หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
หน้า: 1 [2] 3   ลงล่าง
ผู้เขียน หัวข้อ: ความเคารพ ยำเกรงพระศาสดา  (อ่าน 13295 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
arpornthip
.
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 49



ชาวพุทธเราถูกสั่งสอนตามความเชื่อประเพณีนิยมกันมาแต่โบราณ..นานซะจนไม่มีใครเคยกลับไปดูตำรา(ที่แท้จริง)...แม้กระทั่งแทบไม่กล้าคิดหรือตำหนิในวัตถุนั้นๆ หรือแม้แต่สงฆ์ผู้ทุศีล (กลัวบาปมั๊ง)..พอความจริงปรากฎ(แบบมีที่มาที่ไปอ้างอิงได้) นั้นแหล่ะจึงได้รู้...จึงละทิ้งได้โดยไม่คิดมากเลยค่ะ...(จริงๆปกติก็ไม่ค่อยสนใจขวนขวายเท่าไหร่)...ตอนนี้ก็ไม่เก่งกล้าสามารถมาก..เอาแค่อุทิศบุญบ่อยๆนี่แหล่ะ...(ว่าไปก็เคยเห็นผลมาแล้วนะ).. /\ /\ /\
บันทึกการเข้า
SITPU
...
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 159



เคารพความจริงใจและกล้าแสดงความคิดเห็น  แสดงชื่อที่อยู่  อย่างนี้ ก็แสดงว่าท่านเป็นผู้มีปํญญาพอควร     ส่วนตัวคิดว่าท่านต้องศึกษาต่อไปอีกหน่อย  แต่ตอนนี้ผมเข้าใจตามที่หลวงปู่สอนแล้ว  ไม่สนใจว่าท่านจะตบหน้าพระพุทธรูปแล้วคิดว่าท่านเหยียดหยามดูถูก  หลวงปู่ท่านเคารพพระพุทธเจ้ายิ่งกว่าพระหลายๆรูป  ที่ใช้เท้าเหยียบปากพระองค์  ไม่ให้พูด / ไม่เผยแผ่คำสอนที่พระองค์ทรงสอนไว้  /เงิน โทรศัพมือถือ/รถหรู/สอนธรรมด้วยความคิดตนเองเป็นหลัก/ปลุกเสกเหรียญ  อ้างว่าดึงคนเข้าหาธรรมมะ/สารพัด

จริงอยู่แม้พระอริยะหลายท่าน  ท่านก็เคยกราบพระพุทธรูป แล้วท่านก็บรรลุอรหันต์     แต่อย่าลืมว่า ท่านกราบแต่ท่านมีปัญญาสูงยิ่งที่จะไม่ไปยึดติดมัน ซึ่งนั่นก็เป็นพระจำนวนส่วนน้อย   แต่ที่หลวงปู่ท่านสอนพวกเรา ที่มีกิเลสหนา  และพร้อมและไวเสมอที่จะยึดติดรูป ติดเหรียญ[/color]  ย่อมทำให้เราต้องแวะเยี่ยมชม และอาจจมอยู่กับสิ่งนั้นนานหลายภพชาติ  แม่แต่รูปพ่อ รูปแม่ก็เถอะ  ทำไมละ ทำไมไม่รีบหาทางลัด  โดยละการไปยึดติดรูปเหล่านั้นเสีย  ป้องกันตัวเราเองก่อน   พระพุทธเจ้าก็ยังกล่าวไว้เรียบร้อย ดังพระคุณเจ้าอ้างอิงไว้ข้างต้น  แจ่มแจ้งแล้ว
บันทึกการเข้า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็ภิกษุพวกใดพวกหนึ่งในบัดนี้ก็ดี  ใน
กาลที่ล่วงไปแล้วก็ดี  จักเป็นผู้มีตนเป็นเกาะ   มีตนเป็นที่พึ่ง   ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง   คือ  มีธรรมเป็นเกาะ  มีธรรมเป็นที่พึ่ง  ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่ 
ภิกษุเหล่านี้นั้นเป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษา  จักเป็นผู้เลิศ
30/472/12 : อุกกเจลส
นพรัตน์ โพธิ์แก้ว
...
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 152



 /\ /\ /\ สงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าเป็นเนื้อนาบุญของโลกยังมีอยู่จริง ๆ
ท่านครูบาฯ ตอบได้แจ่มชัดแจ้งจริง ๆ เจ้าค่ะ  /\ /\ /\
----------
อยากทราบว่าคนที่บอกว่าเคารพพ่อแม่ปู่ย่าตาทวด ใครมาเหยียบรูปคนเหล่านั้นไม่ได้จะโกรธมาก ใช่เมื่อก่อนเราอาจจะโกรธแต่เดี๋ยวนี้ไม่แล้วหละ เพราะได้พบหลวงปู่ที่สอน ให้เข้าใจสมมติในโลกนี้.. ว่าแต่คนที่ยังยึดติดกับสิ่งเหล่านั้นอยู่ทำไมเอาแค่รูปถ่าย กระดูกไว้หละ ก็เก็บร่างกายจริง ๆ ของพ่อแม่ปู่ย่าตาทวดเอาไว้ที่บ้านซะเลยดีกว่าเอารูปถ่าย หรือกระดูกเก็บไว้บูชาดีกว่ามั๊ง ไม่ต้องเสียเวลาไปเผาด้วยนะ  แล้วพระพุทธรูปเนี๋ย เห็นวางอยู่หน้าร้านค้าเต็มบ้านเต็มเมือง สงสารพระพุทธรูปจังเลย โดนใช้ให้ไปช่วยขายของหน้าร้านค้าแย่จัง ..นี่หรือเรียกว่าเคารพ ยำเกรง..
บันทึกการเข้า
อัจฉรา ดูดดื่ม
ผู้ดูแลกระทู้
...
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 156

ก็รู้ว่าทุกข์ ทำไมจึงติดอยู่ได้ ใจเรานี้ช่างดื้อ



อ้างจาก: author=nopparat link=topic=1267.msg11443#msg11443 date=1219528776
/\ /\ /\ สงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าเป็นเนื้อนาบุญของโลกยังมีอยู่จริง ๆ
ท่านครูบาฯ ตอบได้แจ่มชัดแจ้งจริง ๆ เจ้าค่ะ  /\ /\ /\
----------
 /\ /\ /\

 :)   อาจหาญในธรรม   ข้อความนี้เวอร์ไหมเนี่ย?  :D
บันทึกการเข้า
พระวัดสามแยก
พระพันธกานต์ อภิปัญโญ (ครูบาหม่าว)
พระ
.....
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2758




ถึงจะอย่างไรก็ตาม   
กระทู้นี้คุณปรเมสฐ์ก็ได้แสดงความเห็นด้วยความเปิดเผยและจริงใจต่อพระอาจารย์เกษมนะ
ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่ารับฟัง     เมื่อรับฟังแล้ว    ส่วนไหนที่ควรจะชี้แจงกลับถึงข้อเท็จจริงในพุทธศาสนา
อาตมาก็ได้ชี้แจงไปบ้างแล้ว    ก็หวังว่าคุณปรเมสฐ์จะรับฟังในสิ่งที่อาตมาได้ชี้แจงไป
ก็ขอความเจริญในพุทธศาสนาจงมีแก่คุณปรเมสฐ์

และอาตมาก็ได้เล่าเรื่องนี้ให้พระอาจารย์เกษมฟังบ้างแล้วล่ะ     
เห็นท่านก็ยิ้มๆอยู่เหมือนกัน
บันทึกการเข้า
ติ๊ก
ทิพย์ภวรรณ ทั่งศิริ
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 504


เว็บไซต์

อ้างจาก: author=พระพันธกานต์ อภิปญฺโญ link=topic=1267.msg11429#msg11429 date=1219517661


คำถามสำหรับชาวพุทธที่ศึกษาพุทธศาสนาในปัจจุบันก็คือว่า
ระหว่างภิกษุที่ศึกษาพุทธธรรมและประพฤติปฏิบัติตามได้เป็นอย่างดี    
กับ    ภิกษุที่ไม่ศึกษาพุทธธรรมและไม่ประพฤติปฏิบัติตามเลย

แต่ภิกษุที่ไม่ศึกษาพุทธธรรมนี้กลับให้ความสำคัญแก่พุทธรูป  (ทองเหลือง – ทองแดงหล่อ)  
ซึ่งพุทธรูปดังว่านั้นก็เป็นสิ่งต้องห้ามนักหนาในคำสอนพุทธเจ้า

แล้วชาวพุทธที่ศึกษาพุทธศาสนาทั้งหลายคิดว่า    
ภิกษุกลุ่มใดที่จะธำรงทรงไว้ซึ่งคำสอนของพระพุทธเจ้า
ให้เจริญรุ่งเรืองตั้งอยู่ได้นานและเป็นประโยชน์แก่สัตว์โลกทั้งหลายเมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว





อ้างจาก: author=พระพันธกานต์ อภิปญฺโญ link=topic=1267.msg11429#msg11429 date=1219517661
หรือจะเปรียบเทียบให้เห็นในเรื่องของครอบครัวทางโลกที่มีพ่อ – แม่    และลูก  2  คน
พ่อ – แม่   ได้อบรมพร่ำสอนลูกทั้งสองคนนั้นให้เป็นคนดีมีศีลมีธรรม   
ไม่ให้ทำตัวอันธพาลเกะกะระรานชาวบ้าน    อยู่ต่อมาไม่นานพ่อ – แม่   ก็ได้ตายจากลูกทั้งสองคนไป     

ลูกคนหนึ่งไม่เก็บรูปภาพและกระดูกของพ่อ – แม่ไว้เลย
ปล่อยให้ไฟทำหน้าที่เผาผลาญไปตามธรรมชาติ     
แต่ลูกคนนี้กลับระลึกถึงคำสอนของพ่อ – แม่อยู่เสมอและปฏิบัติตามได้เป็นอย่างดี
ลูกคนนี้เป็นคนมีศีลมีธรรม   ไม่ขี้เหล้าเมายา    ไม่เป็นอันธพาลเกเร   
เป็นคนที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพในสังคมที่ตัวเองดำรงชีวิตอยู่

แต่ลูกอีกคนหนึ่งเก็บรูปภาพและกระดูกของพ่อ – แม่ไว้และทำการกราบไหว้บูชาเสมอ     
แต่ลูกคนนี้ไม่สามารถทำตามคำสั่งสอนของพ่อ – แม่  ได้     
เป็นคนไม่มีศีลธรรม   เป็นคนขี้เหล้าเมายา    เป็นคนอันธพาลเกเร
เป็นคนที่ไม่มีคุณภาพและประสิทธิภาพในสังคมที่ตัวเองดำรงชีวิตอยู่

ระหว่างลูก  2   คนนี้     
ลูกคนไหนที่คนในสังคมควรจะยกย่องและเชิดชูว่าเป็นผู้สร้างชื่อเสียง
และเกียรติยศที่ดีงามให้แก่วงศ์ตระกูลของตัวเอง



เป็นธรรมะที่ชัดเจนมากค่ะ  อ่านแล้วโดนใจจริงๆ ค่ะ  /\ /\ /\
บันทึกการเข้า

" พืชแม้มาก  อันบุคคลหว่านแล้วในนาดอน
ผลย่อมไม่ไพบูลย์  ทั้งไม่ยังชาวนาให้ยินดี  ฉันใด,
ทานมากมาย  อันบุคคลตั้งไว้ในหมู่ชนผู้ทุศีล 
ผลย่อมไม่ไพบูลย์  ทั้งไม่ยังทายกให้ยินดี ฉันนั้นเหมือนกัน
"
...เล่ม๔๒...หน้า๓๑๒
jirarought
.
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 26



      ชัดเจนและสว่างอย่างยิ่งครับ /\ /\ /\ /\ /\
บันทึกการเข้า
keng
บุคคลทั่วไป

อ้างถึง
หรือจะเปรียบเทียบให้เห็นในเรื่องของครอบครัวทางโลกที่มีพ่อ – แม่    และลูก  2  คน
พ่อ – แม่   ได้อบรมพร่ำสอนลูกทั้งสองคนนั้นให้เป็นคนดีมีศีลมีธรรม   
ไม่ให้ทำตัวอันธพาลเกะกะระรานชาวบ้าน    อยู่ต่อมาไม่นานพ่อ – แม่   ก็ได้ตายจากลูกทั้งสองคนไป     

ลูกคนหนึ่งไม่เก็บรูปภาพและกระดูกของพ่อ – แม่ไว้เลย
ปล่อยให้ไฟทำหน้าที่เผาผลาญไปตามธรรมชาติ     
แต่ลูกคนนี้กลับระลึกถึงคำสอนของพ่อ – แม่อยู่เสมอและปฏิบัติตามได้เป็นอย่างดี
ลูกคนนี้เป็นคนมีศีลมีธรรม   ไม่ขี้เหล้าเมายา    ไม่เป็นอันธพาลเกเร   
เป็นคนที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพในสังคมที่ตัวเองดำรงชีวิตอยู่

แต่ลูกอีกคนหนึ่งเก็บรูปภาพและกระดูกของพ่อ – แม่ไว้และทำการกราบไหว้บูชาเสมอ     
แต่ลูกคนนี้ไม่สามารถทำตามคำสั่งสอนของพ่อ – แม่  ได้     
เป็นคนไม่มีศีลธรรม   เป็นคนขี้เหล้าเมายา    เป็นคนอันธพาลเกเร
เป็นคนที่ไม่มีคุณภาพและประสิทธิภาพในสังคมที่ตัวเองดำรงชีวิตอยู่

ระหว่างลูก  2   คนนี้     
ลูกคนไหนที่คนในสังคมควรจะยกย่องและเชิดชูว่าเป็นผู้สร้างชื่อเสียง
และเกียรติยศที่ดีงามให้แก่วงศ์ตระกูลของตัวเอง

สุดยอดเลยครับ ชัดเจนเห็นภาพ คิดว่า อุปมาโวหารแบบนี้ ชาวบ้านตาสีตาสาทั่วๆไปก็ยังน่าจะเข้าใจเลยนะครับ ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า
ครูหนุ่ม
...
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 108




      ลองคิดดูประเทศอินเดียซึ่งเป็นประเทศที่ศาสนาพุทธเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก แล้วทำไมทุกวันนี้จึง
เสื่อมถอยลง เพราะยึดติดในวัตถุมิใช่เหรอ เน้นแต่การสร้างวัตถุ มิใช่เหรอ สร้างนั่่นสร้างนี้มาแทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า สร้างพระพุทธรูปอย่างสวยงาม แล้วขายพระพุทธรูป จนทุกบ้านทุกคนมีพระพุทธรูปเต็มบ้านเต็นคอกันหมดเน้นพิธีกรรมเน้นการสวดมนต์(ขนาดเขาสวดแล้วเข้าใจ
ความหมายนะครับเพราะเป็นภาษาเขา แต่บ้านเราสวดภาษาเขาแถมยังไม่เข้าใจความหมายของคำสวดอีก) แต่การสวดนั้นเป็นการสวดเพื่ออ้อนวอนวิงวอนขอนั่นขอนี่ ไม่นำพาคำสวดคำสอนนั้นมาปฏิบัติ
ไม่ได้ศึกษาแก่นแท้ของพุทธศาสนาเลยสุดท้ายก็ลงเอยด้วยการที่ศาสนาพุทธถูกกลืนหายไป
เพราะเอาความถูกใจมาก่อนความถูกต้อง มิใช่เหรอศาสนาพุทธต้องใช้ปัญญาและความเพียรปฏิบัติ
เป็นอย่างมาก ต่างกับศาสนาพราหมณ์ ที่เพียงแค่สวดมนต์อ้อนวอนขอเทพเจ้าให้ช่วยอย่างนั้นอย่างนี้
ซึ่งเป็นการง่ายๆๆๆ กว่ากันตั้งเยอะ จนเกิดความมักง่ายอ้างแบบมั่วๆ ว่า ศาสนาพุทธกับศาสนาพราหมณ์
เป็นศาสนาเดียวกันแยกกันไม่ออก สุดท้ายก็เหลือเพียงแค่ศาสนาพราหมณ์ ซึ่งเป็นศาสนาแห่งเทพเจ้าศาสนาแห่งพิธีกรรม ศาสนาแห่งการสวดอ้อนวอน สวดวิงวอน
(ในไทยก็เห็นได้หลายเทพเลย ตั้งศาลกันเพียบทั้งเจ้าแม่ เจ้าพ่อ คนขายธูปเทียน ขายพวงมาลัย ขายเครื่องบูชา เครื่องบวงสรวงร่ำรวย) 
      ผมคิดว่าถ้าประเทศไทยเรายังคงยึดติดในวัตถุ ยังคงไม่ศึกษาพระธรรมให้เข้าใจ ยังคงใช้ความถูกใจ
มากกว่าความถูกต้องตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า อีกไม่นานก็คงจะเป็นเหมือนประเทศอินเดีย
ที่ศาสนาพุทธถูกกลืนหายไปเช่นเดียวกันมั้งครับ

หลายคนเขาว่า พระและโยมกลุ่มนี้ สร้างกระแสความแตกแยก สร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นในสังคม
เลยพยายามให้ข้อเสนอแนะ ให้ข้อคิดเห็น(ส่วนตัว) เพื่อแก้ไขปัญหา คือ

ข้อเสนอแนะหรือทางออกที่ดีของหลวงพ่อเกษม คือ
      1.ให้หลวงพ่อเกษมสอนให้ถูกใจชาวบ้านทั้งประเทศ อะไรพอจะอนุโลมเอาเองได้ก็ให้หลวงพ่อทำเลย
ขอแต่อย่าขัดใจชาวบ้านทั้งประเทศ จะสอนอะไรก็ให้คำนึงถึงจิตใจชาวบ้านทั้งประเทศนะครับ
      2.หลวงพ่อเป็นศิษย์ของพระอุปัชฌาท่านไหนก็ให้ปฏิบัติตามแนวทางของท่านนั้น ไม่ต้องทำตาม
ที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนไว้ในคราวก่อนเพราะมันนานมาแล้ว 2,551 กว่าปีมาแล้ว
ต้องปรับปรุงให้ทันตามสมัยนิยมจึงจะถึงว่าเป็นพระทันสมัย เป็นพระที่มีความคิดประยุกต์ ก้าวทันโลก
      3.ให้หลวงพ่อสอนตามที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ในพระไตรปิฎกก็ได้แต่อย่าเอามาทั้งหมดเพราะ
คนส่วนใหญ่เขาทำไม่ได้ ต้องเห็นใจคนส่วนใหญ่ถึงแม้เขาจะเห็นผิดเพี้ยนไปบ้างก็ช่างเขานะครับหลวงพ่อ
      4.พระภิกษุในประเทศไทยส่วนใหญ่เขาปฏิบัติเคร่งครัดอย่างหลวงพ่ออย่างพระวัดสามแยกไม่ได้
เพราะต้องเอาใจญาติโยม สงสารญาติโยม ท่านเหล่านั้นก็รู้ว่ามันผิดพระวินัยแต่ท่านก็ผิด เพราะจำใจ เห็นใจญาติโยม ต้องยอมให้เป็นไปตามกระแสสังคม สังคมชอบการสวดมนต์ สังคมชอบการกราบไหว้บูชา สังคมต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวที่เป็นวัตถุสามารถเห็นได้จับต้องได้ จึงจำเป็นต้องปลุกเสก เลขยันต์ ใบหวย สะเดาะเคราะห์ เสริมดวงชะตา ดูดวงดูลายมือ เงินก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องใช้ ค่านั่นค่านี่ของวัด พระจำเป็นต้องเรียนวิชาของทางโลกเพราะจะได้ก้าวทันโลกต้องสอบได้ปริญญาตรี ปริญญาโท
ปริญญาเอก จึงจะเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้าน ฉะนั้น หลวงพ่ออย่ากล่าวโทษพระรูปอื่นๆ เลยครับ
เพราะท่านเหล่านั้นทำด้วยความจำเป็นจริงๆ
      5.หลวงพ่อจะสอนยังไงก็สุดแล้วแต่หลวงพ่อแต่อย่างให้กระทบกระเทือนพระรูปอื่นๆ นะครับ
          ถ้าไม่อย่างงั้น สังคมจะลงโทษหลวงพ่อด้วยการใช้กฎหมายบ้านเมืองบีบบังคับเพราะถือว่า ยังไง
หลวงพ่อก็เป็นคนไทย สัญชาติไทย ต้องเคารพกฎหมายต้องอยู่ภายใต้กฎหมายของไทย


ดีไหมครับ 5 ข้อเสนอแนะที่ผมกล่าวมา  ;D ;D  ไร้สาระไหมครับ

      /\ /\ /\    ไหนๆ ก็คิดจะแก้ไขศาสนาแล้ว หันหัวเรือสู้แล้ว ก็เดินหน้าเต็มที่เลยครับ อย่าท้อทอยนะครับหลวงพ่อเกษม,พระวัดสามแยก,เหล่าญาติธรรมของหลวงพ่อทุกคน
ผมนายอภิชัย  รากแก่น อีก 1 คน 1 ใจ 1 แรงพร้อมที่จะร่วมแรงร่วมใจไปกับแนวทางนี้
ถึงแม้จะมีอุปสรรคขนาดไหนผมจะไม่เปลี่ยนใจโดยเด็ดขาด สู้เพื่อธรรม สู้เพื่อความถูกต้อง ถ้าจะตายก็ให้ตายไปกับความถูกต้อง ดีกว่าอยู่อย่างหน้ามืด ตามัว  /\ /\ /\

 /\ /\ /\ หลวงพี่ ยกตัวอย่างได้เหมาะสมดีครับ แต่ผมก็คิดว่า ยังไม่ถูกใจคนที่เห็นต่างอยู่ดี อย่าพึ่งท้อทอย
นะครับ บางคนต้องพูดเรื่องเดิมซ้ำๆๆๆๆๆๆ  ถึงจะเข้าใจ เพราะคนที่เห็นต่างเขาอยากให้พระกลุ่มนี้ โยมกลุ่มนี้ทำให้ใกล้เคียงกับข้อเสนอแนะ 5 ข้อนั่นครับ ข้อสังเกตุนะครับ คนที่เข้าใจอะไรๆ ยาก ไม่เชื่อ
อะไรๆ ง่ายๆ พอคนพวกนี้เขาได้ศึกษาได้เข้าใจและลองได้เชื่อแล้วเขาจะเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่มากชนิดที่ว่า
เอาชีวิตเข้าแลกเลยก็ได้ ฉะนั้นอย่าพึ่งเบื่อหน่ายอย่าพึ่งท้อแท้ที่จะสั่งสอนนะครับ เพราะเห็นหลายกระทู้
จะถามเรื่องเดิมๆ ผู้ตอบก็ตอบเรื่องเดิมๆ วนไปวนมา
       ประเภทที่ 1 สามารถเรียนรู้และเข้าใจได้ด้วยตนเอง
       ประเภทที่ 2 สามารถเรียนรู้และเข้าใจได้เพียงแค่ผู้อื่นชี้แนะ
       ประเภทที่ 3 สามารถเรียนรู้้และเข้าใจได้แต่ต้องอาศัยผู้อื่นประคับประคองส่งเสริมอย่างมาก
       ประเภทที่ 4 ไม่สามารถเรียนรู้และเข้าใจได้เลย
ขออำนาจพุทธ ธรรม สงฆ์ จงบันดาลบุญของข้าฯ ให้ถึงแก่ ญาติ,เทพรักษา,นายเวรที่มาถึงและเชื้อโรคของ
ข้าฯ , ของญาติธรรมของหลวงพ่อทุกคนตลอดจนผู้ที่ต้องการบุญจากข้าฯ ตลอดไป.
 
บันทึกการเข้า

ข้าพเจ้าขอระลึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง
arpornthip
.
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 49



พระพุทธศาสนาจะธำรงสืบต่อไปได้..มิใช่มีวัดวาอารามใหญ่โต..หรือพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สุด..หรือแม้แต่ประเพณีนิยม..หากแต่เราชาวพุทธต่างหากที่จะต้องปฎิบัติตามพระธรรมคำสอนของพระองค์นั่นจึงจะทำให้พุทธศาสนาของเราธำรงอยู่ได้อย่างยาวนาน...มิใช่แค่เปลือกที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2] 3   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: