คนตายแล้วฟี้นมาเล่าเกี่ยวกับอาหารที่ใส่บาตร

(1/2) > >>

เปรม บุญยืน:
สงสัยว่าหากเราไม่ตักบาตรแล้วเพราะกลัวพระทุศีลแต่กลัวจะไม่อะไรกินหลังจากที่ตายแล้วเรื่องแบบนี้เป็นอย่างไรอธิบายให้กระจ่างด้วยครับ เพระว่าเคยอ่านหนังสือเวลาที่คนเขาตายไปแล้วฟื้นเขาก็เล่าเรื่องที่เขาไปเจอมาว่ามีอาหารที่เราเคยใส่บาตรอยู่และก็ได้กินอันนั้น หากเราไม่ใส่บาตรแต่ทำบุญอย่างอื่นแล้วเราจะสามารถอธิฐานบุญเราเป็นอาหารอย่างนี้จะได้หรือไม่ครับ

พระวัดสามแยก:

ก็บุญย่อมบันดาลให้เกิดมีในสิ่งที่น่าชอบใจ    น่าพึงพอใจอยู่แล้ว
คนมีบุญมากอยากจะได้สิ่งใดมันก็จะได้สิ่งนั้นแหละ

ในเรื่องราวของพุทธศาสนาได้บอกเอาไว้ในพระไตรฯว่า
แม้แต่ชายคนหนึ่งก็ไม่ได้ทำบุญอะไรมากมายหรอก   แค่ชี้นิ้วบอกทางให้แก่ผู้อื่นด้วยจิตใจที่ปราถนาดี
เมื่อตายไปก็ได้ไปเกิดเป็นภุมมเทวดา   และมีนิ้ววิเศษสามารถบันดาลอาหารการอยู่กินได้เยอะแยะเลย

เล่ม    49   หน้า   237
   
อังกุรพาณิชจึงถามรุกขเทวดานั้นว่า :-                                 
ฝ่ามือของท่านมีสีดังทองคำทั่วไป  ทรงไว้ซึ่งวัตถุที่บุคคลอื่นปรารถนาด้วยนิ้วทั้ง   ๕ 
เป็นที่ไหลออกแห่งวัตถุมีรสอร่อย   วัตถุมีรสต่าง ๆ    ย่อมไหลออกจากฝ่ามือของท่าน   
ข้าพเจ้าเข้าใจว่าท่านเป็นท้าวสักกะ.
         
รุกขเทวดาตอบว่า :- 
เราไม่ใช่เทพเจ้า    ไม่ใช่คนธรรพ์    ไม่ใช่ท้าวสักกปุรินททะ   
ดูก่อนอังกุระ   ท่านจงทราบว่าเราเป็นเปรต    จุติจากโรรุวนครมาอยู่ที่ต้นไทรนี้.
         
อังกุรพาณิชถามว่า
เมื่อก่อนท่านอยู่ในโรรุวนคร    ท่านมีปกติอย่างไร     มีความประพฤติอย่างไร 
ผลบุญสำเร็จที่ฝ่ามือของท่านเพราะพรหมจรรย์อะไร.         

รุกขเทวดาตอบว่า :-   
เมื่อก่อน     เราเป็นช่างหูกอยู่ในโรรุวนครเป็นคนกำพร้าเลี้ยงชีพโดยความลำบากนัก   
เราไม่มีอะไรจะให้ทาน     เรือนของเราอยู่ใกล้เรือนของอสัยหเศรษฐี   ซึ่งเป็นคนมีศรัทธา 
เป็นทานาธิบดี    มีบุญอันทำแล้ว     เป็นผู้ละอายต่อบาป    พวกยาจกวณิพกมีนามแลโคตรต่างๆกัน 
ไปที่บ้านของเรานั้น    พากันถามถึงเรือนของอสัยหเศรษฐีกะเราว่า   ขอความเจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลาย   
พวกเราจะไปทางไหน   ทานเขาให้ที่ไหน    เราถูกพวกยาจนวณิพกถามแล้ว     
ได้ยกมือเบื้องขวาชี้บอกเรือนของอสัยหเศรษฐีแก่ยาจกวณิพกเหล่านั้นว่า
ท่านทั้งหลายจงไปทางนี้   ความเจริญจักมีแก่ท่านทั้งหลาย    ทานเขาให้อยู่ที่นั่น   
เพราะเหตุนั้น     ฝ่ามือของเราจึงให้สิ่งที่น่าปรารถนา     เป็นที่ไหลออกแห่งวัตถุมีรสอร่อย   
ผลบุญย่อมสำเร็จที่ฝ่ามือของเราเพราะพรหมจรรย์นั้น....

...ครั้นสมัยต่อมา     เจ้าอังกุระบรรทุกสินค้าด้วยเกวียน   ๕๐๐  เล่ม   
และพราหมณ์คนหนึ่งบรรทุกสินค้าด้วยเกวียน   ๕๐๐  เล่ม 
รวมความว่า ชนทั้ง ๒ คน บรรทุกสินค้าด้วยเกวียน  ๑,๐๐๐  เล่ม เดินไปตามทางทุรกันดาร   
พากันหลงทาง    เที่ยวอยู่ในที่นั้นนั่นเองหลายวันจนหมดหญ้า    น้ำ    และอาหาร   
เจ้าอังกุระให้ทูตม้าแสวงหาน้ำดื่มทั้ง  ๔  ทิศ. 

ลำดับนั้น    เทพผู้มีมืออันให้สิ่งที่ต้องการองค์นั้น   เห็นชนเหล่านั้นได้รับความวอดวายอันนั้น     
จึงคิดถึงอุปการะที่เจ้าอังกุระได้กระทำไว้แก่ตนในกาลก่อน     จึงคิดว่าเอาเถอะ   
บัดนี้เราจักพึงเป็นที่พึ่งของเจ้าอังกุระนี้    ดังนี้แล้ว    จึงได้ชี้ให้ดูต้นไทรอันเป็นที่อยู่ของตน.   

ได้ยินว่า   ต้นไทรนั้น   สมบูรณ์ด้วยกิ่งและค่าคบ   มีใบทึบมีร่มเงาสนิท     มีย่านหลายพันย่าน   
ว่าโดยความยาวกว้างและสูงประมาณ  ๑  โยชน์.   เจ้าอังกุระเห็นดังนั้นแล้ว   
เกิดความหรรษาร่าเริง    ให้ตั้งข่ายภายในต้นไทรนั้น.   

เทวดา    เหยียบหัตถ์ขวาของตนออก    ให้คนทั้งหมดอิ่มหนำด้วยน้ำดื่มเป็นอันดับแรกก่อน   
ต่อ  แต่นั้น จึงได้ให้สิ่งที่เขาปรารถนาแก่เขา.  เมื่อมหาชนนั้น    อิ่มหนำตามความต้องการ     
ด้วยข้าวและน้ำเป็นต้นนานาชนิดอย่างนี้...

และอีกเรื่องหนึ่งที่เล่ม   48   หน้า    331 

พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพธิดาองค์หนึ่งว่า                 
ดูก่อนเทพธิดา   ท่านรื่นรมย์อยู่ในวิมานแก้วผลึก    มีพื้นดาดาษไปด้วยทรายทอง 
กึกก้องไปด้วยดนตรีเครื่อง  ๕    เมื่อท่านลงจากวิมานแก้วผลึก   อันบุญกรรมแต่งไว้       
เข้าไปสู่ป่าสาละอันมีดอกบานสะพรั่งตลอดกาลทั้งปวง     ยืนอยู่ที่โคนต้นสาละ (รัง)ต้นใด ๆ   
ต้นสาละนั้นๆ   ซึ่งเป็นไม้อุดมก็น้อมกิ่งโปรยดอกลงมา    ป่าสาละนั้นต้องลมแล้วโบกสะบัดไปมา
เป็นที่อาศัยแห่งฝูงสกุณชาติ    โชยกลิ่นหอมพุ่งไปทั่วทิศ     ดุจต้นอุโลกฉะนั้น 
ท่านสูดดมกลิ่นอันหอมหวนนั้น    ทั้งได้ชมรูปทิพย์     ซึ่งมิใช่ของมนุษย์   
ดูก่อนเทพธิดา    อาตมาถามแล้ว     ขอท่านโปรดบอก     นี้เป็นผลแห่งกรรมอะไร.
         
เทพธิดาตอบว่า
เมื่อชาติก่อนดีฉันเกิดเป็นมนุษย์    อยู่ในมนุษยโลก   เป็นทาสอยู่ในตระกูลเจ้านาย   
ได้เห็นพระพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่    มีจิตเลื่อมใส     ได้โปรยดอกสาละรอบอาสนะ 
และได้น้อมนำพวงมาลัยดอกสาละอันร้อยกรองอย่างดี    ถวายพระพุทธเจ้าด้วยมือของตน   
ครั้นดีฉันได้ทำกุศลกรรม   ที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญแล้ว 
ก็สร่างโศกหมดโรคภัย   สุขกาย     สุขใจ    รื่นเริงบันเทิงอยู่เป็นนิจ.
   
พระอรรถกถาจารย์อธิบายความว่า

มีคาถาว่า   มญฺชิฏฺฐเก   วิมานสฺมึ   โสวณฺณวาลุกสนฺถเต  เป็นต้น. 
วิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ?     

พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่กรุงสาวัตถี.    อุบาสกคนหนึ่งในกรุงสาวัตถีนั้นนิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้า       
จัดสร้างมณฑปแล้วบูชาสักการะถวายทานในมณฑปนั้น   โดยนัยที่กล่าวแล้วในวิมานติดๆกัน.

สมัยนั้น    หญิงรับใช้ประจำตระกูลคนหนึ่ง    เห็นต้นสาละในสวนอันธวันออกดอกบานสะพรั่ง   
จึงเก็บดอกสาละในสวนนั้นมา    เอาเถาไม้ร้อยเป็นมาลัยสวมคอ   ทั้งเก็บดอกที่ขาวอย่างมุกดา
และดอกงามๆ  เป็นอันมากเข้าพระนคร   เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งเปล่งพระพุทธรังสีมีวรรณะ 
๖  ประการในมณฑปนั้น    เหมือนดวงอาทิตย์อ่อนทอแสงส่องเทือกภูเขายุคนธร   ก็มีจิตเลื่อมใส   
เอาดอกไม้เหล่านั้นบูชา    วางพวงมาลัยไว้รอบพระพุทธอาสน์    โปรยดอกไม้อีกจำนวนหนึ่ง   
ถวายบังคมโดยเคารพ    ทำประทักษิณสามครั้งแล้วไป. 

ต่อมานางได้ตายไปเกิดในดาวดึงส์.   
ที่ดาวดึงส์นั้น   นางมีวิมานแก้วผลึกแดง   และข้างหน้าวิมานมีสวนสาละใหญ่   
พื้นที่สวนลาดทรายทอง.    ยามที่นางออกจากวิมานเข้าสวนสาละ   
กิ่งสาละทั้งหลายโน้มลงโปรยดอกในเบื้องบน....   

และก็มีตัวอย่างอยู่อีกหลายเรื่องราวในพระไตรปิฎกเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้
ก็ไปหาอ่านดูได้เองเลย

ส่วนเรื่องการทำบุญให้ทานนั้น      เมื่อหลีกเลี่ยงพระทุศีลแล้ว
ก็สามารถที่จะทำบุญให้ทานกับญาติ - พี่น้อง - เพื่อน - สัตว์    แบบนี้ก็ได้
เรื่องแบบนี้ก็ได้เคยบอกเอาไว้เยอะแล้ว    หาอ่านดูตามกระทู้ต่างๆได้เลย

พระวัดสามแยก:

เมื่อได้ประสบพบเจอกับพระภิกษุผู้มีศีลมีธรรมอันงาม    และได้ทำบุญกับท่าน
แม้จะเพียงครั้งเดียว     ผลบุญก็มากมายมหาศาล    และก็ไม่ได้ถวายเป็นอาหารด้วยแต่ถวายเข็มเย็บผ้า
เมื่อตายจากโลกมนุษย์แล้วได้ไปเสวยผลบุญนั้น    ผลบุญนั้นก็อำนวยให้ความสะดวกสบาย
ทุกๆอย่างในเทวโลก

มีตัวอย่างที่    เล่ม   48    หน้า   482
 
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่    พระวิหารเวฬุวัน   กรุงราชคฤห์
สมัยนั้น  ช่างเย็บชาวราชคฤห์คนหนึ่งมุ่งไปวิหาร    ก็ไปถึงพระวิหารเวฬุวัน     ในพระเวฬุวันนั้น 
เขาเห็นภิกษุรูปหนึ่งกำลังเย็บจีวรด้วยเข็มที่ทำกันเองในพระเวฬุวัน 
จึงได้ถวายเข็มหลายเล่มพร้อมกล่องเข็ม.

         
ท่านพระมหาโมคคัลลานะถามด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
                           
วิมานเสาแก้วมณีนี้สูง    ๑๒   โยชน์โดยรอบ     มีห้องรโหฐาน   ๗๐๐   ห้อง     โอฬาร 
มีเสาแก้วไพฑูรย์     ลาดด้วยเครื่องลาดที่ชอบใจ    สวยงาม   ท่านนั่งดื่มกินในวิมานนั้น   
มีพิณทิพย์บรรเลงไพเราะ      มีเบญจกามคุณ      มีรสเป็นทิพย์   
และเทพนารีแต่งองค์ด้วยอาภรณ์ทองฟ้อนรำอยู่    เพราะบุญอะไร    วรรณะของท่านจึงเป็นเช่นนี้   
เพราะบุญอะไร    ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่ท่าน     และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน.
                           
ดูก่อนเทวะผู้มีอานุภาพมาก     อาตมาขอถามท่าน    ครั้งเกิดเป็นมนุษย์    ท่านได้ทำบุญอะไรไว้   
เพราะบุญอะไร    ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้    และวรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
                     
เทพบุตรนั้นดีใจ   ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว   
จึงพยากรณ์ (ตอบ)  ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า 

ในชาติก่อน    ข้าพเจ้าเกิดเป็นมนุษย์    อยู่ในหมู่มนุษย์ในมนุษยโลก   
ข้าพเจ้าได้เห็นภิกษุปราศจากกิเลสมลทิน    ผ่องใส    ไม่ขุ่นมัว   ก็เลื่อมใส 
ได้ถวายเข็มแด่ภิกษุนั้นด้วยมือของตน  เพราะบุญนั้น    วรรณะของข้าพเจ้าจึงเป็นเช่นนี้ 
เพราะบุญนั้น    ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่ข้าพเจ้า    และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ข้าพเจ้า...

พระวัดสามแยก:

เมื่อได้เห็นภิกษุผู้มีศีลมีธรรมอันงาม    พร้อมกับได้เห็นผู้อื่นทำบุญกับภิกษุผู้น่าเลื่อมใสนั้น   
และตัวเองก็ไม่มีสิ่งของที่จะทำบุญเหมือนกับเขา   
แต่ได้อนุโมทนาในการทำบุญของผู้อื่น     แบบนี้ก็ได้บุญไม่ใช่น้อยเลย
เมื่อตายจากโลกมนุษย์แล้วก็ได้ไปเสวยผลบุญที่ได้อนุโมทนาในบุญผู้อื่นอยู่ในเทวโลกอย่างยิ่งใหญ่

เรื่องไม่มีสิ่งของทำบุญ     แต่ได้อนุโมทนาในบุญผู้อื่นนี้มีตัวอย่างที่     เล่ม   48   หน้า   359

...นางวิสาขาสละเครื่องประดับนั้น   ซึ่งมีราคาถึงเก้าโกฏิเจ็ดพันเหรียญสร้างปราสาทหลังใหญ่
สมควรเป็นที่ประทับของพระผู้มีพระภาคเจ้า    และเป็นที่อยู่ของภิกษุสงฆ์    ประดับด้วยห้องหนึ่งพันห้อง   
คือชั้นล่างห้าร้อยห้อง    ชั้นบนห้าร้อยห้อง    เช่นเสมือนเทพวิมาน    มีภูมิพื้นดุจคลังแก้วมณี   
มีส่วนของเรือนเป็นต้นว่า   ฝา  เสา  ขื่อ   จันทัน    ช่อฟ้า   บานประตู     หน้าต่างและบันได   
ที่ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระผู้ควบคุมการก่อสร้างจัดไว้อย่างดี      น่าจับใจ     
งานไม้ที่น่ารื่นรมย์ก็ตกแต่งสำเร็จเป็นอย่างดี   งานปูนก็พิถีพิถันทำอย่างดีน่าปลื้มใจ    วิจิตรไปด้วยจิตรกรรม
มีมาลากรรมลายดอกไม้    และลดากรรมลายเถาไม้เป็นต้น    ที่ประดับตกแต่งไว้อย่างงดงาม
และสร้างปราสาทห้องรโหฐานหนึ่งพันปราสาทเป็นบริวารของปราสาทใหญ่นั้น    และสร้างกุฎีมณฑป 
และที่จงกรมเป็นต้นเป็นบริวารของปราสาทเหล่านั้น   ใช้เวลา  ๙  เดือนจึงสร้างวิหารเสร็จ   
เมื่อวิหารสำเร็จเรียบร้อยแล้ว     นางวิสาขาใช้เงินฉลองวิหารถึงเก้าโกฏิเหรียญ   นางพร้อมด้วยหญิงสหาย
ประมาณ  ๕๐๐  คนขึ้นปราสาท   ได้เห็นสมบัติของปราสาทนั้น    ดีใจ    กล่าวกะพวกเพื่อนหญิงว่า   

เมื่อฉันสร้างปราสาทหลังนี้งามถึงเพียงนี้    ขอเธอทั้งหลายจงอนุโมทนาบุญที่ฉันขวนขวายนั้น 
ฉันขอให้ส่วนบุญแก่พวกเธอ.     เพื่อนหญิงทั้งหมดมีใจเลื่อมใสต่างอนุโมทนาว่า   
อโห  สาธุ  อโห   สาธุ     ดีจริงๆ     ดีจริงๆ.   
         
บรรดาเพื่อนหญิงเหล่านั้น     เพื่อนอุบาสิกาคนหนึ่งได้ใส่ใจถึงการแผ่ส่วนบุญให้นั้นเป็นพิเศษ     
ต่อมาไม่นาน    นางได้ตายไปบังเกิดในภพดาวดึงส์    ด้วยบุญญานุภาพของนางได้ปรากฏวิมานหลังใหญ่   
ยาวกว้างและสูงสิบหกโยชน์   ประดับประดาด้วยห้องรโหฐาน    กำแพงอุทยานและสระโบกขรณีเป็นต้น
มิใช่น้อย    ล่องลอยอยู่ในอากาศ    แผ่รัศมีของตนไปได้ร้อยโยชน์   
อัปสรนั้น    เมื่อจะเดินก็เดินไปพร้อมกับวิมาน   

สำหรับมหาอุบาสิกาวิสาขา    เพราะมีจาคะไพบูลและมีศรัทธาสมบูรณ์จึงบังเกิดในสวรรค์ชั้นนิมมานรดี   
ได้ดำรงตำแหน่งอัครมเหสีของท้าวสุนิมมิตเทวราช   

ครั้งนั้น  ท่านพระอนุรุทธะเที่ยวจาริกไปเทวโลก   
เห็นเพื่อนหญิงของนางวิสาขานั้นเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์    จึงถามด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
                                   
ดูก่อนเทพธิดา    ท่านมีวรรณะงาม     เปล่งรัศมีสว่างไปทุกทิศ     เหมือนดาวประกายพรึก   
เมื่อท่านฟ้อนรำอยู่   เสียงอันเป็นทิพย์   น่าฟัง   น่ารื่นรมย์ใจ    ก็เปล่งออกจากอวัยวะน้อยใหญ่ทุกส่วน   
กลิ่นทิพย์ที่หอมหวนยวนใจ     ก็ฟุ้งออกจากอวัยวะน้อยใหญ่ทุกส่วน   เมื่อท่านเคลื่อนไหวกาย   
เครื่องประดับช้องผมก็เปล่งเสียงกังวานน่าฟังไพเราะ    ดุจดนตรีเครื่อง  ๕      มาลัยประดับศีรษะ
ที่ช้องผมถูกลมพัดไหว    ก็ส่งเสียงกังวานไพเราะดุจดนตรีเครื่อง  ๕   แม้พวงมาลัยบนศีรษะของท่าน 
ก็มีกลิ่นหอมหวนยวนใจ    หอมฟุ้งไปทุกทิศ    ดุจต้นอุโลกฉะนั้น   

ดูก่อนเทพธิดา   ท่านสูดดมกลิ่นที่หอมหวน    เห็นรูปทิพย์ซึ่งมิใช่ของมนุษย์   
ท่านถูกอาตมาถามแล้ว    โปรดบอกทีเถิด    นี้เป็นผลของกรรมอะไร.
             
แม้เทพธิดานั้นก็ได้พยากรณ์แก่พระอนุรุทธเถระอย่างนี้ว่า
                             
ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ   นางวิสาขามหาอุบาสิกาสหายของดีฉันอยู่ในกรุงสาวัตถี     
ได้สร้างมหาวิหารถวายสงฆ์     ดีฉันเห็นมหาวิหารและการบริจาคทรัพย์อุทิศสงฆ์   ซึ่งเป็นที่รักของดีฉัน     
เลื่อมใสในบุญนั้นจึงอนุโมทนา    ดีฉันได้วิมานที่อัศจรรย์น่าทัศนา   ด้วยอนุโมทนาอันบริสุทธิ์นั้น
เอง   วิมานลอยไปในเวหาเปล่งรัศมี   ๑๒  โยชน์โดยรอบด้วยฤทธิ์ของดีฉัน   
ห้องรโหฐานที่อยู่อาศัยของดีฉัน   อันบุญกรรมจัดไว้เป็นพิมพ์เดียวกัน 

ประหนึ่งเนรมิตไว้เป็นส่วนๆ     เมื่อส่องแสงก็ส่องสว่างไปร้อยโยชน์โดยรอบทิศ 
อนึ่ง   ที่วิมานของดีฉันนั้น   มีสระโบกขรณีที่หมู่มัจฉาชาติอยู่อาศัยประจำ 
มีน้ำใสสะอาดปูลาดด้วยทรายทอง    ดาดาษไปด้วยปทุมบัวหลวงหลากชนิด   
อันบุณฑริกบัวขาวรายล้อมไว้รอบ    ยามลมรำเพยพัดก็โชยกลิ่นหอมระรื่นจรุงใจ   
มีรุกขชาตินานาชนิด    คือ   หว้า  ขนุน  ตาล  มะพร้าว  และวนะทั้งหลาย    เกิดเองภายในนิเวศน์     
มิได้มีใครปลูก   วิมานนี้กึกก้องไปด้วยนานาดนตรี    เหล่าอัปสรเทพนารี    ก็ส่งเสียงเจื้อยแจ้ว     
แม้นรชนที่ฝันเห็นแล้วก็จะพึงปลื้มใจ   วิมานมีรัศมีสว่างไสวไปทุกทิศ    น่าอัศจรรย์จิต    น่าทัศนาเช่นนี้   
บังเกิดเพราะกุศลกรรมของดีฉัน   (ฉะนั้น)    จึงควรแท้ที่สาธุชนจะทำบุญกันไว้.
   

บรรดาบทเหล่านั้น    บทว่า    สาวตฺถิยํ    มยฺหํ    สขี     ภทนฺเต สงฺฆสฺส   กาเรสิ   มหาวิหารํ   
ความว่า   ข้าแต่ท่านพระอนุรุทธะ   มหาอุบาสิกาวิสาขา   เพื่อนคือสหายของดีฉันผู้นี้แหละ 
ได้สร้างวิหารใหญ่นามว่า  บุพพาราม    ด้านทิศตะวันออก   แห่งกรุงสาวัตถี 
ด้วยการบริจาคทรัพย์เก้าโกฏิเหรียญ    อุทิศภิกษุสงฆ์ทั้งสี่ทิศที่พากันมา.
         
บทว่า   ตตฺถ   ปสนฺนา   อหมานุโมทึ     ความว่า    เมื่อสร้างวิหารนั้นสำเร็จเรียบร้อยแล้ว   
กำลังมอบถวายแด่สงฆ์อยู่     และนางทำปัตติทานให้ส่วนบุญ   
ดีฉันเลื่อมใสว่า   โอ !  เขาบริจาคสมฐานะจริง ๆ    และเกิดปสาทะ (เลื่อมใส) 
ในพระรัตนตรัยและผลแห่งกรรม  จึงได้อนุโมทนา.   

เพื่อแสดงว่าการอนุโมทนาของนางโอฬารยิ่งใหญ่    เพราะอำนาจวัตถุ    เทพธิดาจึงกล่าวว่า 
ทิสฺวา  อคารญฺจ   ปิยญฺจ   เมตํ  ดังนี้    ประกอบความว่า    ดีฉันเห็นอาคารนั้นคือปราสาทใหญ่       
มีห้องหนึ่งพันห้องน่ารื่นรมย์เหลือเกินคล้ายเทพวิมาน   และเห็นการบริจาคทรัพย์มากเช่นนั้น   
อุทิศภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข    ซึ่งเป็นที่รักของดีฉัน    จึงอนุโมทนา.
         
บทว่า  ตาเยว  เม  สุทฺธนุโมทนาย  ความว่า    ด้วยอนุโมทนาอันบริสุทธิ์สิ้นเชิง   
เพราะไม่มีการบริจาคไทยธรรม (ของตนเอง)  ดังกล่าวแล้ว. 

บทว่า   ลทฺธํ   วิมานพฺภูตทสฺสเนยฺยํ  ความว่า  วิมานนี้   ชื่อว่า  อัศจรรย์เพราะไม่เคยมีวิมานเช่นนี้มาก่อน   
และชื่อว่า   น่าทัศนา   เพราะน่าเจริญใจรอบด้าน    และเพราะน่ารักเหลือเกิน   ดีฉันก็ได้แล้ว   
คือประสบแล้ว.   ครั้นแสดงว่าวิมานนั้นสวยงามอย่างนี้แล้ว     
บัดนี้ถึงจะแสดงว่าวิมานนั้นใหญ่โดยขนาด   ใหญ่โดยอำนาจ   และใหญ่โดยเป็นของใช้   
เทพธิดาจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า  สมนฺตโต   โสฬสโยชนานิ    ดังนี้.   

บรรดาบทเหล่านั้นบทว่า  อิทฺธิยา   มม    ความว่า    ด้วยบุญฤทธิ์ของดีฉัน...

เปรม บุญยืน:
สาธุ เข้าใจแล้วครับ น้ำตาแทบไหลเลย กระจ่างแล้ว ขอบคุณพระคุณเจ้ามากครับ

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป