ไม่มีใครไหว้พระพุทธรูปแล้วคิดว่าเป็นพระพุทธเจ้าจริงๆหรอกครับ ถึงแม้คนที่เกิดทันกายเนื้อของพระพุทธเจ้า
ก็ไม่ได้ไหว้ เนื้อหนัง เลือด หรือกระดูก หรอกครับ เรากราบไหว้ ความดีของท่าน ต่างหาก
ขอพูดถึงแค่ประเด็นนี้ก็แล้วกัน
ถ้าหากว่าชาวพุทธทุกคนคิดได้ - ทำได้ ดังที่ว่ามานี้ ก็เป็นสิ่งที่น่าจะอนุโมทนายินดีเป็นอย่างยิ่งเพราะว่าวัตถุทั้งหมดทั้งสิ้นในโลกธาตุทั้งหลาย ไม่จำกัดเฉพาะแค่พระพุทธรูปทองเหลือง - ทองแดงเท่านั้น
ผู้ที่ศึกษาพุทธศาสนาได้ทั่วถึงดีเมื่อเห็นวัตถุใดๆก็ตาม
ก็สามารถที่จะน้อมระลึกนึกถึงพระธรรมคำสอนที่พระพุทธเจ้าตรัสได้
ก็สามารถจะระลึกถึงคุณงามความดีของพระพุทธเจ้าได้เหมือนกัน
เพราะธรรมที่พระพุทธเจ้าสอน เมื่อว่ากันโดยย่อก็สรุปลงที่เรื่องของอนิจจัง - ทุกขัง - อนัตตาทั้งนั้น
วัตถุทั้งหมดในโลกทั้งหลาย ก็เป็นสิ่งที่อยู่ภายใต้กฎของอนิจจัง - ทุกขัง - อนัตตาด้วย
เมื่อเห็นวัตถุใดๆก็น้อมพิจารณาถึงสภาพของมันตามความเป็นจริงคืออนิจจัง - ทุกขัง - อนัตตา
อันนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องดีแม้แต่อุจจาระหรือขี้ ถ้าผู้ที่ศึกษาพุทธศาสนามาทั่วถึงดีแล้ว
ก็สามารถน้อมนำเอาประโยชน์จากอุจจาระหรือขี้นี้มาเป็นประโยชน์ต่อจิตใจได้
คือ เมื่อเห็นขี้แล้วสามารถจะน้อมรำลึกถึงธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า จนสามารถจะบรรลุมรรค - ผลก็มีตัวอย่างอยู่
แต่เมื่อเห็นขี้และสามารถพิจารณาความเป็นจริงของขี้จนบรรลุมรรค - ผล ได้แล้ว
ก็จะต้องไม่หวงในขี้นั้น ใครเขาจะมาทำลายขี้ - ทำความสะอาดขี้ ก็จะต้องไม่หวง - จะต้องไม่โกรธต่อผู้นั้น
เพราะเข้าใจดีว่า วัตถุทั้งหมดรวมทั้งขี้นั้นไม่ใช่สิ่งที่จะยึดมั่นถือมั่นได้
อันนี้ต้องย้ำว่า นี่คือวิถีของผู้ที่ศึกษาพุทธธรรมมาดีแล้วเรื่องตามตัวอย่างก็ตามนี้ เล่ม 16 หน้า 333
...ก็ในคืนนั้น มนุษย์คนหนึ่ง ถูกอุจจาระเบียดเบียนเอา จึงถ่ายอุจจาระลงในผ้าสาฎกนั้น
ทิ้งผ้าสาฎกนั้นไว้ในกองขยะ.
พระบังสุกูลิกเถระ (พระเถระผู้ใช้ผ้าบังสุกุลเป็นวัตร)
เห็นผ้าสาฎกนั้นมีแมลงวันหัวเขียวรุมตอมอยู่ จึงประคองอัญชลี.
พระมหาเถระจึงถามว่า ทำไมคุณจึงได้ประคองอัญชลีต่อกองอยากเยื่อเล่า.
ก็ตอบว่า ท่านขอรับผมมิได้ประคองอัญชลีต่อกองหยากเยื่อดอก
ผมประคองอัญชลีต่อพระทศพลพระบิดาของผมต่างหาก
ท่านขอรับ การที่ภิกษุถือเอาผ้าบังสุกุล ที่เขาห่มซากของนางปุณณทาสีแล้วทิ้งไว้
ไล่ตัวสัตว์เล็ก ๆ ประมาณทะนานหนึ่งออกมาจากป่าช้า ทำได้ยาก.
พระมหาเถระ คิดว่า การตรึกของภิกษุผู้ทรงผ้าบังสุกุลหมดจดแล้ว.
แม้พระเถระผู้ทรงผ้าบังสุกุลยืนอยู่ในที่นั้นนั่นเอง เจริญวิปัสสนาบรรลุผล ๓
ถือเอาผ้าสาฎกผืนนั้นทำเป็นจีวรห่มไปยังปาจีนขัณฑราชีวิหาร แล้วบรรลุพระอรหัตซึ่งเป็นผลชั้นเลิศ...แต่ทีนี้ชาวพุทธเราเดี๋ยวนี้ ไม่ได้ศึกษาพุทธธรรมเพื่อที่จะให้ตัวเองเข้าใจในเรื่องของพุทธรูปตามความเป็นจริงเลย
ซึ่งความจริงตรงนี้เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ เพราะชาวพุทธทั้งหลายก็ได้รับการปลูกฝังกันต่อๆมาว่า
พระพุทธรูปคือตัวแทนพระพุทธเจ้า ก็ได้รับรู้กันมาเพียงเท่านั้น
เมื่อนานเข้าเรื่องวัตถุกับผู้ทีเ่รียกตัวเองว่าชาวพุทธนี่บานปลายไปเลย
เท่าที่เห็นนะ ผู้ที่เรียกตัวเองว่าชาวพุทธนี่ไปกราบไปไหว้วัตถุทั้งหลายที่เขาเล่าลือกันว่าศักดิ์สิทธิ์อย่างนั้นขลังอย่างนี้
อย่างรูปเทวดา - พรหม - ยักษ์หรือแม้แต่หมูห้านิ้ว - ต้นกล้วยแปลกๆหน่อย - ควายที่มีรูปร่างประหลาดกว่าควายทั่วๆไป
ก็เห็นชาวพุทธแห่ไปกราบไหว้ขอให้ร่ำรวย - ขอให้โชดดี บนบานกันสารพัดเรื่อง
อันนี้คือเรื่องจริงของชาวพุทธที่ต้องยอมรับ
ซึ่งการเข้าใจของชาวพุทธในลักษณะนี้เป็นการเข้าใจศาสนาที่ผิดเพี้ยน - บิดเบือน ไปจากหลักพุทธธรรมแล้ว
และตอนนี้ก็ไปไกลจนไม่รู้ว่าจะกู่กันกลับหรือเปล่า ทั้งพระและโยมเพราะเห็นขยันหล่อ - ขยันแกะกันออกมาจัง
เพราะไปเข้าใจว่า พระพุทธรูปคือตัวแทนของพุทธศาสนา
ใครไปทำอะไรรุนแรงกับพุทธรูปต้องออกมาปกป้องกันจริงจัง
แต่พอตอนที่สำนักสอนศาสนาพุทธบางสำนัก ซึ่งก็มีชื่อเสียงโด่งดังอยู่ในปัจจุบันนี้ด้วย (แต่ไม่อยากเอ่ยถึง)
สอนผิด - สอนเพี้ยน - สอนบิดเบือน ไปจากหลักของพุทธศาสนาที่อ้างอิงได้จากพระไตรปิฎก
ก็ไม่เห็นว่าจะมีใครไปทำอะไร หรือ ไม่เห็นมีใครเรียกร้องให้ยุติการเผยแพร่ศาสนาธรรมที่ผิดๆนั้น
ก็ยังเห็นผู้คนเดินทางไปศึกษากันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ทั้งๆที่สอนผิดไปจากพระไตรปิฎกอย่างชัดเจนอันนี้ก็แสดงให้เห็นว่าสังคมชาวพุทธเรา พยายามพิทักษ์ปกป้อง - รักษา
พระพุทธรูป กันอย่างจริงจัง
แต่ไม่ได้พยายามอย่างจริงจังที่จะศึกษาและพิทักษ์ปกป้อง - รักษา
พุทธธรรม ให้มั่นคงอยู่ในจิตใจไปยาวนาน
เอาง่ายๆก็ได้ พระภิกษุสามเณรในเมืองไทยนี้ ต้องยอมรับว่าทำผิดพระวินัยของพระพุทธเจ้ากันเต็มบ้านเต็มเมือง
แต่ก็ไม่เห็นมีใครมาเรียกร้องให้พระ - เณร ประพฤติปฏิบัติตัวตามศีลธรรมที่ถูกต้องอย่างจริงจังเลย
ทั้งๆที่พระวินัยนี้ก็หมายถึง
พุทธธรรม อีกอันหนึ่งเหมือนกัน
แต่พระพุทธรูปที่ทำกันขึ้นมาและพยายามปกป้องกันอย่างสุดจิตสุดใจนั้น
ก็ต้องยอมรับอีกว่า นี้เป็นเรื่องที่อยู่นอกไปจาก
พุทธธรรม ชัดเจนตรงตัวแน่นอน