หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 11   ลงล่าง
ผู้เขียน หัวข้อ: ข่าวจากสำนักข่าวต่างๆ : เรื่อง คดีเหยียดหยามศาสนา (ตีรูปหล่อ)  (อ่าน 40636 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
arpornthip
.
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40



ธรรมะ..ที่แสนสบายแต่พระรัตนตรัยก็ยังอยู่ครบ..ไม่จำเป็นต้องขวนขวายในวัตถุใดๆ..แม้การกระทำใดๆต่อวัตถุนั้นๆก็ไม่ต้องระแวงว่าจะเป็นบาป..สบ้าย..สบาย.. ;D
บันทึกการเข้า
cow2505
...
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 188



".....  แน่นอนที่สุดว่าท่านใดจะอาศัยรูปเป็นที่ระลึกถึงพระพุทธเจ้าอยู่ก็เป็นสิทธิ์ของท่าน....แต่ว่าจิตผูกพันกับอะไรตายไปขณะนั้นก็จะไปอยู่กับสิ่งนั้นยืนยันในพระไตรปิฎกแน่นอน  ประโยชน์ในการยึดพระพุทธรูปนั้นมีอยู่ถ้าท่านใช้เป็นสื่อระลึกถึงพระพุทธเจ้านั้นมีประโยชน์อยู่ก็จริง แต่ถ้าตอนตายไปนึกเห็นรูปปั้นใดๆ จิตก็จะไปสถิตอยู่กับรูปนั้น    นี่คืออันตรายของพระพุทธรูปที่ข้าพเจ้าได้เรียนรู้จากหลวงปู่  เหมือนเรากินยาที่มีทั้งประโยชน์และโทษถ้ากินพอเหมาะโรคก็หายแต่ถ้ากินมากไปก็อันตราย   กับทานยาอีกอันที่ไม่มีอันตรายใดๆเลยแต่ก็กินแล้วหายเหมือนกันท่านจะเลือกกินยาแบบใหน   เรื่องของการอยากให้เทวดาช่วยไม่ต้องวิ่งเร่ไปหาเทวดาที่สถิตในพระพุทธรูปทีใหนๆหรอก  อยู่ใกล้ๆตัวก็ตั้งเยอะ  ให้บุญเขาให้ถูกวิธี  บ่อยๆเยอะๆจนเขาพอใจและมีอำนาจมากเขาก็จะช่วยเราได้เองหรอก...." 
บันทึกการเข้า
keng
บุคคลทั่วไป

รู้อะไรบ้างหรือเปล่าว่า ชาวไทยหลายๆคนที่เคยนับถือพุทธ แล้วหันไปนับถือศาสนาอื่นๆ เพราะเหตุใด

ผมไปอ่านเจอในกระทู้อื่นๆ พบว่า การแสดงความคิดเห็นจากหัวข้อที่ว่า คิดยังไงกับศาสนาพุทธ สาเหตุหนึ่งที่คนเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่นคือ การไหว้พระพุทธรูป นี่แหละครับ


อ้างถึง
คำตอบที่ 3   
 
pop
31 มี.ค. 50
เวลา 22:08:15
 ผมเชื่อว่าหลักศาสนาพุทธที่แท้จริง พระพุทธเจ้าก็ทรงสอนไม่ไห้ยึดติดกับรูปเคารพ แต่ชาวพุทธจำนวนมากกลับถือรูปเคารพกันเอง สิ่งสำคัญคือหลักธรรม และอีกอย่างพระพุทธเจ้าไม่ได้บอกว่าต้องเชื่อพระพุทธเจ้า ขอให้ถือศีลเป็นหลักสำคัญ ทำดีเข้าไว้ แต่สำหรับคริสเตียนแล้ว ต้องเชื่อพระเจ้า เพราะความรอดได้มาจากความเชื่อ และเพราะพระเจ้าเป็นผู้สร้างมนุษย์อย่างแท้จริง ดังนั้นการเชื่อถึงการดำรงอยู่ของพระเจ้าในพระนามพระเยซูคริสต์จึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

ผมเคยเป็นพุทธมาก่อน แต่ในความคิดของผมคือการเชื่อในพระเจ้าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะอะไรเหรอครับ เพราะการเชื่อพระเจ้าจะนำเราไปสู่ชีวิตที่สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง สมบูรณ์แบบในที่นี้ก็คือเรามีพระเจ้าด้วย ได้ทำดีด้วย เราไปไหนพระเจ้าไปกับเราด้วย แต่ถ้าเราไม่เชื่อพระเจ้าเราก็มีแต่ทำดี แต่ไม่มีพระเจ้าไปด้วย แล้วคุณคิดว่าอันไหนมันจะดีกว่ากันล่ะครับ

สรุปง่ายๆก็คือ
คริสเตียน=เชื่อพระเจ้า+ทำความดี+พระเจ้าอยู่ด้วยตลอด(ลงตัวสุดๆ)
ศาสนาอื่น=ไม่เชื่อพระเจ้า+ทำความดี+(แต่)พระเจ้าไม่ไปด้วย

เข้าใจแล้วนะครับ
 

อ้างถึง
คำตอบที่ 4   
 
Holy
31 มี.ค. 50
เวลา 22:17:04
 พระเจ้ารักทุกคนครับ ผมชอบศาสนาพุทธนะครับ เป็นวิทยาศาสตร์ดี แต่ที่งงๆก็คือจะมีการกราบไหว้รูปปั้น และทำอะไรออกแนวไสยศาสน์ โดยเฉพาะในประเทศไทยด้วยแล้ว พระสงฆ์ชอบทำอะไรที่พระไม่ควรทำ เช่นใบ้หวย ฯลฯ ทั้งๆที่เรื่องเหล่านี้พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนไว้ พื้นฐานดั้งเดิมมันได้ทับถมกันมาและปนๆกันอ่ะครับ ผมเลยสับสนมากๆ ถ้าเป็นพุทธเพียวๆนี่ ชอบมากครับ สู้ๆนะ
 



คิดแล้วก็น่าสงสารคนเหล่านั้นที่ต้องเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่น ทั้งๆที่ก็มีของดีอยู่กับตนอยู่แล้ว แต่เป็นเพราะความไม่รู้ การไม่ศึกษาถึงแก่นแท้ของพุทธ ทำให้คนเหล่านั้นเสียโอกาสดีๆไป ช่างน่าเศร้าใจจริงๆ

ที่มา(เป็นเว็บของชาวคริสต์นะครับ): http://www.jaisamarn.org/webboard/question.asp?QID=3131&Direct=go&PageNo=1
บันทึกการเข้า
พระวัดสามแยก
พระพันธกานต์ อภิปญฺโญ (ครูบาหม่าว)
พระ
.....
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2696




อ้างถึง
ไม่มีใครไหว้พระพุทธรูปแล้วคิดว่าเป็นพระพุทธเจ้าจริงๆหรอกครับ ถึงแม้คนที่เกิดทันกายเนื้อของพระพุทธเจ้า
ก็ไม่ได้ไหว้   เนื้อหนัง   เลือด   หรือกระดูก หรอกครับ    เรากราบไหว้  ความดีของท่าน ต่างหาก 

ขอพูดถึงแค่ประเด็นนี้ก็แล้วกัน   

ถ้าหากว่าชาวพุทธทุกคนคิดได้ - ทำได้   ดังที่ว่ามานี้    ก็เป็นสิ่งที่น่าจะอนุโมทนายินดีเป็นอย่างยิ่ง

เพราะว่าวัตถุทั้งหมดทั้งสิ้นในโลกธาตุทั้งหลาย    ไม่จำกัดเฉพาะแค่พระพุทธรูปทองเหลือง - ทองแดงเท่านั้น
ผู้ที่ศึกษาพุทธศาสนาได้ทั่วถึงดีเมื่อเห็นวัตถุใดๆก็ตาม
ก็สามารถที่จะน้อมระลึกนึกถึงพระธรรมคำสอนที่พระพุทธเจ้าตรัสได้
ก็สามารถจะระลึกถึงคุณงามความดีของพระพุทธเจ้าได้เหมือนกัน
เพราะธรรมที่พระพุทธเจ้าสอน      เมื่อว่ากันโดยย่อก็สรุปลงที่เรื่องของอนิจจัง - ทุกขัง - อนัตตาทั้งนั้น
วัตถุทั้งหมดในโลกทั้งหลาย     ก็เป็นสิ่งที่อยู่ภายใต้กฎของอนิจจัง - ทุกขัง - อนัตตาด้วย
เมื่อเห็นวัตถุใดๆก็น้อมพิจารณาถึงสภาพของมันตามความเป็นจริงคืออนิจจัง - ทุกขัง - อนัตตา   
อันนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องดี

แม้แต่อุจจาระหรือขี้    ถ้าผู้ที่ศึกษาพุทธศาสนามาทั่วถึงดีแล้ว   
ก็สามารถน้อมนำเอาประโยชน์จากอุจจาระหรือขี้นี้มาเป็นประโยชน์ต่อจิตใจได้
คือ  เมื่อเห็นขี้แล้วสามารถจะน้อมรำลึกถึงธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า   จนสามารถจะบรรลุมรรค - ผลก็มีตัวอย่างอยู่

แต่เมื่อเห็นขี้และสามารถพิจารณาความเป็นจริงของขี้จนบรรลุมรรค - ผล  ได้แล้ว
ก็จะต้องไม่หวงในขี้นั้น   ใครเขาจะมาทำลายขี้ - ทำความสะอาดขี้    ก็จะต้องไม่หวง - จะต้องไม่โกรธต่อผู้นั้น
เพราะเข้าใจดีว่า    วัตถุทั้งหมดรวมทั้งขี้นั้นไม่ใช่สิ่งที่จะยึดมั่นถือมั่นได้
อันนี้ต้องย้ำว่า     นี่คือวิถีของผู้ที่ศึกษาพุทธธรรมมาดีแล้ว

เรื่องตามตัวอย่างก็ตามนี้        เล่ม   16   หน้า   333

...ก็ในคืนนั้น   มนุษย์คนหนึ่ง   ถูกอุจจาระเบียดเบียนเอา   จึงถ่ายอุจจาระลงในผ้าสาฎกนั้น
ทิ้งผ้าสาฎกนั้นไว้ในกองขยะ.   
พระบังสุกูลิกเถระ (พระเถระผู้ใช้ผ้าบังสุกุลเป็นวัตร) 
เห็นผ้าสาฎกนั้นมีแมลงวันหัวเขียวรุมตอมอยู่    จึงประคองอัญชลี.
 

พระมหาเถระจึงถามว่า    ทำไมคุณจึงได้ประคองอัญชลีต่อกองอยากเยื่อเล่า.   

ก็ตอบว่า    ท่านขอรับผมมิได้ประคองอัญชลีต่อกองหยากเยื่อดอก     
ผมประคองอัญชลีต่อพระทศพลพระบิดาของผมต่างหาก 
 
ท่านขอรับ    การที่ภิกษุถือเอาผ้าบังสุกุล   ที่เขาห่มซากของนางปุณณทาสีแล้วทิ้งไว้   
ไล่ตัวสัตว์เล็ก ๆ     ประมาณทะนานหนึ่งออกมาจากป่าช้า  ทำได้ยาก.   

พระมหาเถระ  คิดว่า  การตรึกของภิกษุผู้ทรงผ้าบังสุกุลหมดจดแล้ว.     

แม้พระเถระผู้ทรงผ้าบังสุกุลยืนอยู่ในที่นั้นนั่นเอง  เจริญวิปัสสนาบรรลุผล  ๓
ถือเอาผ้าสาฎกผืนนั้นทำเป็นจีวรห่มไปยังปาจีนขัณฑราชีวิหาร   แล้วบรรลุพระอรหัตซึ่งเป็นผลชั้นเลิศ...


แต่ทีนี้ชาวพุทธเราเดี๋ยวนี้    ไม่ได้ศึกษาพุทธธรรมเพื่อที่จะให้ตัวเองเข้าใจในเรื่องของพุทธรูปตามความเป็นจริงเลย
ซึ่งความจริงตรงนี้เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้     เพราะชาวพุทธทั้งหลายก็ได้รับการปลูกฝังกันต่อๆมาว่า   
พระพุทธรูปคือตัวแทนพระพุทธเจ้า     ก็ได้รับรู้กันมาเพียงเท่านั้น   
เมื่อนานเข้าเรื่องวัตถุกับผู้ทีเ่รียกตัวเองว่าชาวพุทธนี่บานปลายไปเลย
เท่าที่เห็นนะ   ผู้ที่เรียกตัวเองว่าชาวพุทธนี่ไปกราบไปไหว้วัตถุทั้งหลายที่เขาเล่าลือกันว่าศักดิ์สิทธิ์อย่างนั้นขลังอย่างนี้
อย่างรูปเทวดา - พรหม - ยักษ์หรือแม้แต่หมูห้านิ้ว - ต้นกล้วยแปลกๆหน่อย - ควายที่มีรูปร่างประหลาดกว่าควายทั่วๆไป
ก็เห็นชาวพุทธแห่ไปกราบไหว้ขอให้ร่ำรวย - ขอให้โชดดี     บนบานกันสารพัดเรื่อง   
อันนี้คือเรื่องจริงของชาวพุทธที่ต้องยอมรับ

ซึ่งการเข้าใจของชาวพุทธในลักษณะนี้เป็นการเข้าใจศาสนาที่ผิดเพี้ยน - บิดเบือน   ไปจากหลักพุทธธรรมแล้ว
และตอนนี้ก็ไปไกลจนไม่รู้ว่าจะกู่กันกลับหรือเปล่า   ทั้งพระและโยมเพราะเห็นขยันหล่อ - ขยันแกะกันออกมาจัง
เพราะไปเข้าใจว่า   พระพุทธรูปคือตัวแทนของพุทธศาสนา   
ใครไปทำอะไรรุนแรงกับพุทธรูปต้องออกมาปกป้องกันจริงจัง

แต่พอตอนที่สำนักสอนศาสนาพุทธบางสำนัก    ซึ่งก็มีชื่อเสียงโด่งดังอยู่ในปัจจุบันนี้ด้วย (แต่ไม่อยากเอ่ยถึง)
สอนผิด - สอนเพี้ยน - สอนบิดเบือน   ไปจากหลักของพุทธศาสนาที่อ้างอิงได้จากพระไตรปิฎก
ก็ไม่เห็นว่าจะมีใครไปทำอะไร     หรือ    ไม่เห็นมีใครเรียกร้องให้ยุติการเผยแพร่ศาสนาธรรมที่ผิดๆนั้น
ก็ยังเห็นผู้คนเดินทางไปศึกษากันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง    ทั้งๆที่สอนผิดไปจากพระไตรปิฎกอย่างชัดเจน


อันนี้ก็แสดงให้เห็นว่าสังคมชาวพุทธเรา   พยายามพิทักษ์ปกป้อง - รักษา    พระพุทธรูป    กันอย่างจริงจัง
แต่ไม่ได้พยายามอย่างจริงจังที่จะศึกษาและพิทักษ์ปกป้อง - รักษา   พุทธธรรม   ให้มั่นคงอยู่ในจิตใจไปยาวนาน

เอาง่ายๆก็ได้    พระภิกษุสามเณรในเมืองไทยนี้    ต้องยอมรับว่าทำผิดพระวินัยของพระพุทธเจ้ากันเต็มบ้านเต็มเมือง
แต่ก็ไม่เห็นมีใครมาเรียกร้องให้พระ - เณร    ประพฤติปฏิบัติตัวตามศีลธรรมที่ถูกต้องอย่างจริงจังเลย
ทั้งๆที่พระวินัยนี้ก็หมายถึง   พุทธธรรม    อีกอันหนึ่งเหมือนกัน

แต่พระพุทธรูปที่ทำกันขึ้นมาและพยายามปกป้องกันอย่างสุดจิตสุดใจนั้น
ก็ต้องยอมรับอีกว่า   นี้เป็นเรื่องที่อยู่นอกไปจาก   พุทธธรรม   ชัดเจนตรงตัวแน่นอน



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 14 สิงหาคม , 2008 เวลา 06:11:01 AM โดย พระพันธกานต์ อภิปญฺโญ » บันทึกการเข้า
ssomchats
.
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14



จริงชาวพุทธ ที่กราบไหว้  พระพุทธรูป   ก็เชื่อพยามยามจะใช้ให้พระพุทธ ทำอะไรให้  ถูกไหมครับ
สมัยเด็กพ่อผมก็สอนให้ไหว้พระพุทธรูป  ผมก็ถามพ่อว่าไหว้ทำไม  พ่อตอบว่าให้ท่านคุ้มครองเราไงและให้อธิฐาน
ให้ท่านช่วยให้เราสมปรารถนา ไม่ให้มีโรคภัย...
พอโตขึ้นมาเราเองก็อธิฐาน ก็ขอให้มีเงินมีทอง   สมปรารถในเรื่องงาน  ความรัก
พอไม่สมหวังเสียใจ  ก็อยากหาสิ่งที่มองเห็นจับต้องได้   เป็นที่ระบายทุกข์  ก็ไหว้ทองเหลือง ปรับทุกข์
เพราะไม่มีเงินไม่อยากเจือหัวโล้นเดียวโดนไถเงินไล่เคราะห์  ขายพระเครื่องอีก  สมัยนี้มีมาก
พอเริ่มแก่ก็อยากหาบุญเพื่อโลกหน้า  หวังให้พระพุทธรูปพาไปสวรรค์     ซึ่งผิดถนัด   ติดในรูปก็อยู่ที่รูปนั้นไป

หลักพื้นฐานของธรรม   คือการห้ามใจ  ตัวผมเองเป็นเพราะความทุกข์  จากเรื่องงาน เงิน ความรัก
ทำให้เป็นทุกข์ ผมหาทางออกด้วยการศึกษาธรรม ไม่เสียเงิน     การสอนของหลวงพ่อเกษม ผมชอบมาก     
ธรรมที่ดีไม่ใช่คำสวยหรู  แค่คำง่ายยังเข้าใจยาก  ใช้คำดีมากแล้วจะเข้าใจได้ไง

พอออกจากรูปมันรู้สึก  แคว้งคว้าง  แปลกๆดี  ยอมรับว่า เมื่อเกิดความรู้สึกอ้างว้าง  ก็อยากกลับไปหาที่พึงที่มีรูปจับต้อง
ก็ต้องมาตั้งสติว่า  ไม่ใช่     ผมว่านี่แหละคือสาเหตุสำคัญที่  ชาวพุทธ   ยึดรูปเป็นที่พึ่ง

ทุกวันนี้ความรู้สึกหงุดหงิดก็ก่อกวนจิตใจ ก็อุทิศบุญ ก็ทำไม่ได้มาก   ถ้าทำงานเหนื่ยก็อุทิศน้อยทุกที คงต้องสู้อกหลายชาติกว่าจะ
ถึงที่หมาย  บุญที่ได้เกิดมาเรียนรู้
ก็หวังให้เหตุการณ์นี้คนตื่นตัว  คิดได้ว่า ธรรมของจริงเป็นอย่างไร 
บันทึกการเข้า
vvk
.
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1



จากบท:เขมาสรณทีปิกคาถา
(แปลแล้วว่า)
มนุษย์เป็นอันมาก เมื่อเกิดมีภัยคุกคามแล้ว ก็ถือเอาภูเขาบ้าง ป่าไม้บ้าง อารามและรุกขเจดีย์บ้าง เป็นสรณะ
นั่นมิใช่สรณะอันเกษมเลย นั่นมิใช่สรณะอันสูงสุด เขาอาศัยสรณะนั่นแล้ว ย่อมไม่พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้

ส่วนผู้ที่ถือเอาพระพุทธ-พระธรรม-พระสงฆ์ เป็นสรณะแล้ว เห็นอริยสัจคือ ความจริงอันประเสริฐ4 ด้วยปัญญาอันชอบ
คือเห็นความทุกข์..เหตุให้เกิดทุกข์..ความก้าวล่วงทุกข์เสียได้ และหนทางมีองค์8อันประเสริฐ เครื่องถึงความระงับทุกข์

นั่นแหละเป็นสรณะอันเกษม เป็นสรณะสูงสุด เขาอาศัยสรณะนั้นแล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้!!!...



แต่ก่อนก็สวดอย่างเดียว แต่พอเกิดสติ จากการฟังเทศน์จากหลวงพ่อ จึงกลับไปอ่านที่เคยสวดๆมาเป็นสิบๆปีดู
ดูและอ่านคำแปลอย่างตั้งใจ จึงค้นพบว่า พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้จากเราไปไหนเลย 2500กว่าปีมาแล้ว ท่านยังอยู่กับเราตลอดมา ท่านมิได้ทิ้งเราไปไหนเลย มีแต่เราต่างหากที่ทอดทิ้งท่าน วูบนึกถึงคำที่พระองค์ท่านตรัสไว้ว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา" ขึ้นมาทันที

ขอบคุณหลวงพ่อ และพี่น้องและเพื่อนๆญาติธรรมทุกๆท่าน ที่ทำให้ผมได้พบความสุขที่แท้จริงจากการเป็นชาวพุทธ
และขอบคุณที่ให้ผมได้รู้สึกเสมือนหนึ่งดังพระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่อีกครา
ซึ่งการบูชารูปหล่อใดๆก็ให้ความรู้สึกนี้ไม่ได้ จะรู้สึกได้ก็ต่อเมื่อบูชาพระธรรมเท่านั้น!!!

ขอบคุณครับ!


จาก:นายวีรวงศ์ กันตามระ จ.นนทบุรี
บันทึกการเข้า

ชนะอะไร ก็ไม่ยิ่งใหญ่เท่า..ชนะใจตนเอง!
Phonphat I.
...
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 123



นำข่าวสารมาฝากครับ กับรายการ เรื่องจริงผ่านจอ ค่ำคืนนี้
เรื่องย่อสัปดาห์นี้


ภาพการลบลู่  ย่ำยีพระพุทธรูปของพระสงฆ์ในสำนักสงฆ์วัดป่าสามแยก  จังหวัดเพชรบูรณ์กลายเป็นข้อพิพากษ์  และเริ่มมีการทะเลาะวิวาทกันจนบานปลายใหญ่โต  ทางรายการจึงส่งทีมงานเพื่อลงไปค้นหาความจริงในเรื่องนี้

เรื่องจริงผ่านจอ ออกอากาศทุกวันพฤหัสบดี ทางช่อง 7 เวลา 22.20 น.

ที่มา >>> http://www.thairealtv.com/thisweek/index.php
บันทึกการเข้า
กฤษณ์
..
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 61



ตอนนี้สถานการณ์ที่วัดเป็นไงบ้างครับ
สมาชิกท่านใดอยู่ขอนแก่นบ้างครับเนี่ย
บันทึกการเข้า
thanaphon2506
.
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 18


Place



 /\ /\ /\

ถ้าใครเคยพบเห็นชาวทิพย์

จะสามารถเข้าใจคำสอนของหลวงปู่ได้ง่ายขึ้นมาก

และจะทิ้งรูป....ได้...ในอนาคตอันใกล้
บันทึกการเข้า
สุทัศน์
ทั่งศิริ
ผู้ดูแลกระทู้
..
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 53



อ้างจาก: author=Greenshade link=topic=1233.msg11208#msg11208 date=1218597641
ขอถามท่านสมาชิกในเวปนี้ ซักสองสามข้อนะครับ

1.องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์จริง คือ อะไร

2.ถ้าท่านเจอ พระพุทธเจ้าองค์จริง พวกท่านจะยกมือไหว้หรือไม่?

3.ถ้าท่านไหว้ ร่างกายที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นเนื้อ กับ พระพุทธรูป ที่เป็นทองเหลืองต่างกันตรงไหน? (เพราะท่านเข้าใจว่าการไหว้พระพุทธรูป เป็นการไหว้ทองเหลือง)

4.เวลาท่านเห็นพระพุทธรูป ท่านนึกถึงอะไร?

5.ถ้าเห็นพระพุทธรูปครั้งไหน เรา นึกถึงความดี หลักธรรมคำสอนของ พระพุทธเจ้า แล้วกราบลงไป มันเป็นของไม่ดีตรงไหนครับ?


ไม่มีใครไหว้พระพุทธรูปแล้วคิดว่าเป็นพระพุทธเจ้าจริงๆหรอกครับ ถึงแม้คนที่เกิดทันกายเนื้อของพระพุทธเจ้า ก็ไม่ได้ไหว้ เนื้อหนัง เลือด หรือกระดูก หรอกครับ      เรากราบไหว้  ความดีของท่าน ต่างหาก   

การกราบไหว้พระพุทธรูป พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ทรงสอนก็จริง แต่ เป็นสิ่งที่พุทธศาสนิกชนที่เกิดไม่ทันกายเนื้อของท่าน สร้างขึ้น ด้วยแรง ด้วยใจศรัทธา ให้ใกล้เคียงองค์จริงที่สุด เพื่อหวังให้ลูกหลานได้รู้ว่าเคยมีมหาบุรุษเช่นนี้ในอดีต
ถึงเป็น วัตถุธาตุ ก็เป็น วัตถุที่ควรให้ความเคารพบูชา

สุดท้ายขอโทษด้วยครับ ที่ เข้ามาแสดงความคิดเห็น ซึ่งไม่ตรงกับข้อตกลงของทางเวป

ผมดีใจที่สมัยนี้คนฉลาด หันมาสนใจพุทธศาสนากันมากขึ้น



ผมเป็นสมาชิกเวปนี้ ขอตอบสักเล็กน้อยตามสติปัญญาน้อยๆครับ  เรื่องศาสนาและปรัชญานี่ยากที่จะหาข้อสรุป ได้ครับ

- เราพอจะรู้เรื่อง แหล่งน้ำต้นน้ำตามที่เคยศึกษากัน  ที่ไหลมาจากยอดเขาสูง ในป่าใหญ่ ว่าเกิดจากตาน้ำเล็กๆ ไหลลงสู่พื้นราบต่ำ เป็นลำธารเล็กๆ และไหลลงมาเป็น ลำคลอง – เป็นแม่น้ำ  แล้วเวลาเราดื่มน้ำใช้น้ำนั้น เราได้นึกถึงแหล่งต้นน้ำนั้นบ้างไหม..... (เหมือนเรากราบพระแล้วมีความสุขว่าพระคุ้มครอง ก็ได้แค่นั้น แต่ไม่ได้นึกถึงคำสอน)

- เรานำน้ำนั้นมาแปรรูป เป็นสิ่งต่างๆใช้กันทั้งอุปโภค และ บริโภค เช่น น้ำแข็งหลอดมีขนาดเล็ก-ขนาดใหญ่ รูปร่างต่างๆ บางคนชอบก้อนเล็กๆ บางคนชอบก้อนใหญ่ๆ แล้วเราได้นึกถึงตาน้ำจากแหล่งต้นน้ำลำธารนั่นไหม........[เหมือนที่เราสร้างพระพุทธรูปขายกันทั้งเล็กและใหญ่ ให้ทุกคนศรัทธา ก็ได้แค่นั้น แต่ก็ไม่ได้นึกถึงคำสั่ง(ธรรม-วินัย) ของพุทธองค์]

- ยามหน้าแล้งในพื้นที่ทำการเกษตร มีการแย่งชิงน้ำถึงกับต้องประหัดประหารกัน ใครๆก็รู้จักคุณค่าของน้ำนั้น ถ้าขาดน้ำแล้วพืชของเราต้องตายแน่  แต่มีใครได้ ระลึกถึงคุณค่าของตาน้ำนั่นไหม.......(เหมือนที่กำลัง ทั้งถกและเถียงกันในเรื่องพุทธรูป แต่ก็ยังไม่เอา ธรรม-วินัย ของพุทธองค์)
แล้วมีคนจำนวนเท่าไหร่ที่อยากจะรักษาตาน้ำนั้น ........

 ผมซาบซึ้งในคุณค่าของพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ พระมหากรุณาธิคุณ ของพระพุทธองค์ จึงอยากจะรักษาคุณทั้งหลายนี้ไว้ให้ลูกหลาน  ให้เหมือนกับรักษาแหล่งต้นน้ำไว้ให้ลูกหลานเช่นกัน แต่เดียวนี้ติดรูปลักษณะของน้ำมากกว่าคิดถึงคุณค่าของแหล่งต้นน้ำว่ามีมาอย่างไรลักษณะอย่างไร ดำเนินมาอย่างไร แหล่งต้นน้ำจึงได้ถูกทำลายมากถึงขนาดนี้ นะครับ
บันทึกการเข้า


            ดูกรอานนท์
            ความเป็นผู้มีมิตรดี
            มีสหายดี
            มีจิตน้อมไป ในคนที่ดี
            นี้เป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้นทีเดียว
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 11   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: