ ไปวิหารแล้วเรียนว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านจง
ให้พระเถระรูปหนึ่งเจาะจงสงฆ์เถิด. ลำดับนั้น ได้สามเณรจากสงฆ์ย่อมถึง
ความเป็นประการอื่นว่า เราได้สามเณรแล้ว ดังนี้. ทักขิณาของบุคคลนั้น
ย่อมไม่ถึงสงฆ์. เมื่อได้พระมหาเถระแม้เกิดความโสมนัสว่า เราได้มหาเถระ
แล้ว ดังนี้ ทักขิณาก็ไม่ถึงสงฆ์เหมือนกัน.
ส่วนบุคคลใดได้สามเณร ผู้อุป-

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 408

สมบทแล้ว ภิกษุหนุ่ม หรือเถระ ผู้พาลหรือ บัณฑิต รูปใดรูปหนึ่งจาก
สงฆ์แล้ว ไม่สงสัย ย่อมอาจเพื่อทำความยำเกรงในสงฆ์ว่า เราจะถวายสงฆ์.
ทักขิณาของบุคคลนั้นเป็นอัน ชื่อว่าถึงสงฆ์แล้ว.
ได้ยินว่า พวกอุบาสกชาว
สมุทรฝังโน้น กระทำอย่างนี้. ก็ในอุบาสกเหล่านั้น คนหนึ่งเป็นเจ้าของวัด
เป็นกุฏุมพี เจาะจงจากสงฆ์ว่า เราจักถวายทักขิณาที่ถึงสงฆ์ จึงเรียนว่า
ขอท่านจงให้ภิกษุรูปหนึ่ง. อุบาสกนั้น ได้ภิกษุทุศีลรูปหนึ่ง พาไปสู่สถานที่นั่ง
ปูอาสนะผูกเพดานเบื้องบน บูชาด้วยของหอม ธูป และดอกไม้ ล้างเท้า
ทาด้วยน้ำมัน ได้ถวายไทยธรรมด้วยความยำเกรงในสงฆ์ ดุจทำความนอบน้อม
แด่พระพุทธเจ้า. ภิกษุรูปนั้น มาสู่ประตูเรือนว่าท่านจงให้จอบเพื่อประโยชน์
แก่การปฏิบัติวัดในภายหลังภัต. อุบาสกนั่งเขี่ยจอบด้วยเท้าแล้วให้ว่า จงรับไป.
มนุษย์ทั้งหลายได้กล่าวกะเขานั้นว่า ท่านได้ทำสักการะแก่ภิกษุนี้แต่เช้าตรู่เทียว
ไม่อาจเพื่อจะกล่าว บัดนี้ แม้สักว่า อุปจาระ (มรรยาท) ก็ไม่มีนี้ชื่อว่าอะไร
ดังนี้. อุบาสก กล่าวว่า แนะนาย ความยำเกรงนั้นมีต่อสงฆ์ ไม่มี
แก่ภิกษุนั้น. ถามว่า ก็ใครย่อมยังทักขิณาที่ถวายสงฆ์ ซึ่งมีภิกษุมีผ้ากาสาวะ
พันคอให้หมดจด. ตอบว่า พระมหาเถระ ๘๐ รูปมีพระสารีบุตรและพระ-
โมคคัลลานะเป็นต้น ย่อมให้หมดจดได้. อนึ่ง พระเถระทั้งหลายปรินิพพาน
นานแล้ว พระขีณาสพทั้งหลายที่ยังมีชีวิตอยู่ตั้งแต่พระเถระเป็นต้น จนถึงทุก
วันนี้ ย่อมให้หมดจดเหมือนกัน.
ในบทนี้ว่า ดูก่อนอานนท์ แต่ว่า เราไม่กล่าวปาฏิบุคคลิก
ทานว่ามีผลมากกว่าทักขิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์โดยปริยายไร ๆ เลย
สงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขมีอยู่ สงฆ์ปัจจุบันนี้มีอยู่ สงฆ์ซึ่งมีภิกษุมีผ้า
กาสาวะพันคอในอนาคตก็มีอยู่ สงฆ์ที่มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขไม่พึงนำเข้า
ไปกับสงฆ์ในปัจจุบันนี้ สงฆ์ในปัจจุบันนี้ก็ไม่พึงนำเข้าไปกับสงฆ์ซึ่งมีภิกษุมีผ้า


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 409

กาสาวะพันคอในอนาคต พึงกล่าวตามสมัยนั้นเท่านั้น. ก็สมณปุถุชนซึ่งนำไป
เฉพาะจากสงฆ์ เป็นปาฏิบุคคลิกโสดาบัน เมื่อบุคคลอาจเพื่อทำความยำเกรง
ในสงฆ์ ทานที่ให้ในสมณะผู้ปุถุชน มีผลมากกว่า. ในคำแม้มีอาทิว่า โสดาบัน
อันทายกถือเอาเจาะจง เป็นปาฏิบุคคลิกสทาคามี ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. จริงอยู่
เมื่อบุคคลอาจเพื่อทำความยำเกรงในสงฆ์ ให้ทานแม้ในภิกษุทุศีล
ซึ่งเจาะจงถือเอา มีผลมากกว่าทานที่บุคคลถวายในพระขีณาสพนั้น
แล.
ก็คำใดที่กล่าวว่า ดูก่อนมหาบพิตร ทานที่ให้แก่ผู้มีศีลแล มีผลมาก
ทานที่ให้ในผู้ทุศีลหามีผลมากอย่างนั้นไม่ คำนั้นพึงละนัยนี้แล้ว พึงเห็นใน
จตุกะนี้ว่า ดูก่อนอานนท์ ก็ความบริสุทธิ์แห่งทักขิณานี้มี ๔ อย่าง.
บทว่า ทายกโต วิสุชฺฌติ ความว่า ทักขิณาบางอย่างบริสุทธิ์ โดยความมี
ผลมาก อธิบายว่า เป็นทาน มีผลมาก. บทว่า กลฺยาณธมฺโม ได้แก่ มีสุจิธรรม
บทว่า ปาปธมฺโม คือมีธรรมอันชั่ว. ก็พึงแสดงพระเวสสันดรมหาราชใน
บทนี้ว่า ทักขิณาบางอย่างบริสุทธิ์ฝ่ายทายก. ก็พระเวสสันดรมหาราชนั้น ทรง
ให้พระโอรสพระธิดาแก่พราหมณ์ชูชกแล้ว ยังแผ่นดินให้หวั่นไหว พึงแสดง
นายเกวัฏฏะ ผู้อาศัยอยู่ที่ประตูปากน้ำกัลยาณนทีในคำนี้ว่า ทักขิณาบางอย่าง
บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก. ได้ยินว่า เกวัฏฏะนั้น ได้ถวายบิณฑบาตแก่พระทีฆ-
โสมเถระถึง ๓ ครั้ง นอนบนเตียงเป็นที่ตายได้กล่าวว่า บิณฑบาตที่ถวายแก่
พระผู้เป็นเจ้าทีฆโสมเถระ ย่อมยกข้าพเจ้าขึ้น. พึงแสดงถึงพรานผู้อยู่ใน
วัฑฒมานะในบทว่า เนว ทายกโต นี้. ได้ยินว่า นายพรานนั้นเมื่อให้ทุกขิณา
อุทิศถึงผู้ตายได้ให้แก่ภิกษุผู้ทุศีลรูปหนึ่งนั้น แลถึง ๓ ครั้ง. ในครั้งที่ ๓ อมนุษย์
ร้องขึ้นว่า ผู้ทุศีลปล้นฉัน ดังนี้. ในเวลาที่พรานนั้นถวายแก่ภิกษุผู้มีศีลรูป
หนึ่งมาถึง ผลของทักขิณาก็ถึงแก่เขา. พึงแสดงอสทิสทานในคำนี้ว่า ทักขิณา
บางอย่างบริสุทธิ์ ฝ่ายทายกเท่านั้น.

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 410

ในคำว่า ทักขิณานั้นบริสุทธิ์ฝ่ายทายกนี้ พึงทราบความบริสุทธิ์แห่ง
ทานในบททั้งปวง โดยทำนองนี้ว่า ชาวนาผู้ฉลาดได้นาแม้ไม่ดี ไถในสมัย
กำจัดฝุ่น ปลูกพืชที่มีสาระ ดูแลตลอดคืนวัน เมื่อไม่ถึงความประมาท ย่อมได้
ข้าวดีกว่านาที่ไม่ดูแลของคนอื่น ชื่อฉันใด ผู้มีศีลแม้ให้ทานแก่ผู้ทุศีลย่อมได้ผล
มากฉันนั้น. ในบทว่า วีตราโค วีตราเคสุ พระอนาคามี ชื่อว่า ปราศ
จากราคะ ส่วนพระอรหันที่เป็นผู้ปราศจากราคะโดยสิ้นเชิงทีเดียว เพราะฉะนั้น
ทานที่พระอรหันต์ให้แก่พระอรหันต์นั่นแหละ เป็นทานอันเลิศ. เพราะเหตุไร.
เพราะไม่มีความปรารถนาภพของผู้อาลัยในภพ. ถามว่า พระขีณาสพย่อมไม่
เชื่อผลทานมิใช่หรือ. ตอบว่า บุคคลทั้งหลายเธอผลทาน ที่เป็นเช่นกับพระ-
ขีณาสพเทียว ไม่มี ก็กรรมที่พระขีณาสพทำแล้ว ไม่เป็นกุศล หรืออกุศล
เพราะเป็นผู้ปราศจากฉันทราคะแล้ว ย่อมตั้งอยู่ในฐานกิริยา ด้วยเหตุนั้น
บัณฑิตทั้งหลายจึงกล่าวว่า ทานของพระขีณาสพนั้นมีผลเลิศ ดังนี้. ถามว่า
ก็ทานที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงให้แก่พระสารีบุตรเถระมีผลมาก หรือว่าทาน
ที่พระสารีบุตรเถระถวายแด่พระสัมมมาสัมพุทธเจ้ามีผลมาก. ตอบว่า บัณฑิต
ทั้งหลายกล่าวว่าทานที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงให้แก่พระสารีบุตรมีผลมาก.
เพราะเหตุไร. เพราะบุคคลอื่นเว้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อว่าสามารถให้ผล
ทานให้เกิดขึ้นไม่มี. จริงอย่างนั้น ทานย่อมให้ผลแก่ผู้อาจเพื่อทำด้วยสัมปทา ๔
ในอัตภาพนั้นแล. สัมปทาในสูตรนี้มีดังนี้ คือความที่ไทยธรรมไม่เบียดเบียน
ผู้อื่นเกิดขึ้น โดยธรรม โดยชอบ, ความที่เจตนาด้วยอำนาจแห่งบุพเจตนา
เป็นต้น เป็นธรรมใหญ่, ความเป็นผู้มีคุณอันเลิศยิ่ง โดยความเป็นพระขีณาสพ.
ความถึงพร้อมด้วยวัตถุ โดยความเป็นผู้ออกแล้ว จากนิโรธในวันนั้น ดังนี้.

 /\ /\ /\
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: