หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
หน้า: 1 ... 4 5 [6]   ลงล่าง
ผู้เขียน หัวข้อ: นานาสาระพัดเรื่อง(ทุกข์)ของมนุษย์....ช่วยด้วยการอุทิศบุญ  (อ่าน 29875 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ศศินาฏ
แสงแก้ว
...
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 107




         สวัสดีค่ะ พบกันอีกครั้ง
เพื่อให้การเล่าครังนี้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นจึงขอเล่าต่อจากคราวที่แล้วนะค๊ะ
วันนี้จะพูดถึงคำว่าสัจจะอธิษฐาน ซึ่งหลวงปู่จะสอนให้เรานำมาใช้เมื่อเวลาคับขับ

สัจจะ   1. ความจริงมี ๒ คือ ๑ สมมติสัจะ จริงโดยสมมติ เช่น คน พ่อค้า ปลา แมว โต๊ะ เก้าอี้
           2.ความจริงคือ จริงใจ ได้แก่ซื่อสัตย์ จริงวาจา ได้แก่ พูดจริง และ จริงการได้แก่ ทำจริง
(ข้อ๑ในฆราวาสธรรม ๔, ข้อ ๒ ในอธิษฐานธรรม๔,ข้อ ๔ ในเบญจธรรม, ข้อ ๗ ในบารมี ๑o)

พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์( ชำระ- เพิ่มเติมช่วงที่ ๑) หน้า 422/1
 
สัจกิริยา    “การกระทำสัจจะ” การใช้สัจจะเป็นอานุภาพ การยืนยันเอาสัจจะคือความจริงใจ คำสัตย์ หรือภาวะที่เป็นจริงของตนเอง
เป็นกำลังอำนาจที่จะคุ้มครองรักษาหรือให้เกิดผลอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ที่พระองคุลิมาลกล่าวแก่หญิงมีครรภ์ว่า
“ดูก่อนน้องหญิง ตั้งแต่อาตมาเกิดแล้วในอริยชาติ มิได้รู้สึกเลยว่าจะจงใจปลงสัตว์เสียจากชีวิต
ด้วยสัจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่าน ขอความสวัสดีจงมีแก่ครรภ์ของท่านเถิด” 
แล้วหญิงนั้นได้คลอดบุตรง่ายดายและปลอดภัย (คำบาลีของข้อความนี้ ได้นำมาสวดกันในชื่อว่า อังคุลิมาลปริต)

และเรื่องในวัฏฏกชาดกที่ว่า ลูกนกคุ่มอ่อน ถูกไฟป่าล้อมใกล้รังเข้ามา ตัวเองยังบินไม่ได้ พ่อนกแม่นกก็บินหนีไปแล้ว
จึงทำสัจกิริยา อ้างวาจาสัตย์ของตนเป็นอานุภาพ ทำให้ไฟป่าไม่ลุกลามเข้ามาที่นั้น (เป็นที่มาของวัฏฏกปริตที่สวดกันในปัจจุบัน),
ในภาษาบาลีสัจกิริยานี้เป็นคำหลัก บางแห่งใช้สัจจาธิฏฐานเป็นคำอธิบายบ้าง แต่ในภาษาไทยมักใช้คำว่าสัตยาธิษฐาน
ซึ่งเป็นรูปสันสกฤตของ สัจจาธฏฐาน;  ดูสัจจาธิฏฐาน ,สัตยาธิษฐาน

พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์( ชำระ- เพิ่มเติมช่วงที่ ๑) หน้า 421/4
สัจจาธิฏฐาน 1. ที่มั่นคือสัจจะ, ธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจให้เป็นฐานที่มั่น คือสัจจะ, ผู้มีสัจจะเป็นฐานที่มั่น  (ข้อ ๒ ในอธิษฐาน ๔);ดู อธิษฐานธรรม
                   2.  การตั้งความจริงเป็นหลักอ้าง, ความตั้งใจมั่นแน่วให้เกิดผลอย่างใดอย่างหนึ่ง  โดยอ้างเอาสัจจะของตนเป็นกำลังอำนาจตรงกับคำว่า
                        สัจกิริยา แต่ในภาษาไทยมักใช้คำว่าสัตยาธิษฐาน; ดู สัจกิริยา สัตยาธิษฐาน                                                                                                                     

พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์( ชำระ- เพิ่มเติมช่วงที่ ๑) หน้า 422/19

และจะขอนำหลักฐานการทำสัจจะอธิษฐานจากพระไตรปิฎกตามรายละเอียดต่อไปนี้

หนิง_ศรุตยา:
     /\  สำหรับผู้ที่วิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องของหลวงพ่ออยู่ในขณะนี้  ให้อ่าน....


๑. ร่วมกันกระทำสัจจอธิษฐานเพื่อช่วยผู้อื่น (มัณฑัพยชาดก)

เล่ม 59  หน้า 835

         ในอดีตกาล    พระราชาทรงพระนามว่า โกสัมพิกะ  ครองราชสมบัติอยู่ในพระนครโกสัมพีแคว้นวังสะ 
ครั้งนั้น   นิคมแห่งหนึ่งมีพราหมณ์สองคนมีสมบัติคนละ  ๘๐ โกฏิ(แปดร้อยล้าน)   เป็นสหายรักกัน  เห็นโทษในกามคุณ 
(ได้)ให้ทานเป็นการใหญ่  แล้วทั้ง  ๒  ก็ละกาม   ทั้ง ๆ ที่มหาชนกำลังร้องไห้คร่ำครวญอยู่ 
ได้ออกไปสร้างอาศรมบวชอยู่ในถิ่นหิมพานต์  เที่ยวแสวงหาเผือกมันผลไม้เลี้ยงชีพอยู่ ๕ ปี     ยังไม่สามารถทำฌานให้เกิดขึ้นได้

          ครั้นล่วงไป  ๕๐  ปี  เพื่อต้องการจะเสพรสเค็มรสเปรี้ยวจึงเที่ยวไปตามชนบทถึงแคว้นกาสี.   ณ  หมู่บ้านแห่งหนึ่งในแคว้นกาสีนั้น 
ท่านทีปายนดาบสมีสหายคฤหัสถ์อยู่คนหนึ่ง  ชื่อมัณฑัพยะ ทั้งสองดาบสได้ไปเยี่ยมเขา     เขาเห็นสองดาบสนั้นแล้วก็มีความยินดี       
สร้างบรรณศาลาถวายแล้วบำรุงด้วยปัจจัย ๔           สองดาบสอยู่ที่นั้น ๓, ๔ พรรษา        แล้วลานายมัณฑัพยะ     เที่ยวจาริกไปถึงเมืองพาราณสี       
อาศัยอยู่ในอธิมุตติกสุสาน    ทีปายนดาบสอยู่  ณ ที่นั้นพอควรแก่อัธยาศัยแล้ว  ก็กลับไปสู่สำนักสหายนั้นอีก  แต่มัณฑัพยะดาบสยังอยู่ที่ป่าช้า นั่นเอง.

         อยู่มาวันหนึ่ง   โจรคนหนึ่งขโมยของภายในเมือง  ถือเอาทรัพย์ออกไป  เมื่อเจ้าของเรือนและเจ้าหน้าที่ตื่นขึ้นรู้ว่าขโมย  ก็พากันตามจับ(โจร)
จึงหนีออกทางท่อน้ำ    รีบวิ่งเข้าป่าช้าทิ้งห่อทรัพย์ไว้ที่ประตูบรรณศาลาแห่งพระดาบสแล้วหนีไป  พวกมนุษย์ที่ตามจับเห็นห่อทรัพย์เข้า
จึงคุกคาม(ดาบส)ว่าไอ้ชฎิลร้าย  กลางคืนเจ้าเที่ยวขโมยเขา  กลางวันทำถือเพศดาบสอยู่   (แล้วจึง)ทุบตีแล้วจับตัวนำส่งพระราชา     
พระราชาไม่ทรงพิจารณาก่อน  รับสั่งให้ราชบุรุษเอาตัวไปเสียบหลาวเสีย    พวกราชบุรุษนำตัวไปเสียบหลาวไม้ตะเคียนที่ป่าช้านั้น   
เสียบหลาวไม่เข้า    จึงเปลี่ยนเอาหลาวไม้สะเดาเสียบก็ไม่เข้าอีก   เอาหลาวเหล็กเสียบก็ไม่เข้า   ดาบสจึงใคร่ครวญดูบุพกรรมของตน   
ลำดับนั้น   ท่านก็เกิดญาณเครื่องระลึกชาติได้   ใช้ญาณนั้นใคร่ครวญดูก็ได้รู้แล้ว

    *ถามว่า     ก็อะไรเป็นบุพกรรมของท่าน
      ตอบว่า    การเอาหนามไม้ทองหลางเสียบแมลงวัน    เป็นบุพกรรมของท่าน 
                    นัยว่า  ในภพก่อนท่านเกิดเป็นบุตรนายช่างไม้  ไปถากไม้กับบิดา   
                    จับแมลงวันมาตัวหนึ่งแล้วเอาหนามไม้ทองหลางมาเสียบ   บาปกรรมนั้นเองมาถึงเข้า

         ท่านรู้ตัวว่า   ไม่อาจพ้นบาปกรรมนี้ได้   จึงได้กล่าวกะราชบุรุษว่า    ถ้าท่านต้องการจะเอาหลาวเสียบเราจงเอาหลาวไม้ทองหลาง   
พวกราชบุรุษก็กระทำตาม   เสียบเข้าแล้วก็วางคนซุ่มรักษาอยู่แล้วหลีกไป  พวกที่ซุ่มรักษาอยู่ได้คอยดูผู้ที่จะมาหาดาบส.

          ครั้งนั้น  ทีปายนดาบสคิดว่า เราไม่ได้พบสหายนานแล้ว จึงมาสำนักของท่านมัณฑัพยะดาบส (แล้วก็) ได้ฟังข่าว
ในระหว่างทางในวันนั้นเองว่า  มัณฑัพยะดาบสถูกหลาวเสียบ   ก็ไป  ณ  ที่นั้นแล้วยืนอยู่   ณ  ส่วนข้างหนึ่งถามว่า
          เพื่อน  !  ท่านได้ทำผิดอย่างไรหรือ ?       เมื่อดาบสนั้นตอบว่า   เราไม่ได้ทำผิด

          จึงถามว่า     ท่านอาจจะรักษาใจตนไม่ให้มีความขุ่นเคืองได้หรือไม่  ?
          มัณฑัพยะดาบสตอบว่า   เพื่อน  !   ผู้ที่จับเรามาส่งพระราชาเรามิได้มีใจขุ่นเคืองเลย

          ทีปายนดาบสกล่าวว่า  เมื่อเป็นเช่นนั้นร่มเงาของผู้มีศีลเช่นท่านเป็นความสุขสำหรับเรา  แล้วเข้าไปนั่งพิงหลาวอยู่   
หยาดโลหิตที่ออกจากตัวมัณฑัพยะดาบสก็หยดลงต้องทีปายนดาบส  หยาดโลหิตเหล่านั้นหยดลงที่สรีระอันมีสีดุจทอง แห้งดำไปทั้งตัว 
ตั้งแต่นั้นมา   ท่านจึงได้นามเริ่มต้นว่ากัณหทีปายนะ   ท่านนั่งพิงหลาวนั้นเองตลอดคืนยังรุ่ง 
วันรุ่งขึ้นพวกคนรักษาจึงไปกราบทูลเหตุการณ์นั้นแต่พระราชา

           พระราชาทรงพระดำริว่า  เรื่องนี้เราทำลงไปโดยไม่พิจารณา จึงรีบเสด็จไปที่นั้น  แล้วตรัสถามทีปายนดาบสว่า   
ดูก่อนบรรพชิต   เหตุไรท่านจึงนั่งพิงหลาวอยู่ ?

           ทีปายนดาบสตอบว่า    มหาบพิตร    อาตมภาพนั่งรักษาดาบสนี้อยู่   ก็มหาบพิตรทรงทราบแล้วหรือว่าดาบสนี้ทำผิดหรือไม่ได้ทำผิด
จึงได้ลงพระราชอาญาอย่างนี้

           พระราชาตรัสบอกว่าลงโทษไปโดยไม่พิจารณา   พระดาบสจึงกล่าวแก่พระราชาว่ามหาบพิตร     
 ธรรมดาพระราชาควรจะพิจารณาก่อนแล้วจึงทำการ  ดังนี้    แล้วแสดงธรรมว่า     คฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม     
ถ้าเป็นคนเกียจคร้านแล้วไม่ดีดังนี้เป็นต้น.

            พระราชาทรงทราบว่า   มัณฑัพยะดาบสไม่มีความผิดจึงรับสั่งให้ถอนหลาวออก  พวกราชบุรุษไม่สามารถจะถอนหลาวออกได้

            มัณฑัพยะกราบทูลพระราชาว่า   มหาบพิตร   อาตมภาพถึงความพินาศย่อยยับอย่างนี้ด้วยอำนาจกรรมที่ได้ทำไว้แต่ปางก่อน   
ไม่มีใครอาจถอนหลาวออกจากตัวอาตมภาพได้    ถ้าพระองค์มีพระราชประสงค์จะพระราชทานชีวิตแก่อาตมภาพไซร้   
ก็จงโปรดให้เอาเลื่อยมาตัดหลาวนี้ให้เสมอหนัง    พระราชารับสั่งให้การทำตามนั้น      ภายในร่างกายได้มีหลาวอยู่ภายในเรื่อยมา.

           *ได้ยินว่า  ครั้งนั้นดาบสนั้นเอาหนามทองหลางเรียว ๆเสียบก้นแมลงวัน  หนามทองหลางติดอยู่ในตัวแมลงวัน
แต่แมลงวันไม่ตายเพราะถูกเสียบ    ตายเมื่อหมดอายุของตน    ฉะนั้น   ดาบสนี้จึงไม่ตาย

           พระราชาทรงนมัสการพระดาบสทั้งสองให้ขมาโทษแล้ว  นิมนต์ให้อยู่ในพระราชอุทยาน   ทรงบำรุงแล้ว 
ตั้งแต่นั้นมามัณฑัพยะดาบสได้ชื่อเติมหน้าว่า    อาณิมัณฑัพยะ   ท่านอาศัยพระราชาอยู่ในพระราชอุทยานนั้น   
ส่วนทีปายนดาบสรักษาแผลมัณฑัพยดาบสหายดีแล้ว   (ได้กลับ)ไป(ยัง)สำนักนายมัณฑัพยะผู้เป็นสหายคฤหัสถ์ของตน.

           บุรุษผู้หนึ่งเห็นทีปายนดาบสนั้นเข้าไปสู่บรรณศาลา   จึงบอกแก่นายมัณฑัพยะผู้เป็นสหาย  นายมัณฑัพยะนั้นได้ฟังข่าวก็ยินดี   
พาบุตรภรรยาถือเครื่องสักการะมีของหอมดอกไม้และเครื่องลูบไล้เป็นต้น  เป็นอันมากไปสู่บรรณศาลา  ไหว้ทีปายนดาบสแล้ว  ล้างเท้าทาน้ำมันให้   
ถวายน้ำปานะให้ดื่มแล้วนั่งฟังข่าวอาณิมัณฑัพยะดาบส   ครั้งนั้นบุตรของเขาชื่อยัญญทัตตกุมารเล่นลูกข่างอยู่ในที่สุดที่จงกรม  ก็ที่จอมปลวกแห่งหนึ่ง
ใกล้บรรณศาลานั้น      มีอสรพิษตัวหนึ่งอาศัยอยู่   ลูกข่างที่กุมารปาเหนือพื้นดินได้(ตก)เข้าไปถูกศีรษะอสรพิษในโพรงจอมปลวก   
กุมารนั้นไม่รู้จึงเอามือล้วงเข้าไปในโพรง     ครานั้นอสรพิษเดือดดาลเขาจึงกัดเอามือ  เขาสลบล้มลง ณ ที่นั้นด้วยกำลังอสรพิษ

            ลำดับนั้น มารดาบิดารู้ว่าลูกถูกอสรพิษกัดจึงยกกุมารขึ้น แล้วอุ้มมาที่พระดาบสให้นอนลงแทบเท้า แล้วกล่าวว่า
ท่านเจ้าข้า   ธรรมดาบรรพชิตย่อมจะรู้โอสถหรือปริตร    ขอท่านได้โปรดทำบุตรของข้าพเจ้าให้หายโรคเถิด   
พระดาบสกล่าวว่า เราไม่รู้โอสถ  เราเป็นบรรพชิตจักทำเวชกรรมไม่ได้   พระดาบสถูกเขาขอร้องว่า 
ถ้าเช่นนั้น ขอท่านได้ตั้งเมตตาในกุมารทำสัตยาธิษฐานเถิด   จึงรับว่า    ดีแล้วเราจักทำสัจกิริยาแล้ววางมือลงที่ศีรษะยัญญทัตตกุมาร

แล้วได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-

                  เราเป็นผู้มีความต้องการบุญได้มีจิตเลื่อมใสประพฤติพรหมจรรย์อยู่เพียง   ๗    วันเท่านั้น
                  ต่อจากนั้นมา  แม้เราจะไม่มีความใคร่บรรพชา ก็ทนประพฤติพรหมจรรย์ของเราอยู่ ได้ถึง  ๕๐  กว่าปี
                  ด้วยความสัตย์อันนี้  ขอความสวัสดีจงมีแก่ยัญญทัตตกุมาร พิษจงคลายออก  ยัญญทัตตกุมารจงรอดชีวิตเถิด.

พร้อมกับสัจกิริยา  พิษในกายตอนบนของยัญญทัตตกุมารก็ตกเข้าแผ่นดินหมด กุมารลืมนัยน์ตาขึ้นดูมารดาบิดาเรียกว่า แม่ แล้วพลิกนอน.

            ลำดับนั้น   กัณหทีปายนดาบสจึงกล่าวกะบิดาของกุมารนั้นว่า  กำลังของเรา    เราทำได้เท่านั้น     
ท่านจงทำกำลังของตนบ้างเถิด   เขากล่าวว่า   เราจักทำสัจกิริยาบ้าง  แล้ววางมือลงที่หน้าอกบุตร     จึงได้กล่าวคาถาที่  ๒  ว่า :-

                   เพราะเหตุที่เราเห็นแขกในเวลาที่มาถึงบ้านเพื่อจะพักอยู่  บางครั้งไม่พอใจจะให้พักเลย
                   แม้สมณพราหมณ์ผู้เป็นพหูสูต  ก็ไม่ทราบความไม่พอใจของเรา  แม้เราไม่ประสงค์จะให้ก็ให้ได้
                   ด้วยความสัตย์นี้ ขอความสวัสดี    จงมีแก่ยัญญทัตตกุมาร    พิษจงคลายออก  ยัญญทัตตกุมารจงรอดชีวิตเถิด.

             เมื่อบิดาทำสัจกิริยาอย่างนี้แล้ว  พิษในกายตอนเหนือสะเอวก็ตก  เข้าแผ่นดิน   กุมารลุกขึ้นนั่งได้แต่ยังยืนไม่ได้   
ลำดับนั้น  บิดาได้กล่าวกะมารดาของกุมารนั้นว่า   ที่รัก   เราได้ทำกำลังของเราแล้ว    ทีนี้เจ้าจงทำสัจกิริยาให้บุตรลุกขึ้นเดินได้ 

             มารดากล่าวว่า  ข้าแต่นายความสัตย์ของฉันก็มีอยู่อย่างหนึ่งแต่ไม่อาจกล่าวต่อหน้านาย   บิดากล่าวว่า  อย่างไร ๆก็กล่าวไปเถอะที่รัก   
จงทำบุตรของเราให้หายโรค   นางรับคำว่า   ดีแล้ว

เมื่อกระทำสัจกิริยา   จึงได้กล่าวคาถาที่  ๓  ว่า  :-

                     ลูกรัก      อสรพิษที่ออกจากโพรงกัดเจ้านั้นมีเดชมากไม่เป็นที่รักของแม่ในวันนี้เลย     
                     อสรพิษนั้นกับบิดาของเจ้า    ไม่แปลกกันเลย  ด้วยความสัตย์นี้     
                     ขอความสวัสดี     จงมีแก่ยัญญทัตตกุมาร  พิษจงคลายออก   ยัญญทัตตกุมารจงรอดชีวิตเถิด.

              พร้อมกับสัจกิริยา  พิษทั้งหมดก็ตกลงเข้าแผ่นดิน  ยัญญทัตตเมื่อร่างกายหมดพิษแล้วลุกขึ้นเริ่มจะเล่นต่อไป ... 


หนิง_ศรุตยา:
    ๒.ร่วมกันอธิษฐานเพื่อช่วยผู้อื่น  (สุวรรณสามจริยา)

        เล่ม 74   หน้า 525
     
            ในครั้งอดีตได้มีบ้านพรานบ้านหนึ่งใกล้ฝั่งแม่น้ำไม่ไกลจากกรุงพาราณสี.     ณ  บ้านนั้น  มีบุตรของพรานหัวหน้า   
ชื่อว่า  ทุกูละ.     แม้ใกล้ฝั่งแม่น้ำนั้นก็ได้มีบ้านพรานอีกบ้านหนึ่ง.   ณ   บ้านนั้นมีลูกสาวของพรานหัวหน้า   ชื่อว่า  ปาริกา.

            ทั้งสองนั้นเป็นสัตว์บริสุทธิ์มาจากพรหมโลก.    เมื่อทั้งสองเจริญวัยทั้ง ๆ ที่ไม่ปรารถนา     แต่มารดาบิดาก็จัดการสมรสให้จนได้.       
ทั้งสองก็มิได้ก้าวลงสู่สมุทรคือกิเลส    คือไม่ร่วมประเวณี    อยู่ร่วมกันดุจพวกพรหมฉะนั้น.   ทั้งไม่ทำกรรมของพรานด้วย.

        ครั้งนั้น  มารดาบิดากล่าวกะทุกูละว่า  ลูกรักลูกไม่ทำกรรมของพราน
        (ทุกูละตอบว่า)   ลูกไม่ปรารถนาอยู่ครองเรือน
        มารดาบิดากล่าวว่า   ลูกจะทำอะไร ?
        ทุกูละกล่าวว่า   เมื่อพ่อแม่อนุญาต   ลูกจะขอบวช.
        มารดาบิดากล่าวว่า  ถ้าเช่นนั้นลูกจงบวชเถิด.
      
            ชนทั้งสองจึงเข้าป่าหิมวันตประเทศ      ไปถึงที่ที่แม่น้ำมิคสัมมตาไหลลงจากหิมวันตประเทศถึงแม่น้ำคงคา   
เลยแม่น้ำคงคามุ่งหน้าไปแม่น้ำมิคสัมมตา    จึงพากันขึ้น.

             ในกาลนั้น   ภพของท้าวสักกะแสดงอาการร้อน    ท้าวสักกะทรงทราบเหตุนั้น  จึงมีเทวบัญชาให้วิษณุกรรมไปสร้างอาศรม ณ ที่นั้น.   
ทั้งสองไปถึงอาศรมนั้น      แล้วบวชอาศัยอยู่เจริญ   เมตตาเป็นกามาวจร   ณ  อาศรมที่ท้าวสักกะทรงประทาน   
แม้ท้าวสักกะก็เสด็จมาบำรุงสองสามีภริยานั้น.
 
            วันหนึ่ง  ท้าวสักกะทรงทราบว่า จักษุของสามีภริยาจักเสื่อม    จึงเสด็จเข้าไปหาแล้วตรัสว่า     
ท่านผู้เจริญจักษุของท่านทั้งสองจะได้รับอันตราย  ควรได้บุตรไว้ดูแล    ข้าพเจ้าทราบว่าท่านทั้งสองมีใจบริสุทธิ์     
เพราะฉะนั้น   ในขณะที่นางปาริพาชิกามีระดู   พระคุณท่านเอามือลูบคลำท้องน้อย  ด้วยอาการอย่างนี้ บุตรของท่านจักเกิด 
บุตรนั้นจักบำรุงท่านทั้งสอง    ดังนี้แล้วเสด็จกลับ.

            ทุกูลบัณฑิตบอกเหตุนั้นแก่นางปาริกา   ในขณะที่นางปาริกามีระดู  จึงลูบคลำท้องน้อย.
ในกาลนั้น  พระโพธิสัตว์จุติจากเทวโลกถือปฏิสนธิในครรภ์ของนางปาริกา.     ครั้นล่วงไป  ๑๐  เดือน   
นางปาริกาก็คลอดบุตรมีผิวพรรณดุจทองคำ   จึงตั้งชื่อว่า   สุวรรณสาม.

            มารดาบิดาเลี้ยงดูสุวรรณสามนั้นเจริญมีอายุได้ ๑๖ ปี  ให้สุวรรณสามนั่งในอาศรมตนเองไปหารากไม้และผลาผลในป่า.

            อยู่มาวันหนึ่ง    เมื่อฝนตกไม่ไกลจากอาศรมบท    น้ำปนกลิ่นเหงื่อจากร่างกายของมารดาบิดา    ซึ่งถือผลไม้ในป่า
แล้วกลับเข้าไปยังโคนต้นไม้ยืนอยู่บนยอดจอมปลวก    (น้ำเหงื่อ)หล่นลงยังดั้งจมูกของอสรพิษซึ่งอยู่ในปล่องจอมปลวกนั้น   
อสรพิษโกรธจัด   จึงพ่นพิษออกมา    (ทำให้)ทั้งสองตาบอด..ร้องคร่ำครวญ.

            ลำดับนั้น  พระโพธิสัตว์  คิดว่า  มารดาบิดาของเราช้าเหลือเกิน    มารดาบิดาจะเป็นอย่างไรหนอ  ?   
จึงเดินสวนทางแล้วทำเสียง.    มารดาบิดาจำเสียงของสุวรรณสามได้  จึงทำเสียงตอบรับ ด้วยความรักในบุตรจึงห้ามว่า   
พ่อสุวรรณสามตรงนี้มีอันตราย    อย่ามาเลยลูก    แล้วตนเองก็(ออก)มาพบตามกระแสเสียง.

            สุวรรณสาม   ถามว่า   เพราะเหตุไร  จักษุทั้งสองข้างจึงบอด ?  พอมารดาบิดาพูดว่า  ไม่รู้ซิลูก     
เมื่อฝนตกพ่อและแม่ก็ยืนอยู่บนยอดจอมปลวกใกล้ต้นไม้   ต่อจากนั้นก็มองไม่เห็นเลย   เท่านั้นสุวรรณสามก็รู้ทันทีว่า   
ที่จอมปลวกนั้นมีอสรพิษ   มันคงโกรธจึงพ่นพิษใส่.

            ลำดับนั้น  สุวรรณสาม   กล่าวว่า  พ่อแม่อย่าคิดอะไรเลย     ลูกจักบำรุงพ่อและแม่เอง   แล้วนำมารดาบิดาไปอาศรม   
ผูกเชือกไว้ในที่ที่มารดาบิดาเดินไปมา   มีที่พักกลางวัน   และที่พักกลางคืนเป็นต้น.   
ตั้งแต่นั้นมา  สุวรรณสามจึงให้มารดาบิดาอยู่ในอาศรม  (แล้วตนเองได้ไป)นำรากไม้และผลาผลในป่ามาเลี้ยงดูมารดาบิดา

หนิง_ศรุตยา:
           (ถึง) ตอนเช้าตรู่ก็กวาดที่อยู่    นำน้ำดื่มมาให้    ตั้งของบริโภคไว้   ให้ไม้สีฟันและน้ำล้างหน้า    แล้วให้ผลาผลที่มีรสอร่อย.   
เมื่อมารดาบิดาบ้วนปาก(แล้ว  คือมารดาบิดากินเสร็จแล้ว)ตนเองจึงบริโภค   ไหว้มารดาบิดาแล้วก็นั่งอยู่ใกล้ ๆ มารดาบิดานั่นเอง   
ด้วยคิดว่า   มารดาบิดาจะสั่งอะไรบ้าง

           และโดยพิเศษได้แผ่เมตตาไว้มาก  ด้วยเหตุนั้นสัตว์ทั้งหลาย  จึงไม่รบกวนสุวรรณสาม.     พระโพธิสัตว์ไม่รบกวนสัตว์ทั้งหลาย   
เหมือนอย่างที่สัตว์ทั้งหลายไม่รบกวนพระโพธิสัตว์   พระโพธิสัตว์ทั้งไปทั้งมาสู่ป่า  เพื่อผลาผลทุก  ๆ  วันอย่างนี้    จึงได้แวดล้อมไปด้วยฝูงเนื้อ.     
แม้สัตว์ที่เป็นศัตรูมีราชสีห์และเสือโคร่งเป็นต้น     ก็คุ้นเคยเป็นอย่างดียิ่งกับพระโพธิสัตว์.     
ก็ด้วยอานุภาพแห่งเมตตา    สัตว์เดียรัจฉานทั้งหลายได้ความเป็นผู้มีจิตอ่อนโยนต่อกันและกัน   ในที่อยู่ของพระโพธิสัตว์นั้น 
ด้วยประการฉะนี้   พระโพธิสัตว์นั้นด้วยอานุภาพแห่งเมตตาในที่ทั้งปวงจึงเป็นผู้ไม่กลัว  ไม่หวาดสะดุ้ง  ไม่มีเวร  อยู่ดุจพรหม.   
ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-

         เรากับราชสีห์และเสือโคร่งในป่าใหญ่ต่างน้อมเมตตาเข้าหากัน.
         เราแวดล้อมด้วยราชสีห์   เสือโคร่ง   เสือเหลือง   หมี    กระบือ   
         กวาง   และหมู   อยู่ในป่า.

         สัตว์อะไร ๆ มิได้สะดุ้งกลัวเรา  แม้เราก็มิได้กลัวสัตว์อะไร. 
         เพราะเราอันกำลังเมตตา ค้ำจุน  จึงยินดีอยู่ในป่าในกาลนั้น.


            อนึ่ง   พระมหาสัตว์แผ่เมตตาไปในสรรพสัตว์อย่างนี้   เลี้ยงดูมารดาบิดาเป็นอย่างดี   
วันหนึ่งจะนำผลาผลมีรสอร่อยมาจากป่า   จึงไหว้มารดาบิดาซึ่งพักอยู่ที่อาศรม   คิดว่า  เราจักหาน้ำมา   แวดล้อมด้วยฝูงเนื้อ 
 ให้เนื้อสองตัวมารวมกัน    แล้ววางหม้อน้ำไว้บนหลังเนื้อทั้งสองเอามือคอยจับไว้    แล้วไปท่าน้ำ.

            ในสมัยนั้น   พระราชาพระนามว่า   กปิลยักษ์ครองราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี.   
พระองค์อยากเสวยเนื้อกวาง   จึงมอบราชสมบัติไว้กะมารดา   สอดอาวุธทั้ง ๕ เสด็จเข้าป่าหิมพานต์  (เพื่อ)ล่ากวาง  แล้วเสวยเนื้อ   
(ได้)เสด็จเที่ยวไปถึงแม่น้ำมิคสัมมตา   ถึงท่าที่สุวรรณสามไปเอาน้ำโดยลำดับ   ทรงเห็นรอยเท้ากวางจึงเสด็จตามไป   
ทรงเห็นสุวรรณสามเดินไป  ทรงดำริว่า     ตลอดกาลเพียงเท่านี้    เรายังไม่เคยเห็นมนุษย์เที่ยวไปอย่างนี้เลย       
มนุษย์ผู้นี้จะเป็นเทวดาหรือนาคหนอ   หากเราเข้าไปถาม  ก็จะหนีไปทันที.  ดังนั้นถ้ากระไร    เรายิงมนุษย์นั้นทำให้หมดกำลังแล้วจึงถาม

             ในขณะที่พระมหาสัตว์อาบน้ำ   (แล้ว)นุ่งผ้าเปลือกไม้   กระทำหนังเสือเหลืองเฉวียงบ่า    ตักน้ำเต็มหม้อน้ำ   
แล้วยกขึ้นตั้งไว้ที่จะงอยบ่าข้างซ้าย  พระราชาทรงดำริว่า  บัดนี้ได้เวลายิงแล้ว  จึงยิงพระมหาสัตว์ที่ข้างขวาด้วยลูกศรอาบยาพิษ   
ลูกศรทะลุออกข้างซ้าย  ฝูงกวางรู้ว่าพระโพธิสัตว์ถูกยิง   ต่างก็กลัวพากันหนีไป.

              ส่วนสามบัณฑิต    แม้ถูกยิงแล้วก็มิได้ตระหนกตกใจ   คงแบกหม้อน้ำอยู่อย่างนั้น    ตั้งสติค่อยๆ ยกลง   
(แล้ว)เกลี่ยทรายวางไว้   กำหนดทิศทางนอนหันศีรษะไปทางทิศที่อยู่ของมารดาบิดา.   บ้วนโลหิตออกจากปาก   
แล้วกล่าวว่า    เราไม่มีเวรกะใคร ๆ    ชื่อว่า   เวรในที่ไหน ๆ  ก็ไม่มีแก่เรา    แล้วกล่าวคาถานี้ว่า 

                     ใครหนอยิงเราผู้เผลอกำลังแบกน้ำ   ด้วย ลูกศร     
                     ใครเป็นกษัตริย์   พราหมณ์   แพศย์  ยิงเราแล้วแอบอยู่.
     

              พระราชาครั้นสดับดังนั้น  ทรงดำริว่า  มนุษย์นี้แม้ถูกเรายิงจนล้มลงบนแผ่นดิน   ไม่ด่า   ไม่บริภาษเรา   
ยังเรียกหาเราด้วยวาจาอ่อนหวานคล้ายจะบีบเนื้อหัวใจเรา    เราจะไปหาเขา   จึงเสด็จเข้าไปประกาศ(บอกนามของ)พระองค์   
และรับว่าพระองค์ยิง   แล้วตรัสถามพระมหาสัตว์ว่า     ท่านเป็นใคร  ? หรือว่าเป็นบุตรใคร ?

               สามบัณฑิตกล่าวว่า     ข้าพเจ้าชื่อสามะเป็นบุตรของฤาษีเนสาทชื่อว่า   ทุกูลบัณฑิต  ก็ท่านยิงข้าพเจ้าทำไม ?
               พระราชาตรัสเท็จเป็นครั้งแรกว่า   สำคัญว่ากวาง
               (แล้วพระองค์ก็) ทรงพลอยเศร้าโศกไปด้วยว่า    เรายิงสามะนี้ผู้ไม่มีความผิดโดยใช่เหตุ   แล้วทรงบอกตามความจริง   
ตรัสถามถึงที่อยู่ของมารดาบิดาของสามบัณฑิต   แล้วเสด็จไป  ณ  ที่นั้น     แล้วทรงแจ้งพระองค์   แก่ดาบส ดาบสินี.   
มารดาบิดาของสามบัณฑิตได้ทำปฏิสันถาร

               (จึง) ทรงบอกว่า  เรายิงสามะเสียแล้ว.   (ดาบส ดาบสินีทั้งสองได้ถึงความเศร้าโศกเสียใจ)
               (พระราชา) ทรงปลอบดาบสดาบสินีผู้ร่ำไห้เศร้าโศกว่า   
               ข้าพเจ้าจะรับเลี้ยงดูท่านทั้งสองเช่นเดียวกับที่สุวรรณสามเลี้ยงดูท่านทุกอย่าง.

                แล้วทรงนำไปหาสามบัณฑิต   มารดาบิดาไปในที่นั้นแล้วพร่ำเพ้อรำพันมีประการต่าง ๆ 
แล้วคลำไปที่อกของสามบัณฑิต   กล่าวว่า   บนร่างกายบุตรของเรายังมีไออุ่นอยู่.  คงจะสลบไปเพราะกำลังของพิษ   
คิดว่า  เราจักทำสัจกิริยา     เพื่อให้พิษออกไป   จึงตั้งสัตยาธิษฐานว่า :-

               บุญอันใดที่พ่อสุวรรณสามทำแล้ว    แก่มารดาและบิดา
               ด้วยอานุภาพแห่งบุญนั้นทั้งหมด  ขอพิษจงหายไปเถิด.
   

              ทุกูลบัณฑิต    ผู้เป็นบิดาก็ตั้งสัตยาธิษฐานอย่างเดียวกับที่นางปาริกาดาบสินีอธิษฐาน   
เมื่อเทพธิดาทำสัจกิริยาว่า(เทพธิดาก็มาร่วมอธิษฐาน)  :-

                เราอยู่ที่เขาคันธมาทน์มาเป็นเวลานาน เราไม่รักใครยิ่งกว่าสามะนี้เลย
                ด้วยความสัตย์(นี้)  ขอให้พิษจงหายไป.

              พระมหาสัตว์ก็ลุกขึ้นทันที   ความเจ็บปวดก็หมดไป  ดุจหยาดน้ำบนใบบัวฉะนั้น    อวัยวะตรงที่ถูกยิงก็หายเป็นปกติ   
จักษุทั้งสองข้างของมารดาบิดาก็ปรากฏเป็นปกติ   ทันใดนั้นก็เกิดอัศจรรย์  ๔  อย่างขึ้นในขณะเดียวกันคือ     พระมหาสัตว์หายจากโรค ๑       
มารดาบิดาได้จักษุ ๑      อรุณขึ้น ๑    คนทั้ง  ๔ ปรากฏอยู่  ณ  อาศรม  ๑.

               ลำดับนั้น    พระมหาสัตว์กระทำปฏิสันถารกับพระราชา   แล้วแสดงธรรมถวาย   โดยนัยมีอาทิว่า   
ข้าแต่มหาราชขอพระองค์ทรงประพฤติธรรมเถิด   แล้วถวายโอวาทให้ยิ่งขึ้นไป   ได้ให้ศีล  ๕.     
พระราชารับโอวาทของพระมหาสัตว์ด้วยพระเศียร  ทรงไหว้แล้วเสด็จกลับกรุงพาราณสี   ทรงทำบุญ มีทานเป็นต้น     
แล้วได้ไปสู่สวรรค์.      แม้พระโพธิสัตว์กับมารดาบิดาก็ยังอภิญญาและสมาบัติให้เกิด  เมื่อสิ้นอายุก็ไปเกิดบนพรหมโลก     
   
                พระราชาในครั้งนั้น   ได้เป็นพระอานนท์เถระในครั้งนี้.     เทพธิดาคือนางอุบลวรรณา.   ท้าวสักกะคือพระอนุรุทะ.   
บิดาคือพระมหากัสสปเถระ.   มารดา  คือนางภัททกาปิลานี.   สามบัณฑิต   คือพระโลกนาถ.
                                                   

                                                                            จบ.    /\


หนิง_ศรุตยา:
    ๑.การกระทำสัจจะเป็นที่พึ่งของโลกนี้ (เรื่องในอดีตชาติของพระอินทร์)   

  เล่ม 14   หน้า 162

           ดังมีเรื่องเล่ามาว่า     ครั้งนั้น    วันหนึ่ง    มาฆมาณพนั้นลุกขึ้นแต่เช้าตรู่แล้วไปสู่ที่ทำงานประจำหมู่บ้านของพวกคนกลางหมู่บ้าน   
เอาปลายเท้านั่นแหละเขี่ยก้อนดินและขยะมูลฝอยออกไป     ทำที่ซึ่งตนยืนให้น่ารื่นรมย์.   คนอื่นก็มายืนในที่นั้น.  ด้วยเหตุเพียงเท่านั้นเอง   
เขาก็กลับได้ความระลึก   จึงถางที่เท่าวงสนามกลางหมู่บ้าน  แล้วก็ขนทรายมาเกลี่ยลง  ขนเอาฟืนมาก่อไฟในเวลาหนาว. 
ทั้งหนุ่มสาวและผู้เฒ่าผู้แก่ก็พากันมานั่งในที่นั้น.

            ต่อมาวันหนึ่งเขาเกิดความคิดว่า     เมื่อเราไปเมืองก็เห็นพระราชาและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เป็นต้น   คนทั้งหลายต่างก็กล่าวกันว่า   
ในพระจันทร์และพระอาทิตย์เหล่านั้น    ต่างก็มีเทพบุตรชื่อจันทร์    เทพบุตรชื่อสูรย์    พวกเหล่านั้นทำอะไรหนอจึงได้สมบัติเหล่านี้.

            ต่อมาจึงคิดได้ว่า    สิ่งอื่นไร ๆ ไม่มี    ต้องทำบุญเท่านั้น     แล้วคิด  ว่า   ถึงเราเองก็ต้องทำบุญที่ให้สมบัติอย่างนี้เหมือนกัน.   
เขาจึงลุกขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่    ดื่มข้าวต้มแล้วก็ถือเอาพร้าขวานเสียมและสากไปที่ทางใหญ่สี่แยก    เอาสากงัดก้อนหินให้ไหวแล้วกลิ้งไป   
เอาไม้มาสอดใส่เพลายาน       ปราบที่ขรุขระให้เรียบราบแล้ว  ก็สร้างศาลาตรงทางใหญ่สี่แพร่ง   ขุดสระบัว  ผูกสะพาน   
ทำงานอย่างนี้ตลอดวัน   ตะวันตกจึงกลับบ้าน.

           มีคนอื่นถามเขาว่า   เพื่อนมาฆะ   คุณออกไปตั้งแต่เช้า    ตกเย็นจึงมาจากป่า   คุณทำงานอะไร.
                  ผมทำบุญ  ถางทางไปสวรรค์.
                  ชื่อว่าบุญนี้   คืออะไรกันเพื่อน.
                  คุณไม่รู้จักหรือ.
                  เออ  ผมไม่รู้จัก.

                 เวลาไปเมืองท่านเคยเห็น พวกราชาและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เป็นต้นหรือ.
                 เคยเห็นครับ 

                 พวกนั้นทำบุญแล้วจึงได้ตำแหน่งนั้น    ผมเองก็จะทำงานที่ให้สมบัติอย่างนั้นบ้าง   
                 คุณเคยฟังไหมว่า  เทพบุตรชื่อจันทร์  เทพบุตรชื่อสูรย์.
 
                 เออ  เคยฟัง.
                 ผมก็จะถางทางไปสวรรค์นั้น.

                 เออก็บุญกรรมนี้   เหมาะสำหรับคุณเท่านั้น   
                 หรือสำหรับคนอื่นก็เหมาะด้วย.  บุญนั้น ไม่กีดกันใคร ๆ หรอก.

                 ถ้าอย่างนั้น พรุ่งนี้  เวลาไปป่าคุณเรียกผมด้วยนะ.


                วันรุ่งขึ้น  เขาก็พาคนนั้นไป.   ด้วยประการฉะนี้    ในหมู่บ้านนั้นจึงมีคนอยู่ในวัยฉกรรจ์รวมสามสิบสามคน 
ทุกคนล้วนแต่เป็นไปตามนายมาฆะทั้งนั้น.

                 พวกเขาเที่ยวทำบุญเป็นเอกฉันท์    วันใดไปเมื่อจะปราบทางให้ราบ  ปราบวันเดียวเท่านั้น   เมื่อจะขุดสระบัว   
สร้างศาลา  สร้างสะพานก็ให้เสร็จในวันเดียวเท่านั้น.

                 ต่อมา  ผู้ใหญ่บ้านของพวกเขาก็คิดว่า   แต่ก่อน   เมื่อพวกนี้ยังดื่มเหล้าและยังฆ่าสัตว์เป็นต้น 
เราย่อมได้ทรัพย์ด้วยอำนาจกหาปณะเล็กน้อยเป็นต้นบ้าง   ด้วยอำนาจภาษีอาชญาบัตรบ้าง   เดี๋ยวนี้   
ตั้งแต่พวกนี้ทำบุญ    รายได้จำนวนนั้นก็ขาดไป    เอาล่ะ  เราจะทำลายพวกนั้นในราชตระกูล     
จึงเข้าเฝ้าพระราชา  กราบทูลว่า     มหาราช   ข้าพระพุทธเจ้าพบกองโจร.

ราชา.            : ที่ไหนกัน  พ่อ.
ผู้ใหญ่บ้าน.    : ในหมู่บ้านข้าพระพุทธเจ้า.
ราชา.            : โจรชนิดไหนกัน   พ่อ.
ผู้ใหญ่บ้าน.    : ชนิดทำผิดต่อพระราชา  พระองค์.
ราชา.            : ชาติอะไร.
ผู้ใหญ่บ้าน.    : ชาติชาวบ้าน   พระองค์.
ราชา.            : ชาวบ้านจะทำอะไรได้   เมื่อเธอรู้เช่นนั้นทำไมจึงไม่บอกเรา.
ผู้ใหญ่บ้าน.    : มหาราช    ที่ไม่กราบทูลเพราะกลัวพระอาชญา   บัดนี้ ขอพระองค์อย่าพึงลงพระอาชญาแก่ข้าพระพุทธเจ้า.

              ลำดับนั้น  พระราชาทรงคิดว่า  ผู้ใหญ่บ้านนี้ร้องเสียงดัง  จึงทรงเชื่อ จึงตรัสว่า   ถ้าอย่างนั้น  เธอนั่นแหละจงไป 
นำพวกโจรเหล่านั้นมา  แล้วก็ประทานกำลังส่งไป.  ผู้ใหญ่บ้านนั้นก็ไปล้อมพวกนั้นขณะที่ทำงานประจำวันในป่า
เสร็จแล้วนั่งรับประทานอาหารเย็นกลางหมู่บ้าน  แล้วกำลังปรึกษากันว่า   พรุ่งนี้พวกเราจะทำงานอะไร   
จะปราบทางให้เสมอกัน   จะขุดสระ   หรือจะผูกสะพาน   (พวกผู้ใหญ่บ้านร้อง)สำทับไปว่า   อย่าขยับเขยื้อนนะ   
นี่คำสั่งในหลวง   (แล้วก็)มัดแล้วก็จูงไป.

              ลำดับนั้น     พวกผู้หญิง(ภรรยา)ของคนเหล่านั้น  ได้ฟังว่า  นัยว่า   พวกสามีของพวกเราเป็นโจรขบถต่อพระราชา     
เจ้าหน้าที่เขาหาว่าเป็นโจร     จึงมัดนำออกไป  จึงพูดว่า  พวกนี้เป็นคนโกงมานานแล้ว  แต่ละวันๆ มีแต่พูดว่า ทำบุญแล้วก็ไปป่าท่าเดียว     
งานการทุกอย่างเสื่อมทรามหมด      ในเรือนจะหาอะไรก้าวหน้าสักนิดก็ไม่มี   มัดให้ดี  นำไปให้ดี.

    แม้ผู้ใหญ่บ้าน  ก็นำพวกเขาไปแสดงแด่พระราชา.
    พระราชายังไม่ทันได้ทรงสอบสวนเลย  ตรัสว่า  จงให้ช้างเหยียบ.

    เมื่อพวกเขาถูกนำไป   มาฆะพูดกับคนนอกนี้ว่า   เพื่อน    พวกคุณจะทำตามคำของผมได้ไหม.
  
    เมื่อทำตามคำของคุณนั่นแหละ    พวกเราจึงถึงภัย  ถึงเช่นนั้นก็เถอะเราก็ยังทำตามคำของคุณ 
    ว่าแต่คุณเถอะ  จะให้พวกเราทำอะไร  พรรคพวกว่า.
   
      เพื่อน มาเถอะ    นี่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับผู้ที่ท่องเที่ยวในวัฏฏะ    ก็พวกท่านเป็นโจรหรือ?   มาฆะชี้แจง  และถามพรรคพวก.
      พวกเราไม่ใช่โจร  พรรคพวกตอบอย่างแข็งขัน.                     
           
              ชื่อว่าการกระทำสัจจะเป็นที่พึ่งของโลกนี้   ฉะนั้น    ถ้าพวกเราแม้ทั้งหมดเป็นโจร   ขอให้ช้างจงเหยียบ 
ถ้าไม่เป็นโจร  ขออย่าเหยียบ  ขอให้พวกคุณจงกระทำสัจจะดังที่ว่ามานี้   มาฆะแนะนำ.   พวกเขาก็ได้ทำอย่างนั้น.

              ช้างแม้แต่จะเข้าใกล้ก็ไม่ได้   ร้องพลาง   หนีไปพลาง   แม้จะเอาเหล็กแหลม  หอก  และขอสับสักเท่าไรก็รั้งไว้ไม่อยู่.   
พวกควาญช้างจึงไป  กราบทูลพระราชาว่า  พวกข้าพระพุทธเจ้าขับช้างเข้าไปใกล้ไม่ได้.
              ถ้าอย่างนั้น     ก็เอาเสื่อลำแพนคลุมปิดข้างบนพวกมันแล้วให้เหยียบซิ   พระราชาตรัสสั่ง. 
เมื่อครอบเสื่อลำแพนไว้ข้างบนแล้ว  เจ้าช้างก็ยิ่งร้องเป็นสองเท่าพลางก็หนีไป.

      พระราชาทรงฟังแล้ว   ก็ทรงมีรับสั่งให้เรียกตัวการยุแหย่มาแล้วตรัสว่า
      พ่อ  ช้างมันไม่อยากเหยียบ.
      ทราบด้วยเกล้า  ขอเดชะ  มาณพผู้เป็นหัวหน้ารู้มนต์   นั่นเป็นอานุภาพของมนต์แท้เทียว   ผู้ใหญ่บ้านสนองพระดำรัสและกราบทูลใส่ความต่อ.
      พระราชาทรงมีรับสั่งให้หัวหน้านั้นเข้าเฝ้าแล้วตรัสถามว่า  เขาว่า  แกมี  มนต์หรือ.

      ขอเดชะ   ข้าพระพุทธเจ้าไม่มีมนต์   แต่พวกข้าพระพุทธเจ้าได้กระทำสัจจกิริยาไว้ว่า   ถ้าพวกเราเป็นโจรของพระราชา   ขอให้เหยียบเถิด 
      ถ้าไม่เป็นโจร   ขออย่าเหยียบ   นั่นเป็นอำนาจของสัจจกิริยาของพวกข้าพระพุทธเจ้า.

ราชา.      : แล้วก็    พวกพ่อกระทำงานอะไร.
หัวหน้า.   : พวกข้าพระพุทธเจ้า  ปราบทางที่ขรุขระให้เรียบ   สร้างศาลาในทางใหญ่สี่แยก  ขุดสระบัว  ผูกสะพาน   
                 ขอเดชะ    พวกข้าพระพุทธเจ้าเที่ยวสร้างบุญกรรมเห็นปานนี้.

ราชา.      : ผู้ใหญ่บ้านยุยงพวกพ่อเพื่ออะไร ?
หัวหน้า.   : เวลาที่พวกข้าพระพุทธเจ้าประมาท  เขาย่อมได้สิ่งนี้และสิ่งนี้   เวลาไม่ประมาท   สิ่งนั้นก็ไม่มี   ด้วยเหตุนี้จึงยุยง.
ราชา.      : พ่อ ช้างเชือกนี้  เป็นดิรัจฉาน  แม้มันก็ยังรู้คุณของพวกพ่อ  ข้าเองแม้เป็นมนุษย์ ก็ไม่รู้   
                ข้าขอยกหมู่บ้านที่อยู่ของพวกพ่อเป็นหมู่บ้านปลอดภาษีที่ใครๆ มาเก็บไม่ได้แล้วให้แก่พวกพ่อนี้แหละอีก 
                ถึงช้างนี้ก็จงเป็นของพวกพ่อเหมือนกัน  ส่วนตัวการยุแหย่ขอมอบให้เป็นทาสของพวกพ่อนี่แหละ ตั้งแต่นี้ไป 
                ขอให้พวกพ่อจงทำบุญเพื่อข้าบ้างนะ  ตรัสแล้วก็พระราชทานพระราชทรัพย์ให้แล้วก็ทรงปล่อยไป.

     พวกเขารับพระราชทรัพย์แล้ว     ก็เปลี่ยนเวรขึ้นช้างกันไป     พลางปรึกษากันว่า   
เพื่อนเอ๋ย     ธรรมดาว่าบุญกรรม    เป็นของที่ต้องทำเพื่อประโยชน์แห่งภพในอนาคต   
เพราะบุญนั้นของพวกเราให้ผลในอัตภาพนี้แหละ   เหมือนอุบลเขียวที่ผลิดอกออกผลภายในน้ำ 
 บัดนี้ พวกเราจะทำบุญให้ยิ่งขึ้นไป......       


         (ผู้สนใจเรื่องตอนต่อจากนี้ไป  ก็หาอ่านเพิ่มเติมตามหน้าที่บอกเอาไว้นั้นเถิด)
หนิง_ศรุตยา:
   ๒.การทำสัจจอธิษฐานของสัตว์ก็สำเร็จผล  (ว่าด้วยจริยาวัตรของลูกนกคุ้ม)

เล่ม  74  หน้า  474
 
               อีกเรื่องหนึ่ง  ในกาลเมื่อเราเป็นลูกนกคุ่มขนยังไม่งอก   ยังอ่อนเป็นดังชิ้นเนื้อ  อยู่ในรังในมคธชนบท

               ในกาลนั้น   มารดาเอาจะงอยปากคาบเหยื่อมาเลี้ยงเรา    เราเป็นอยู่ด้วยผัสสะของมารดา  กำลังกายของเรายังไม่มี   
 ในฤดูร้อนทุก ๆ  ปี  มีไฟป่าไหม้ลุกลามมา   ไฟไหม้ป่าเป็นทางดำลุกลามมาใกล้เรา  ไฟไหม้ป่าลุกลามใหญ่หลวงเสียงดังสนั่นอื้ออึง   
ไฟไหม้ลุกลามมาโดยลำดับ    เข้ามาใกล้จวนจะถึงเรา     มารดาบิดาของเราสะดุ้ง(ตก)ใจ  หวาดหวั่น  เพราะกลัวไฟที่ไหม้มาโดยเร็ว
จึงทิ้งเราไว้ในรังหนีเอาตัวรอดไปได้   เราเหยียดเท้า  กางปีกออก  รู้ว่ากำลังกายของเราไม่มี   เรานั้นไปไม่ได้อยู่ในรังนั้นเอง   
จึงคิดอย่างนี้ในกาลนั้นว่า

         เมื่อก่อน  เราสะดุ้งหวาดหวั่น พึงเข้าไปซ่อนตัวอยู่  ในระหว่างปีกของมารดาบิดา
         บัดนี้   มารดาบิดาทิ้งเราหนีไปเสียแล้ว   วันนี้    เราจะทำอย่างไร
         ศีลคุณ   ความสัตย์    พระสัพพัญญูพุทธเจ้าผู้ประกอบด้วยความสัตย์  เอ็นดู  กรุณา  มีอยู่ในโลก 
         ด้วยความสัตย์นั้น  เราจักกระทำสัจจกิริยาอันสูงสุด

         เราคำนึงถึงกำลังพระธรรม  ระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้พิชิตมารอันมีในก่อน
         ได้กระทำสัจจกิริยา  แสดงกำลังความสัตย์ว่า

         ปีกของเรามีอยู่   แต่ยังบินไม่ได้   เท้าของเรามีอยู่  แต่ยังเดินไม่ได้
         มารดาบิดาก็พากันบินออกไปแล้ว   แน่ะไฟ    จงกลับไป ( จงดับเสีย)
         พร้อมกับเมื่อเรากระทำสัจจกิริยา   ไฟที่ลุกรุ่งโรจน์ใหญ่หลวง
         เว้นไว้  ๑๖  กรีส  ไฟดับ ณ ที่นั้นเหมือนจุ่มลงในน้ำ
         ผู้เสมอด้วยความสัตย์ของเราไม่มี    นี้เป็นสัจจบารมีของเรา  ฉะนี้แล.


                                                    จบ  วัฏฏกโปตกจริยาที่  ๙  /


และอีกสองเรื่องเรื่องสุดท้ายที่จะนำมาเป็นหลักฐานอ้างอิงครั้งนี้

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 552 เล่ม17/552
                                 
                                              แก้ผรุสวาจา
เจตนาที่หยาบคายโดยส่วนเดียว      ที่เป็นสมุฏฐานแห่งกายประโยคและวจีประโยค   
อันเป็นเหตุตัดรอนความรักของคนอื่น   ชื่อว่าผรุสวาจา เพื่อความแจ่มชัดแห่งผรุสวาจานั้น   ต้องสาธกเรื่องนี้.
ได้ทราบว่า  เด็กคนหนึ่งไม่เชื่อถ้อยคำของมารดา (ขืน) เข้าป่าไป.
มารดาเมื่อไม่สามารถจะให้เขากลับได้    จึงคำว่า     ขอให้แม่กระบือดุร้ายจงไล่ขวิดมึง.   
ภายหลังแม่กระบือได้ปรากฏแก่เขาเหมือนอย่างที่แม่ว่านั่นแหละ.   
เด็กจึงทำสัจจกิริยาว่า    คุณแม่ของข้าพเจ้ากล่าวอย่างใดด้วยปาก
ขออย่าเป็นอย่างนั้น แต่คิดอย่างใดด้วยใจ   ขอให้เป็นอย่างนั้น. 
แม่กระบือได้หยุดชะงักอยู่ ณ ที่นั้นนั่นเองเหมือนถูกผูกไว้.


 
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 559เล่ม17/55

                                            นิทานประกอบสัมปัตตวิรัติ/H1
ได้ทราบว่า   ในเวลาเขายังหนุ่มอยู่นั้นแหละ 
มารดาของเขาเกิดโรคและหมอบอกว่า ควรจะได้เนื้อกระต่ายสด ๆ (มาประกอบยา).
ลำดับนั้นพี่ชายของจักกนะสั่งว่า    ไปเถอะเจ้าจงไปนา    แล้วส่งจักกนะไป.   
เขาก็ได้ไปที่นานั้น.  และเวลานั้นมีกระต่ายตัวหนึ่งมาเล็มหญ้าอ่อนอยู่. 
มันเห็นเขาแล้วรีบวิ่งหนีไป     แต่ไปข้องเถาวัลย์    จึงส่งเสียงร้อง   แกร่ก   แกร่ก

( กริ  กริ)  ขึ้น.    จักกนะตามเสียงนั้นไป    จับกระต่ายไว้ได้    ตั้งใจว่าจะเอามาทำยาให้แม่   
แต่ก็ฉุกคิดขึ้นมาว่าไม่เป็นการสมควรสำหรับเขาที่จะทำลายชีวิตสัตว์อื่นแลกชีวิตแม่ของเรา.     
จึงพูดว่า  ไปเถิดเจ้าไปกินหญ้า กินน้ำร่วมกับกระต่ายทั้งหลายในป่าเถิดแล้วปล่อยมันไป       
และเมื่อกลับถึงบ้าน  เขาถูกพี่ชายถามว่า  เป็นอย่างไรน้อง  ได้กระต่ายไหม ? 
จึงได้บอกความเป็นไปนั้นให้ทราบ.   บัดนั้น  พี่ชายก็ได้บริภาษเขา.  เขาเข้าไป

หาแม่แล้ว      ได้ยืนตั้งสัตยาธิษฐานว่า      ข้าพเจ้าตั้งแต่เกิดมาจำความได้
ไม่เคยจงใจฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเลย.   ทันใดนั้น   แม่ของเขาได้หายจากโรค.


             การเล่าครั้งนี้คงเป็นประโยชน์กับทุกๆท่านที่ได้เข้ามาศึกษา 
ที่จริงแล้วในพระไตรปิฎกมีเรื่องที่จะต้องเรียนรู้อีกเยอะ ดังที่หลวงปู่เกษม อาจิณฺณสีโล
จะสั่งลูกศิษย์ ไว้อยู่เสมอด้วยความเมตตาว่า“ให้เร่งศึกษานะ”  เพราะจะเป็นบุญเป็นกุศลแก่ผู้ที่ได้ศึกษา
มิใช่เพียงชาตินี้ชาติเดียวดังหลวงปู่เกษมบอกพวกเราเอาไว้วันนี้คงเพียงเท่านี้ก่อนนะค๊ะ

“ขออำนาจพุทธ ธรรม สงฆ์ จงบันดาลบุญที่เกิดจากการเล่า
และการเข้ามาศึกษาจงเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้ ผู้ที่ได้เข้ามาศึกษา ทั้งมนุษย์และชาวทิพย์ และผู้ที่มีส่วนให้การเล่าครั้งนี้ (ข้อมูลอ้างอิง-น้องหนิง)
ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นจงมีส่วนในธรรมที่พระพุทธองค์ได้เห็นแล้ว คือถึงที่สุดแห่งทุกข์คือพระนิพพานทุกท่านด้วยเทอญ”

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 24 สิงหาคม , 2012 เวลา 18:44:18 PM โดย ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋) » บันทึกการเข้า

ขออำนาจพุทธ ธรรม สงฆ์จงบันดาลบุญของข้าให้ญาติให้เทพที่รักษาให้นายเวรที่มาถึงให้เชื้อโรคของผู้ที่อ่านทุกท่านตลอดไป
หน้า: 1 ... 4 5 [6]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: