หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
หน้า: [1] 2   ลงล่าง
ผู้เขียน หัวข้อ: ข่าวพระ จากมติชน 5-6 ตค 2551และ คอลัมน์วิจารณ์  (อ่าน 11140 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
SITPU
...
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 159



วันที่ 05 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11166 มติชนรายวัน


ชาวลาว2พันคนร่วมงานวันเกิด"พ่อคูณ"


วันเกิดพ่อคูณ - พระเทพวิทยาคม หรือ หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ เจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ทำบุญตักบาตรด้วยเงินสดแด่พระภิกษุและสามเณร ทั่วประเทศกว่า 3,000 รูปๆ ละ 1,000 บาท รวมกว่า 3 ล้านบาท เนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบ 85 ปี เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม[/font]

 
เมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 4 ตุลาคม ที่อุโบสถวัดบ้านไร่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา พระเทพวิทยาคม (หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ) เจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ ซึ่งยิ้มแย้มแจ่มใสและสดชื่นกว่าทุกวัน ทำบุญตักบาตรด้วยเงินสดแด่พระสงฆ์และสามเณร ใน จ.นครราชสีมา และจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศกว่า 3,000 รูป รูปละ 1,000 บาท รวมเป็นเงิน 3 ล้านบาท เนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบ 85 ปี ในวันเดียวกันนี้ ท่ามกลางศิษยานุศิษย์ ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน ทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ร่วมทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง และร่วมแสดงมุทิตาจิต กว่า 10,000 คน นำโดยนายสุธี มากบุญ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา โดยเฉพาะศิษยานุศิษย์ประเทศลาว จากแขวงนครเวียงจันทน์และแขวงสะหวันนะเขต เดินทางมาร่วมทำบุญด้วยรถบัสถึง 42 คัน กว่า 2,000 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปีนี้หลวงพ่อคูณไม่ได้บริจาคเงินให้กับองค์กรต่างๆ รวมถึงทุนการศึกษาให้เด็กนักเรียนเหมือนทุกปีที่ผ่านมา แต่นำเงินปัจจัยที่ศิษยานุศิษย์และประชาชนร่วมทำบุญวันเกิดครบ 85 ปี สมทบทุนสร้างพิพิธภัณฑ์หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ มูลค่าประมาณ 40 ล้านบาท และบูรณะซ่อมแซมวัดบ้านไร่อีกประมาณ 10 ล้านบาท

หลวงพ่อคูณกล่าวว่า ปีนี้อายุครบ 85 ปีแล้ว ยังแข็งแรงดี ไม่ต้องเป็นห่วง ประชาชนมาทำบุญมากมายมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งขอให้เดินทางกลับสู่ภูมิลำเนาถึงจุดหมายปลายทางด้วยความปลอดภัย

บันทึกการเข้า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็ภิกษุพวกใดพวกหนึ่งในบัดนี้ก็ดี  ใน
กาลที่ล่วงไปแล้วก็ดี  จักเป็นผู้มีตนเป็นเกาะ   มีตนเป็นที่พึ่ง   ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง   คือ  มีธรรมเป็นเกาะ  มีธรรมเป็นที่พึ่ง  ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่ 
ภิกษุเหล่านี้นั้นเป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษา  จักเป็นผู้เลิศ
30/472/12 : อุกกเจลส
SITPU
...
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 159



วันที่ 07 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11168 มติชนรายวัน


เรื่องของคนห่มผ้าเหลือง

โดย วสิษฐ เดชกุญชร



วันนี้ขอเขียนเรื่องที่หลายคนไม่อยากเขียนและหลายคนไม่อยากพูดถึง

คือเรื่องของคนห่มผ้าเหลือง ซึ่งคนทั่วไปเห็นแล้วเข้าใจว่าเป็นพระภิกษุสงฆ์ในศาสนาพุทธ

ที่เขียนเรื่องนี้ในวันนี้ ก็ด้วยความวิตกในความประพฤติของคนห่มผ้าเหลืองที่ใครๆ เห็นแล้วเข้าใจว่าเป็นพระนั่นแหละ วิตกเพราะเห็นแล้วเห็นอีกว่า ความประพฤติของคนเหล่านั้นหลายคนไม่เป็นไปตามพระธรรมวินัย ทำให้สงสัยว่าจะไม่ใช่พระ แต่แอบแฝงเข้าไปใช้ผ้าเหลืองห่มตัวหากินเป็นการส่วนตัวเท่านั้นเอง

ความประพฤติเช่นว่านี้ ไม่ได้ทำกันอย่างลี้ลับอะไร แต่ทำกันอย่างเปิดเผยหรือโจ๋งครึ่มเลยทีเดียว

เอาตอนออกบิณฑบาตก็ได้ ในหมู่บ้านที่ผมอาศัยอยู่ ตอนเช้ามีคนห่มผ้าเหลืองออกเดินอุ้มบาตรและรับอาหารที่ชาวบ้านมีศรัทธา อุตส่าห์ตื่นแต่เช้า เพื่อหุงต้มหรือซื้อให้

แต่ก่อนผมจำได้ว่าพระท่านรับอาหารด้วยความสำรวม แม้แต่ตาท่านก็ไม่ยอมสบ แต่ก้มมองบาตร เปิดฝาบาตร รับอาหารแล้ว ปิดฝาบาตร แล้วก็เดินจากไปอย่างเงียบๆ การขอบใจด้วยวิธีสวด "สัพพีตีโย" นั้น ท่านกลับไปทำเป็นหมู่กับพระอื่นๆ ที่วัด

เดี๋ยวนี้ขณะที่เปิดฝาบาตรรับอาหารนั้น คนห่มผ้าเหลืองพวกนี้มักจะมองซ้ายมองขวาล่อกแล่กดูอะไรอย่างอื่นอยู่ตลอดเวลา เขาใส่บาตรให้เสร็จแล้ว ก็มีการให้พรตรงนั้นนั่นแหละ ว่าเป็นบาลีผิดๆ ถูกๆ และไม่ได้ว่าทั้งบท ตัดเอาไปใช้เฉพาะตอนปลาย ซึ่งเป็นของแปลก เพราะไม่เคยมีมาก่อน ที่น่ารำคาญก็คือ ขณะที่ปากให้พร มือก็หยิบลำเลียงอาหารออกจากบาตรส่งให้ลูกศิษย์รับเอาไปใส่ชามกะละมังในรถเข็นที่เตรียมไปด้วย เพื่อบาตรจะได้ว่างรับอาหารได้อีก

ครั้งหนึ่งใส่บาตรแล้ว ผมรีบเดินจากมา คนห่มผ้าเหลืองคนหนึ่งร้องตะโกนทวงเสียงดังว่า "โยมรับพรเสียก่อน"

ที่เห็นแล้วให้รู้สึกสลดใจมากก็คือ ในบาตรมีเงินสดหรือซองซึ่งบรรจุเงินสดวางอยู่ด้วย

ผมเคยบวชครับ และไม่เคยลืมว่าพระแท้ๆ นั้น ท่านไม่หยิบเงิน และไม่รับเงินด้วยประการใดๆ เพราะการรับเงินหรือให้เงินของพระสงฆ์เป็นอาบัติข้อที่เรียกว่า นิสสัคคิยปาจิตตีย์

คนที่เอาเงินใส่บาตรหรือถวายพระนั้นเขาอาจจะไม่รู้ว่ากำลังทำให้พระต้องอาบัติ แต่พระจริงๆ หรือพระแท้ต้องรู้ และต้องบอกเขาได้ว่า "โยม อาตมารับเงินไม่ได้ จะต้องอาบัติ เอาคืนไปเสีย" หรือจะแนะนำให้เขาเอาเงินไปบริจาคอย่างใดที่ไหนก็ได้

ไหนๆ เขียนแล้วก็ขอเขียนเสียให้รู้แล้วรู้รอดไปว่า ข่าวหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันเสาร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ.2551 นี้ ที่แจ้งว่า พระเทพวิทยาคม (คูณ ปริสุทฺโธ) ทำบุญตักบาตรพระและเณร 3,000 รูป ที่ไปในงานวันเกิดของท่าน ด้วยเงินสดรูปละ 1,000 บาทนั้น ถ้าเป็นความจริงก็แปลว่า ทั้งหลวงพ่อคูณและพระกับเณร 3,000 รูปนั้น ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์กันทั้งหมด

อาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์นั้น ต้องสละสิ่งของที่ทำให้ต้องอาบัติเสียก่อน จึงจะปลงอาบัติตก
ป่านนี้ท่านจะสละแล้วหรือยัง สละยังไง และปลงอาบัติตกหรือยัง โยมก็อยากจะรู้นะครับ[/color]
เรื่องเงินกับคนห่มผ้าเหลืองที่คนนึกว่าเป็นพระนี้ นอกจากพบในบาตรแล้ว ยังมีข่าวปรากฏอยู่เนืองๆ ว่า บางคนไม่แต่จะรับเงินเท่านั้น แต่ยังสะสมเก็บหรือใส่ตู้เซฟส่วนตัวไว้ในกุฏิในวัดเป็นจำนวนไม่น้อย บางคนเปิดบัญชีไว้กับธนาคารก็มี วันดีคืนดีก็ถูกโจรฆ่าชิงหรือปล้นเงินบ้าง ถูกเขาโกงบ้าง

ผู้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับการปกครองพระสงฆ์นั้น เป็นที่รู้กันว่าคือมหาเถรสมาคม กับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แต่ไม่รู้ว่าท่านสนใจและรู้กันบ้างหรือเปล่า และรู้แล้วทำอะไรที่เป็นการป้องกันหรือแก้ไขบ้างหรือยัง

แต่ผมจะบอกให้ว่า คนอื่นถึงไม่ได้เป็นพระอยู่ในมหาเถรสมาคม หรือเป็นเจ้าหน้าที่ในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติก็ทำได้ครับ เช่น ถ้าเป็นพนักงานธนาคารก็ทำได้ด้วยการไม่รับเปิดบัญชีให้ บอกเขาด้วยว่า กำลังทำผิดพระธรรมวินัย หรือถ้าเป็นคนธรรมดา ก็เลิกเอาเงินสดถวายพระหรือใส่บาตร บอกเขาว่าเป็นอาบัติ ถ้ายืนยันว่ารับเงินได้ ก็บอกเขาไปตรงๆ ว่า "เฮ้ย คุณไม่ใช่พระนี่หว่า"

ปล่อยไปตามยถากรรมก็เท่ากับปล่อยให้คนปลอมเป็นพระเข้าไปทำลายพระพุทธศาสนา จะตกนรกขุมไหน นานเท่าใดไม่รู้ แต่ที่แน่นอนที่สุดก็คือ จะทำให้บ้านเมืองขาดที่พึ่งทางใจ ไร้ศีลธรรม ในที่สุด ก็ลูกหลานของเรานั่นแหละที่จะกลายเป็นเปรต อสุรกาย หรือเดรัจฉาน

บันทึกการเข้า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็ภิกษุพวกใดพวกหนึ่งในบัดนี้ก็ดี  ใน
กาลที่ล่วงไปแล้วก็ดี  จักเป็นผู้มีตนเป็นเกาะ   มีตนเป็นที่พึ่ง   ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง   คือ  มีธรรมเป็นเกาะ  มีธรรมเป็นที่พึ่ง  ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่ 
ภิกษุเหล่านี้นั้นเป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษา  จักเป็นผู้เลิศ
30/472/12 : อุกกเจลส
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 900

Email : workshop773@hotmail.com



http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01act04271051&sectionid=0130&day=2008-10-27


www.matichon.co.th
 วันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11188 มติชนรายวัน


 
กรณีการต้องอาบัติของภิกษุสงฆ์ และพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องขณะบิณฑบาต

โดย ชิตงฺกโร ภิกฺขุ วัดพระศรีมหาธาตุฯ บางเขน

 
สืบเนื่องมาจากบทความบนคอลัมน์ประจำของ คุณวสิษฐ เดชกุญชร ที่ลงตีพิมพ์เมื่อวันอังคารที่ 7 ตุลาคม 2551 หน้า 6 ในมติชนรายวัน ในหัวข้อที่ชื่อว่า "เรื่องของคนห่มผ้าเหลือง" ซึ่งนำเสนอถึงพฤติกรรมบางประการขณะออกรับบิณฑบาตที่ไม่เหมาะสมของภิกษุสงฆ์

กล่าวคือมีการรับปัจจัย (เงิน) ลงในบาตร อีกทั้งยังตั้งข้อสังเกตถึงการถวายปัจจัยของพระเถระผู้มีชื่อเสียงรูปหนึ่งแด่ภิกษุสงฆ์ ในงานทำบุญวันเกิดตามภาพข่าวที่อ้างถึงมติชนรายวัน ฉบับวันเสาร์ที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา ว่าเป็นลักษณะของการประพฤติผิดพระวินัยและต้องอาบัติชื่อนิสสัคคิยปาจิตตีย์กันทั้งหมดทั้งผู้ให้และผู้รับ

อีกทั้งยังชี้นำประเด็นดังกล่าวว่า อาจลุกลามขยายใหญ่โตจนทำให้บ้านเมืองขาดที่พึ่งทางใจไร้ศีลธรรม หากปล่อยไว้ในพฤติกรรมดังกล่าวถึงขนาดที่อาจทำให้ลูกหลานเยาวชนไทยกลายเป็น เปรต อสุรกาย หรือ สัตว์เดรัจฉาน ได้เลยทีเดียว

ในฐานะที่ผู้เขียนก็เป็นผู้หนึ่งซึ่งดำรงสถานภาพภายนอกอย่างที่เห็นเป็นบุคคลห่มผ้าเหลือง คนหนึ่งเช่นเดียวกันจึงใคร่จะหยิบยกถึงข้อเท็จจริงและมุมมองบางประการขึ้นมานำเสนอเป็นกรณีศึกษา

ทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่า การกล่าวหานั้นดูจะทำได้ง่ายกว่าการชี้แจงแถลงไขเป็นไหนๆ ทั้งยังดูสุ่มเสี่ยงต่อการถูกมองว่ากำลังหาเหตุผลทั้งหลาย เพื่อมาใช้อธิบายถึงพฤติกรรมของพวกพ้อง

อันจะนำไปสู่ความชอบธรรมในการก้าวล่วงพระวินัยเป็นประเด็นๆ ไป ไว้ดังนี้

ประการแรก ต่อข้อสังเกตที่คุณวสิษฐ เดชกุญชร ให้คำจำกัดความบุคคลที่ได้พบเห็นที่มีพฤติกรรมในการออกรับบิณฑบาตและให้คำจำกัดความบุคคลเหล่านั้นว่า "คนห่มผ้าเหลือง" นั้นโดยข้อเท็จจริงแล้ว ในทางพระพุทธศาสนามีคำที่มีความหมายดีๆ กว่านี้ ที่ใช้เรียกบุคคลดังกล่าวว่า "ภิกษุ" หรือ ภิกษุ ซึ่งแปลตามพระบาลีว่า ผู้ขอ หรือ ผู้เห็นภายในวัฏฏสงสาร ดังจะเห็นได้จากคำเรียกขานของพระพุทธองค์ว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย" ในพระไตรปิฎกอยู่เนืองๆ

ซึ่งสถานภาพแห่งความเป็นภิกษุดังกล่าวนี้ได้มาจากการที่มีกุลบุตรอายุครบ 20 ปีขึ้นไป มีความประสงค์จะเข้ามาถือบวชในพระธรรมวินัยของพระพุทธองค์โดยผ่านพิธีอุปสมบท (การรับเข้าหมู่) มาอย่างถูกต้องตามหลัก สังฆกรรม ซึ่งหลังจากนั้นท่านจะให้หาเลี้ยงชีพด้วยการภิกขาจาร (การเที่ยวไปเพื่อขอ) ด้วยภาชนะ คือ บาตร เอาไว้ใส่อาหารต่างๆ ที่มีผู้นำมาใส่ลงไปโดยเรียกอาการอย่างนี้ว่า "บิณฑบาต" (การตกลงแห่งก้อนข้าว)

ซึ่งสถานภาพแห่งความเป็นภิกษุนี้ในทางพระวินัยนั้นถือว่าจะสิ้นสุดลงทันทีใน สอง กรณี ดังนี้ คือ

1.ภิกษุรูปนั้นหมดความประสงค์ที่จะดำรงอยู่ในเพศภาวะแห่งความเป็นภิกษุและได้กล่าวคำลาสิกขาเป็นคำรบ 3 แก่ผู้รู้ความ

2.ภิกษุรูปนั้นต้องอาบัติ (ถึงอาการแห่งการล่วงพระวินัย) ร้ายแรง อย่างใดอย่างหนึ่ง สี่ กรณี ที่เรียกว่า ปาราชิก คือ เสพเมถุน, ลักของเขา, ฆ่ามนุษย์, อวดคุณวิเศษที่ไม่มีในตน

ส่วนในประเด็นที่มีการเรียกขานภิกษุว่า "พระ" ตามอย่างที่เราคุ้นชินกันอยู่นั้นสันนิษฐานว่า คำๆ นี้มาจากคำบาลีว่า "วร" (อ่านว่า วะ-ระ) ซึ่งแปลว่า ดีเลิศ ประเสริฐ และงามพร้อม ซึ่งจากความหมายนี้บ่งชี้ถึงระดับแห่งคุณภาพที่มากกว่าคำว่า "ภิกษุ" อยู่มากทีเดียว

กล่าวคือ ภิกษุใดที่ยังมีความประพฤติไม่เรียบร้อย อาจเรียกได้ว่ายังไม่เป็น พระ แต่นั่นก็มิได้หมายความว่า ได้ขาดจากความเป็นภิกษุไปแล้วแต่อย่างใด

ซึ่งถ้าสังเกตจากมุมมองของคุณวสิษฐ ถึงกรณีที่เห็นบุคคลห่มผ้าเหลืองเหล่านั้นแล้วอาจเกิดความรู้สึกว่าขาดจากความเป็นภิกษุไปแล้วด้วยนั้น เพียงเพราะอากัปกิริยาที่ดูจะขัดหูขัดตาขณะรับบิณฑบาต จึงเป็นการเห็นที่น่าจะไม่ถูกต้องนัก

เพราะหากบุคคลดังกล่าวผ่านพิธีอุปสมบทมาอย่างถูกต้องก็ควรจะ เรียกว่า "ภิกษุผู้ไม่สำรวม" ดูจะเป็นโทษน้อยกว่า

(ซึ่งต่อจากนี้ไปผู้เขียนจะใช้คำว่า "ภิกษุ" แทนคำว่า "คนห่มผ้าเหลือง" ของคุณวสิษฐ ได้อย่างสบายใจเสียที)

ประการที่สอง ต่อกรณีที่คุณวสิษฐ ได้ตั้งข้อสังเกตถึงลักษณะอาการของภิกษุที่เห็นในปัจจุบันขณะรับบิณฑบาตว่ามีการให้พรกับญาติโยมทั้งยังให้อย่างผิดๆ ถูกๆ อีกด้วย ซึ่งต่างจากพระแต่ก่อน ในความรู้สึกของคุณวสิษฐ ที่กลับไปให้ที่วัดนั้น

ข้อเท็จจริงประการนี้ที่ผู้เขียนประสบมาก็คือ ในกรณีวัดในต่างจังหวัดที่มีการฉันพร้อมกันเป็นหมู่คณะในโรงฉัน และมีการออกรับบิณฑบาตในคราวเดียวกันเป็นขบวนยาวๆ ของภิกษุสงฆ์ ก็มักจะไม่มีการให้พรขณะบิณฑบาต อย่างที่คุณวสิษฐว่า และชาวบ้านก็มักไม่สนใจที่จะรับพรจากภิกษุสงฆ์ดังกล่าวด้วย (คงไม่ต้องบอกนะว่าเพราะอะไร)

แต่ในกรณีที่มีการออกรับบิณฑบาตแบบเดี่ยวๆ หรือขบวนภิกษุมีจำนวนน้อยๆ (ไม่เกิน 3 รูป) และหากต้องโคจรบิณฑบาตเข้าไปในละแวกบ้านที่ทิ้งระยะห่างพอสมควร การให้พรของภิกษุสงฆ์ดูจะสร้างความอิ่มอกอิ่มใจให้กับญาติโยมอยู่ไม่น้อย

แต่ถ้าไม่ให้พรเลยญาติโยมก็ไม่ว่าอะไรเพียงแต่ยกมือไหว้อย่างเหงาๆ เท่านั้นเอง

ส่วนในกรณีที่มีการบิณฑบาตในย่านที่มีผู้คนพลุกพล่าน เช่น ตามตัวเมืองใหญ่ๆ ดังในกรุงเทพมหานครนี้ บ่อยครั้งที่มักจะถูกขอพรจากญาติโยมจน "ภิกษุผู้ไม่สำรวม" อย่างผู้เขียนก็จัดให้ไปบ่อยๆ อยู่เหมือนกัน หนักๆ เข้าก็เลยต้องให้กันเป็นประจำไม่อย่างนั้นทั้งผู้ให้และผู้รับเหมือนชีวิตขาดอะไรไปสักอย่าง

แต่อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนก็ไม่นึกว่าจะมีใครหยิบยกประเด็นนี้ ขึ้นมาสั่นคลอนสถานภาพแห่งความเป็นพระภิกษุ เหมือนอย่างที่คุณวสิษฐ คิดได้

ส่วนกรณีพฤติกรรมอย่างอื่น เช่น การรับบิณฑบาตจนเกินพอดีของภิกษุสงฆ์ จนต้องมีการถ่ายเทอาหารที่ญาติโยมนำมาใส่ลงในบาตรออกสู่รถเข็นหรือภาชนะอยู่เนืองๆ จนดูคล้ายกับการจ่ายตลาดและอาจแสดงถึงความโลภไม่รู้จักพอต่อผู้พอเห็น

ในการรับอาหารจากญาติโยมของบรรดาพระภิกษุอย่างที่คุณวสิษฐเห็น ซึ่งในประเด็นนี้ ภิกษุผู้ไม่สำรวม อย่างผู้เขียนก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่เข้าถึงพฤติกรรมดังกล่าวอีกเช่นเดียวกัน

จึงขอชี้แจงแต่เพียงสั้นๆ ว่า ถ้าจะให้ภิกษุรับอาหารแต่พอเต็มบาตรแล้วกลับวัดเลย ด้วยเกรงข้อครหา ดังกล่าว สภาพวัดต่างๆ ในประเทศไทยในปัจจุบันที่มีสถานะเป็นแหล่งอนุเคราะห์ในด้านอาหารกับผู้ด้อยโอกาสในสังคม ตลอดจนสัตว์ต่างๆ ที่มีผู้คนนำมาปล่อยไว้ให้เป็นภาระกับวัดในการเลี้ยงดู เช่น หมาและแมวนั้นจะมีอะไรเหลือให้กินกันอย่างอิ่มหมีพีมันเช่นทุกวันนี้หรือ?

ประการที่สาม ต่อข้อสังเกตที่คุณวสิษฐ กล่าวโจษอาบัติ ต่อเหล่าบรรดาภิกษุสงฆ์ว่าต้องอาบัติชื่อ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ถึงกรณีการรับปัจจัย (เงิน) ขณะรับบิณฑบาตและในกรณีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเงินๆ ทองๆ นั้น

ซึ่งในประเด็นนี้ ผู้เขียนเห็นว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะได้มาศึกษาและเรียนรู้ร่วมกันอย่างถูกต้องถ่องแท้กันเสียเลย จึงใคร่จะอัญเชิญพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ถึงพระวินัยข้อนี้ตามความหมายแห่งพระบาลีดังนี้ว่า

"อนึ่ง ภิกษุใด รับก็ดี ให้รับก็ดี ซึ่งทอง เงิน หรือยินดี ทอง เงิน อันเขาเก็บไว้ให้ก็ดี, เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์"

ซึ่งนัยแห่งการวินิจฉัยของพระอรรถกถาจารย์โบราณท่านชี้ไว้ว่า แม้ภิกษุไม่รับ ไม่จับ ไม่ต้อง มีลูกศิษย์ (ไวยาวัจกร) รับให้เสร็จสรรพ แต่เกิดยินดีในเงินและทองนั้นก็ไม่พ้นจากอาบัติข้อนี้ ซึ่งทองเงินที่ได้มานั้นชื่อว่าเป็น "นิสสัคคิยวัตถุ" จำต้องสละจึงจะปลงอาบัติตก

ส่วนภิกษุผู้ต้องชื่อว่าเป็น "ปาจิตตีย์" ซึ่งแปลว่า "การละเมิดอันยังความดีให้ตกล่วง" (พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉ. ประมวลศัพท์) อนึ่ง อาบัติกลุ่มนี้เป็น อจิตตกะ คือ ภิกษุไม่รู้แล้วรับเข้าก็เป็นอาบัติ ซึ่งนั่นย่อมหมายความว่าหากมีใครเอาเงินสักบาทหนึ่งแอบหรือแนบติดไปกับอาหารที่ใส่บิณฑบาต ภิกษุผู้นั้นไม่รู้รับเข้าก็เป็นอาบัติ

ซึ่งจากเงื่อนไขดังกล่าวนี้จะพบว่าการรับบิณฑบาตของภิกษุในปัจจุบันนั้นสุ่มเสี่ยงต่อการต้องอาบัติข้อนี้ได้ง่ายมาก

ทั้งนี้ เนื่องมาจากค่านิยมการนำปัจจัยซึ่งบางครั้งแนบใส่มากับอาหารของญาติโยมด้วยคาดการณ์ว่า ตนเองหรือผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว จะได้มีเงินมีทองใช้ในชาติหน้าภพหน้า

ด้วยความคิดที่ว่าการทำบุญใส่บาตรอย่างไรมักจะได้อย่างนั้นตอบแทน

เหมือนอย่างที่มีค่านิยมการนำขวดน้ำมาใส่บาตร ซึ่งภิกษุสามเณรก็ไม่อยากขัดศรัทธา อีกทั้งอาจถูกมองว่าเรื่องมาก หากบอกปฏิเสธไป

ซึ่งในกรณีนี้บางสำนักก็รักษาพระวินัยข้อนี้เอาไว้ได้อย่างเข้มแข็งน่าชื่นชม แต่ในความเป็นจริงแล้ว ในหลายๆ สำนักกลับมองเรื่องการต้องอาบัติในข้อนี้เป็นเรื่องธรรมดา

อีกทั้งญาติโยมก็รู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไรนักกับการที่อยากจะถวายปัจจัยให้แก่ภิกษุสามเณรไว้ใช้สอยอะไรเล็กๆ น้อยๆ บ้างเพราะรู้สึกเห็นอกเห็นใจอยู่ไม่น้อยในการเป็นผู้ออกจากเรือนมาอยู่ในวัด ทั้งยังต้องเดินทางไปในที่ต่างๆ เพื่อศึกษาเล่าเรียนและซื้อหาตำรับตำรา

แม้จะรู้ว่าวิธีการได้มาแห่งปัจจัยนั้นมันผิด แต่เมื่อติดตามไปดูถึงทิศทางการนำปัจจัยไปใช้สอย ในทางที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษา และการเผยแผ่พระศาสนาก็มักจะอนุโมทนากันถ้วนหน้า

อนึ่ง ในกรณีที่คุณวสิษฐ กล่าวโจษอาบัติข้อนี้ต่อพระเถระรูปหนึ่งซึ่งขอเอ่ยนามไว้ให้รู้กันเลยว่าคือ พระเทพวิทยาคม (คูณ ปริสุทฺโธ) หรือ หลวงพ่อคูณ นั่นเอง ซึ่งในประเด็นนี้ผู้เขียนก็เห็นภาพดังกล่าว (ภาพข่าวฉบับวันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม 2551 น.14 มติชน) แต่ไม่มีอะไรจะพูดมากนักอันเนื่องมาจากกิริยาอาการของท่านดังกล่าว เพราะในทางพระพุทธศาสนาเรานั้นมีศัพท์ๆ หนึ่งที่ใช้อธิบายถึงพฤติกรรมดังกล่าวของท่านได้ดีทีเดียว คำๆ นั้นคือ ปาปมุตฺต แปลว่า ผู้พ้นแล้วจากบาป

อธิบายตามนัยแห่งบาลีว่า "คนบางคนเป็นที่เคารพนับถือของคนเป็นอันมาก คนผู้นั้น แม้จะพูดจะว่า หรือ พูดคำที่ไม่ควรพูดบางคำ ตลอดจนพฤติกรรมบางอย่างก็ไม่มีใครว่า ถือสา คนทั้งหลายเขายกให้ไม่เป็นบาป เรียก บาปมุต ก็ว่า" (พจนานุกรม มคธ - ไทย พันตรี ป. หลงสมบุญ)

หรือถ้าฟังคำนี้แล้วยังไม่รู้สึกดีขึ้นผู้เขียนก็ใคร่จะขอร้องให้ท่านทั้งหลายที่ได้อ่านบทความชิ้นนี้ลองไปสอบถามหาสถานศึกษาตั้งแต่ชั้นระดับประถมไปจนถึงมัธยมหรือมหาวิทยาลัย ตลอดจนสถานพยาบาลตั้งแต่สถานีอนามัยไปจนถึงโรงพยาบาลของรัฐในจังหวัดนครราชสีมา ดูว่ามีที่ไหนบ้างที่ไม่เคยได้รับเงินบริจาคที่ผ่านมือของพระเถระท่านนี้ แล้วลองมาชั่งน้ำหนักดูเมื่อเทียบกับความผิดฐานละเมิดพระวินัย ในกรณีดังกล่าวของท่าน

ซึ่งผู้เขียนก็จะไม่ขอก้าวล่วงต่อคำวินิจฉัยอันจะเกิดจากท่านทั้งหลายในข้อนี้

และไหนๆ เมื่อเขียนมาแล้วก็ขอเขียนเสียให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยว่า อันที่จริงสถานภาพของภิกษุสงฆ์นั้น จะว่าไปแล้วก็มีอะไรหลายๆ อย่าง คล้ายคลึงกันกับอาชีพตำรวจ ในฐานะผู้รักษากฎหมาย แม้ว่าจะละเลยในเรื่องของการพิทักษ์สันติราษฎร์อยู่บ้างในบางครั้ง ภิกษุสงฆ์เองก็เช่นเดียวกันที่มักจะเป็นผู้รักษาพระธรรมวินัย โดยลืมปฏิบัติตามธรรมวินัยบ้างในบางกรณีเช่นกัน

ซึ่งต่อข้อสังเกตนี้ผู้เขียนก็ใคร่ขอหยิบยกมาให้คุณวสิษฐ เดชกุญชร ลองมาพิจารณาเป็นกรณีศึกษาไว้บ้าง ถ้าหากได้มีโอกาสอ่านบทความชิ้นนี้ในฐานะที่ท่านเองก็เคยเป็นอดีตนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่มาก่อน ซึ่งบ่อยครั้งผู้เขียนเองก็ได้มีโอกาสเห็นการแสดง มายากล ของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรบางโรงพักทำการเสกแบงก์ร้อยให้หายไปเหลือไว้แต่ใบขับขี่ยื่นกลับมาให้คนขับรถในการเรียกขอตรวจดูใบอนุญาตอยู่บ่อยครั้ง

ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับเหล่าบรรดาภิกษุสงฆ์ในหลายๆ วัดที่ไม่พยายามจับปัจจัยให้ญาติโยมเห็น (ต่อหน้า) ในที่สาธารณะ

และข้อที่น่าสังเกตอีกประเด็นหนึ่งซึ่งก็คือแม้ว่าพฤติกรรมบางประการในทางที่ไม่ดีของเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีให้เห็นอยู่บ้างตามสื่อต่างๆ เช่น เรื่องเก็บส่วย รีดไถ อุ้มฆ่า หรือฆาตกรรมผู้บังคับบัญชา ฯลฯ แต่เวลาประชาชนประสบปัญหาที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินก็มักที่จะร้องหาเจ้าหน้าที่ตำรวจเอาไว้ก่อน

เช่นเดียวกันกับภิกษุสงฆ์ซึ่ง แม้ว่าจะมีข่าวที่เสื่อมเสียในทางที่ไม่ดี เช่น ดื่มสุรา มั่วสีกา เคล้านารี ไปจนถึงต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ ฯลฯ ก็ยังมีประชาชนร้องหาเวลาจะประกอบพิธีเป็น พิธีตายกันอยู่แทบจะทุกครั้ง

ด้วยเหตุดังนี้แล้วผู้เขียนจึงคิดว่าในฐานะที่เรา (ตำรวจ และภิกษุสงฆ์) มีอะไรในหลายๆ อย่างที่คล้ายคลึงกันดังกล่าว คุณวสิษฐ เดชกุญชร ที่ดูเหมือนว่าจะเป็นตัวแทนแห่งสัญลักษณ์ในความเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ จะไม่ลองหันหน้ามาสมานฉันท์กับวงการภิกษุสงฆ์ในปัจจุบันดูบ้างหรือ เผื่อจะได้เป็นต้นแบบที่ดีให้กับกลุ่ม ก๊วนต่างๆ ในสังคมที่ไม่ถูกกันและกำลังเข้าห้ำหั่นจะได้หันหน้าเข้าหากันบ้างอย่างในเวลานี้ไม่ดีกว่าหรือ?

ฉะนั้น จากพฤติกรรมที่คุณวสิษฐ เดชกุญชร หยิบยกขึ้นมาเป็นข้อวิจารณ์ ผู้เขียนก็ได้พยายามใช้สติปัญญาอันน้อยนิด คิดหาคำอธิบายมาให้ได้พิจารณากันแทบจะทุกข้อกล่าวหาแล้ว เลยทำให้คิดหาข้อสรุปได้อย่างเก๋ๆ ต่อกรณีนี้ว่า เมื่อใดก็ตามที่สังคมให้ความสำคัญกับ คุณภาพเชิงความงาม มากกว่า คุณภาพเชิงความดี หรือ เชิงปัญญาแล้ว ก็อาจจะทำให้แนวคิด หรือมุมมองแบบคุณวสิษฐ เดชกุญชร (คือการชอบตั้งข้อสังเกต แต่ไม่ชอบอธิบายถึงปรากฏการณ์) แพร่หลายได้ง่ายยิ่งนัก

ซึ่งในประเด็นนี้ทำให้ผู้เขียนนึกถึงงานเขียนของนักวิพากษ์สังคมมืออาชีพอย่าง อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ (ขออภัยที่ต้องเอ่ยนาม) ขึ้นมาในทันที

เพราะถึงแม้ว่าท่านจะหยิบยกประเด็นใดๆ ขึ้นมาพูดอย่างรุนแรง แต่ก็มักจะมีคำอธิบายดีๆ แฝงมาอย่างตรงๆ เสมอ (อย่าง พุทธศาสนาในความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย, นิธิ เอียวศรีวงศ์) มากกว่าที่จะหยิบยกประเด็นขึ้นมาตีแรงๆ แล้วหายกลับเข้าไปในบ้านเฉยๆ เลยเป็นเหตุให้ผู้เขียนต้องมาลำบากตรากตรำในการชักนำแม่น้ำทั้งห้ามาอธิบายอย่าง พะเรอเกวียนตามอย่างที่เขียนมาข้างต้น

เพื่ออย่างน้อยจะได้ชี้นำให้ท่านทั้งหลายเปิดใจรับฟังถึงเงื่อนไขและปัจจัยแห่งการไม่สามารถประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระวินัยได้อย่างสมบูรณ์ของเหล่าบรรดาภิกษุ - สามเณรทั้งหลายตามความเป็นจริงในปัจจุบัน

ทั้งยังเป็นการขอโอกาสต่อสังคมที่จะได้ เมตตา อุปถัมภ์ค้ำจุนเหล่าภิกษุหนุ่ม - สามเณรน้อยทั้งหลาย อย่างสบายใจต่อไป

เพื่อที่จะได้เติบโต และงอกงามไพบูลย์ในพระศาสนา ประหนึ่งดอกบัวที่จะได้มีโอกาสเบ่งบานในกาลข้างหน้า แม้ว่าจะมาจากโคลนตม ทั้งยังจมอยู่ในท่ามกลางเปลวเพลิงแห่งสังคมในด้านต่างๆ อย่างทุกวันนี้กันได้บ้าง

บันทึกการเข้า
ติ๊ก
ทิพย์ภวรรณ ทั่งศิริ
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 504


เว็บไซต์

อ้างจาก: author=โอ๋ link=topic=1346.msg12205#msg12205 date=1225143191

พุทธพจน์ที่ตรัสไว้ถึงพระวินัยข้อนี้ตามความหมายแห่งพระบาลีดังนี้ว่า

"อนึ่ง ภิกษุใด รับก็ดี ให้รับก็ดี ซึ่งทอง เงิน หรือยินดี ทอง เงิน อันเขาเก็บไว้ให้ก็ดี, เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์"

ซึ่งนัยแห่งการวินิจฉัยของพระอรรถกถาจารย์โบราณท่านชี้ไว้ว่า แม้ภิกษุไม่รับ ไม่จับ ไม่ต้อง มีลูกศิษย์ (ไวยาวัจกร) รับให้เสร็จสรรพ แต่เกิดยินดีในเงินและทองนั้นก็ไม่พ้นจากอาบัติข้อนี้ ซึ่งทองเงินที่ได้มานั้นชื่อว่าเป็น "นิสสัคคิยวัตถุ" จำต้องสละจึงจะปลงอาบัติตก

ส่วนภิกษุผู้ต้องชื่อว่าเป็น "ปาจิตตีย์" ซึ่งแปลว่า "การละเมิดอันยังความดีให้ตกล่วง" (พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉ. ประมวลศัพท์) อนึ่ง อาบัติกลุ่มนี้เป็น อจิตตกะ คือ ภิกษุไม่รู้แล้วรับเข้าก็เป็นอาบัติ ซึ่งนั่นย่อมหมายความว่าหากมีใครเอาเงินสักบาทหนึ่งแอบหรือแนบติดไปกับอาหารที่ใส่บิณฑบาต ภิกษุผู้นั้นไม่รู้รับเข้าก็เป็นอาบัติ

ซึ่งจากเงื่อนไขดังกล่าวนี้จะพบว่าการรับบิณฑบาตของภิกษุในปัจจุบันนั้นสุ่มเสี่ยงต่อการต้องอาบัติข้อนี้ได้ง่ายมาก

ทั้งนี้ เนื่องมาจากค่านิยมการนำปัจจัยซึ่งบางครั้งแนบใส่มากับอาหารของญาติโยมด้วยคาดการณ์ว่า ตนเองหรือผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว จะได้มีเงินมีทองใช้ในชาติหน้าภพหน้า

ด้วยความคิดที่ว่าการทำบุญใส่บาตรอย่างไรมักจะได้อย่างนั้นตอบแทน

เหมือนอย่างที่มีค่านิยมการนำขวดน้ำมาใส่บาตร ซึ่งภิกษุสามเณรก็ไม่อยากขัดศรัทธา อีกทั้งอาจถูกมองว่าเรื่องมาก หากบอกปฏิเสธไป

ซึ่งในกรณีนี้บางสำนักก็รักษาพระวินัยข้อนี้เอาไว้ได้อย่างเข้มแข็งน่าชื่นชม แต่ในความเป็นจริงแล้ว ในหลายๆ สำนักกลับมองเรื่องการต้องอาบัติในข้อนี้เป็นเรื่องธรรมดา

อีกทั้งญาติโยมก็รู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไรนักกับการที่อยากจะถวายปัจจัยให้แก่ภิกษุสามเณรไว้ใช้สอยอะไรเล็กๆ น้อยๆ บ้างเพราะรู้สึกเห็นอกเห็นใจอยู่ไม่น้อยในการเป็นผู้ออกจากเรือนมาอยู่ในวัด ทั้งยังต้องเดินทางไปในที่ต่างๆ เพื่อศึกษาเล่าเรียนและซื้อหาตำรับตำรา

แม้จะรู้ว่าวิธีการได้มาแห่งปัจจัยนั้นมันผิด แต่เมื่อติดตามไปดูถึงทิศทางการนำปัจจัยไปใช้สอย ในทางที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษา และการเผยแผ่พระศาสนาก็มักจะอนุโมทนากันถ้วนหน้า




หากพระภิกษุ จะเสี่ยงก็คงไม่เป็นไร  แค่....

นิสสัคคีย์ ปาจิตตีย์ / 1 ตัว   
(โทษที่ทำความดีให้ตกไป  จำต้องสละ)

ตกโรรุวนรก 1 ชั่วอายุคือ 4,000 ปีของชั้นนี้
1 วันในชั้นนี้       เท่ากับ  576  ล้านปีมนุษย์
1 ปีในชั้นนี้        เท่ากับ  210,240   ล้านปีมนุษย์
4,000 ปีในชั้นนี้  เท่ากับ  840,960,000    ล้านปีมนุษย์


โรรุวะนรก   =   สัตว์นรกในขุมนี้   จะถูกควันแสบแทรกเข้าไปในปากแผล (ทวาร) ทั้ง  9  ของสัตว์นรก   
แล้วควันอันแสบนั้น    จะทำลายร่างกายของสัตว์นรกให้เป็นผง    แล้วใหลออกมาคล้ายแป้ง     
สัตว์นรกทั้งหลายย่อมร้องคร่ำครวญด้วยเสียงอันดัง


แต่โยมยังไม่พ้นจากวัฎฎะ  ไม่ขอเสี่ยงละกันค่ะ 
บันทึกการเข้า

" พืชแม้มาก  อันบุคคลหว่านแล้วในนาดอน
ผลย่อมไม่ไพบูลย์  ทั้งไม่ยังชาวนาให้ยินดี  ฉันใด,
ทานมากมาย  อันบุคคลตั้งไว้ในหมู่ชนผู้ทุศีล 
ผลย่อมไม่ไพบูลย์  ทั้งไม่ยังทายกให้ยินดี ฉันนั้นเหมือนกัน
"
...เล่ม๔๒...หน้า๓๑๒
suwaphitd
.
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 48



เพื่ออย่างน้อยจะได้ชี้นำให้ท่านทั้งหลายเปิดใจรับฟังถึงเงื่อนไขและปัจจัยแห่งการไม่สามารถประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระวินัยได้อย่างสมบูรณ์ของเหล่าบรรดาภิกษุ - สามเณรทั้งหลายตามความเป็นจริงในปัจจุบัน

ทั้งยังเป็นการขอโอกาสต่อสังคมที่จะได้ เมตตา อุปถัมภ์ค้ำจุนเหล่าภิกษุหนุ่ม - สามเณรน้อยทั้งหลาย อย่างสบายใจต่อไป


ขอพึ่ง พุทธ ธรรม สงฆ์ ที่ถูกต้องเท่านั้นค่ะ /\
บันทึกการเข้า
พระวัดสามแยก
พระพันธกานต์ อภิปัญโญ (ครูบาหม่าว)
พระ
.....
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2753




อ้างถึง
www.matichon.co.th
 
วันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11188 มติชนรายวัน

กรณีการต้องอาบัติของภิกษุสงฆ์ และพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องขณะบิณฑบาต

โดย    ชิตงฺกโร   ภิกฺขุ    วัดพระศรีมหาธาตุฯ บางเขน

อ่านทัศนคติของท่านผู้นี้ที่แสดงความเห็นเอาไว้ที่หนังสือพิมพ์มติชนแล้วต้องบอกว่า

"หมดสภาพ"

หมดสภาพของความเป็นภิกษุที่ถูกต้องในพระพุทธศาสนา   
และตัวเองก็ยอมรับอย่างเปิดเผยอีกด้วยถึงกับเอาสถานภาพของภิกษุผู้มีความประพฤติประเสริฐ
และสะอาดไปเทียบเท่ากับสถานภาพของฆราวาสผู้บริโภคกามที่หมกมุ่นทำผิด - ทำถูกปะปนมั่วซั่วกันไป
ตามที่ท่านผู้นี้ได้เปรียบเทียบสถานภาพของภิกษุกับสถานภาพของโยมตำรวจ

และต้องบอกว่าทัศนคติของท่านผู้นี้เป็น    "ทัศนคติที่อันตราย"
เพราะมีการเรียกร้องขอความเห็นอกเห็นใจต่อผู้ที่กระทำความผิด (คือ ภิกษุสามเณรที่ทำผิดพระธรรมวินัย) 
พร้อมกับขอร้องโยมให้การอุปถัมภ์ค้ำชูผู้กระทำความผิดให้ได้ทำความผิดอย่างสะดวกสบายต่อไป
อย่างน้อยก็ตลอดชีวิตนี้   โดยไม่ได้เรียกร้องให้ผู้กระทำความผิดทำการแก้ไขเพื่อให้เกิดความถูกต้องต่อไป

"ทัศนคติที่อันตรายนี้"  
นอกจากจะอันตรายต่อตัวเองแล้วก็ยังอันตรายต่อผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งมนุษย์และชาวทิพย์
และที่สำคัญคือ   อันตรายต่อคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยปริยาย   ภิกษุประเภทนี้แหละที่จะทำให้
พระสัทธรรมของพระพุทธเจ้าอันตรธานไปจากมวลหมู่สัตว์โลกได้อย่างเร็วพลัน   
เพราะจงใจละเมิดคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยปราศจากความหวั่นเกรงและละอายใดๆ

สำหรับภิกษุในพระพุทธศาสนาที่ท่านผู้นี้อ้างความจำเป็นเรื่องนั้นเรื่องนี้ที่จะต้องใช้เงิน - ทอง
ก็จะอ้างคำสอนของผู้ที่เป็นเจ้าของศาสนาตัวจริงที่ตรัสไว้เกี่ยวกับเงิน - ทองสำหรับภิกษุบ้างว่า

ภิกษุสามเณรยินดีในเงิน – ทอง   ไม่ใช่...   เล่ม   9   หน้า  536

...พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า    เอาละ   นายบ้าน    เธอพยากรณ์ ( ตอบปัญหา )
อย่างนี้ชื่อว่ากล่าวคล้อยตามเรา  ชื่อว่าไม่กล่าวตู่เราด้วยคำเท็จ 
ชื่อว่า   พยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม   และสหธรรมิก ( ผู้ประพฤติธรรมร่วมกัน )
บางรูปผู้กล่าวตามวาทะย่อมไม่ถึงฐานะที่ควรติเตียน 

ดูก่อนนายบ้าน  ทองและเงินไม่ควรแก่สมณะเชื้อสายพระศากยบุตรโดยแท้ 
สมณะเชื้อสายพระศากยบุตรไม่ยินดีทองและเงิน   สมณะเชื้อสายพระศากยบุตรไม่รับทองและเงิน 
สมณะเชื้อสายพระศากยบุตรมีแก้วและทองอันวางเสียแล้ว   ปราศจากทองและเงิน   
ทองและเงินควรแก่ผู้ใด   แม้กามคุณ (สิ่งที่น่าปรารถนา) ทั้งห้าก็ควรแก่ผู้นั้น   
กามคุณทั้งห้าควรแก่ผู้ใด    เธอพึงจำผู้นั้นไว้โดยส่วนเดียวว่า    มีปกติมิใช่สมณะ (ผู้สงบ)   
มีปกติมิใช่เชื้อสายพระศากยบุตร   
เราจะกล่าวอย่างนี้ว่า   ผู้ต้องการหญ้า   พึงแสวงหาหญ้า   
ผู้ต้องการไม้   พึงแสวงหาไม้   ผู้ต้องการเกวียน   พึงแสวงหาเกวียน 
ผู้ต้องการบุรุษ   พึงแสวงหาบุรุษ   
แต่เราไม่กล่าวโดยปริยายไรๆ ว่า    สมณะพึงยินดี     พึงแสวงหาทองและเงิน (รวมทั้งดอลลาห์ด้วย)...





« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 29 ตุลาคม , 2008 เวลา 02:19:55 AM โดย พระพันธกานต์ อภิปญฺโญ » บันทึกการเข้า
SITPU
...
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 159



อนุโมทนา กับคำตอบพระอาจารย์หม่าวยิ่ง
บันทึกการเข้า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็ภิกษุพวกใดพวกหนึ่งในบัดนี้ก็ดี  ใน
กาลที่ล่วงไปแล้วก็ดี  จักเป็นผู้มีตนเป็นเกาะ   มีตนเป็นที่พึ่ง   ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง   คือ  มีธรรมเป็นเกาะ  มีธรรมเป็นที่พึ่ง  ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่ 
ภิกษุเหล่านี้นั้นเป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษา  จักเป็นผู้เลิศ
30/472/12 : อุกกเจลส
arpornthip
.
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 49



พระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ตามหลักในพระไตรปิฎก....ไม่มีข้อยกเว้นใดๆทั้งสิ้น... /\ /\ /\
บันทึกการเข้า
นพรัตน์ โพธิ์แก้ว
...
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 152



 /\ /\ /\ กับทุกท่านที่มีความรู้ความสามารถ ตอบแล้วอ่านได้เข้าใจง่ายมาก ๆ โดยไม่ต้องทำความเข้าใจอีกอะไรอีก  /\ /\ /\
บันทึกการเข้า
keng
บุคคลทั่วไป

อยากจะบอกว่าคำแก้ตัวของพระวัดพระศรี บางเขนนั้น ฟังไม่ขึ้นอย่างแรง และรับไม่ได้อย่างแรงด้วย อ่านไปนั่งส่ายหัวไป ว่าทำไมถึงแก้ตัวออกมาอย่างนี้ มีที่ไหนที่บอกว่า พระก็ต้องมีดีมีเลวบ้างปะปนกันไป เหมือนตำรวจ ในความคิดผม พระ ต้องดีเท่านั้น ถึงคู่ควรกับการเป็น พระ ถ้าไม่คิดดี อยากจะทำดีจริง ก็อย่าบวชดีกว่า สังคมถ้ามีึคน(พระ)อย่างนี้เยอะๆ ศาสนาจะไม่ได้รุ่งเรืองสืบไป แต่จะรุ่งริ่งสืบไปมากกว่า เฮ้อออ... แรงๆอีกทีส่งท้าย กรรมเวรจริงๆครับโลกเรา
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: