กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้
กระดานสนทนาธรรม

ที่พักสงฆ์ป่าสามแยก บ้านห้วยยางทอง ต.วังกวาง อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ 67260


กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
เขตตัฏฐวิภาค
[๑๐๑] บุพพัณชาติ หรืออปรัณชาติ เกิดในที่ใด ที่นั้นชื่อว่า นา
ที่ชื่อว่า ทรัพย์อยู่ในนา ได้แก่ทรัพย์ที่เขาเก็บไว้ในนา โดยฐาน ๔ คือ
ฝังอยู่ในดิน ๑
ตั้งอยู่บนพื้นดิน ๑
ลอยอยู่ในอากาศ ๑
แขวนอยู่ในที่แจ้ง ๑.

ภิกษุมีไถยจิต คิดจะลักทรัพย์ที่อยู่ในนา
เที่ยวแสวงหาเพื่อนก็ดี
เดินไปก็ดี ต้องอาบัติทุกกฏ
ลูบคลำ ต้องอาบัติทุกกฏ
ทำให้ไหว ต้องอาบัติถุลลัจจัย
ให้เคลื่อนจากฐาน ต้องอาบัติปาราชิก.

ภิกษุมีไถยจิตจับต้องบุพพัณชาติ หรืออปรัณชาติ
ซึ่งเกิดในนานั้นได้ราคา ๕ มาสก หรือเกินกว่า ๕ มาสก ต้องอาบัติทุกกฏ
ทำให้ไหว ต้องอาบัติถุลลัจจัย
ให้เคลื่อนจากฐาน ต้องอาบัติปาราชิก.

ภิกษุตู่เอาที่นา ต้องอาบัติทุกกฏ
ยังความสงสัยให้เกิดแก่เจ้าของ ต้องอาบัติถุลลัจจัย
เจ้าของทอดธุระว่า จักไม่เป็นของเรา ต้องอาบัติปาราชิก.

ภิกษุฟ้องร้องยังโรงศาล ยังเจ้าของให้แพ้ ต้องอาบัติปาราชิก
ภิกษุผู้ฟ้องร้องยังโรงศาล แพ้เจ้าของ ต้องอาบัติถุลลัจจัย.
ภิกษุปักหลัก ขึงเชือก ล้อมรั้ว หรือถมคันนาให้รุกล้ำ ต้องอาบัติทุกกฏ
เมื่ออีกประโยคหนึ่งจะสำเร็จ ต้องอาบัติถุลลัจจัย
เมื่อประโยคนั้นสำเร็จ ต้องอาบัติปาราชิก.
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 22

2
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 20
อารามัฏฐวิภาค
[๙๙] ที่ชื่อว่า สวน ได้แก่สวนไม้ดอก สวนไม้ผล
ที่ชื่อว่า ทรัพย์อยู่ในสวน ได้แก่ทรัพย์ที่เขาเก็บไว้ในสวน โดยฐาน ๔ คือ
ฝังอยู่ในดิน ๑
ตั้งอยู่บนพื้นดิน ๑
ลอยอยู่ในอากาศ ๑
แขวนอยู่ในที่แจ้ง ๑.

ภิกษุมีไถยจิตคิดจะลักทรัพย์ที่อยู่ในสวน
เที่ยวแสวงหาเพื่อนก็ดี เดินไปก็ดี ต้องอาบัติทุกกฏ
ลูบคลำ ต้องอาบัติทุกกฏ
ทำให้ไหว ต้องอาบัติถุลลัจจัย
ให้เคลื่อนจากฐาน ต้องอาบัติปาราชิก.

ภิกษุมีไถยจิตจับต้องรากไม้ เปลือกไม้ ใบไม้ ดอกไม้ หรือผลไม้
ซึ่งเกิดในสวนนั้น ได้ราคา ๕ มาสก หรือเกินกว่า ๕ มาสก ต้องอาบัติทุกกฏ
ทำให้ไหว ต้องอาบัติถุลลัจจัย
ให้เคลื่อนจากฐาน ต้องอาบัติปาราชิก.

ภิกษุ ตู่เอาที่สวน ต้องอาบัติทุกกฏ
ยังความสงสัยให้เกิดแก่เจ้าของ ต้องอาบัติถุลลัจจัย
เจ้าของทอดธุระว่าจักไม่เป็นของเรา ต้องอาบัติปาราชิก.

ภิกษุฟ้องร้องยังโรงศาล ยังเจ้าของให้แพ้ ต้องอาบัติปาราชิก
ภิกษุผู้ฟ้องร้องยังโรงศาล แพ้เจ้าของ ต้องอาบัติถุลลัจจัย.

3
เรื่อง  การตั้งคำถามไปยังหน่วยงานต่าง ๆ
        ด้วย การเตรียมส่งเอกสารไปยังหน่วยงานต่าง ๆ นั้น อาจารย์ต้องการให้  “ตั้งคำถาม”  เพื่อเพิ่มเติมในหนังสือนำส่งเอกสาร  ลักษณะเป็นข้อความเปรียบเทียบ “พระที่ทำผิดเป็นอาจิณ แล้วบอกว่า ปลงอาบัติได้ ตนเองไม่ผิด” กับ “โยมที่ทำผิดแล้ว บอกว่าจะไม่ทำอีก แต่โยมก็ทำผิดอีก”  เช่นนี้ จะให้โยมไม่ผิด เหมือนกับที่พระบอกว่าตนเองปลงอาบัติได้ ไม่ผิด ได้หรือไม่
        ขอแจ้งคณะลูกศิษย์ พิจารณาตั้งคำถามเพื่อนำเรียนอาจารย์ต่อไป โดยขอให้แจ้งภายในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 เวลา 18.00 น.
4
นางสาว ธัญญ์ทิตยา วิโรจน์ภัสร์
16/11/17  2010pm  โอน 500 เข้ากองทุนวัดสามแยก บัญช๊ คุณธวัชชัย สุวรรณ scb 4067231573
บุญนี้ขอให้ธุรกิจของข้าพเจ้าประสบความสำเร็จ และเจริญๆยิ่งขึ้น  และอุทิศให้ นายเวร ญาติทิพย์ เชื้อโรค เทพที่รักษา บริวาร ลูก ของข้าพเจ้า เทวดาที่ช่วยกิจการงานของข้าพเจ้า   พร้อมเทวดา ชาวทิพย์ ที่อยู่ด้วยกันกับข้าพเจ้า และที่ร้านของข้าพเจ้า เทพเทวดา ชาวทิพย์ เหล่า เปรต ผี  ปีศาจ ครุฑ  ยักษ์ กุมภัณฑ์ ที่อยู่บริเวณรอบๆที่พักของข้าพเจ้า รอบร้าน และที่ทำงานของข้าพเจ้า สาธุค่ะ



5
เรื่อง  ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพระทำผิดในปัจจุบัน
        ด้วย อาจารย์ต้องการให้หา “ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพระทำผิดในปัจจุบัน” เช่น พระให้ชาวบ้านกู้ยืมเงินและเก็บดอกเบี้ย, พระแจกสิ่งของให้ชาวบ้าน เป็นต้น เพื่อรวบรวมและเสนอไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
        คณะลูกศิษย์ท่านใดมีข้อมูล “ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพระทำผิดในปัจจุบัน” ที่เห็นว่าควรเสนอหน่วยงาน ขอให้แจ้งภายในวันที่  17  พฤศจิกายน 2560 เวลา 18.00 น.
6
เรื่อง เพิ่มเติมข้อมูลในเอกสาร “อธิบายนรก” จำนวน 6 เรื่อง
        ด้วย คณะกรรมการฯ ได้เพิ่มเติมข้อมูลในเอกสาร “อธิบายนรก” จำนวน 6 เรื่อง
          1.อรรถกถาเภทสูตร
          2.อรรถกถาตัณหาวรรค เรื่องปลาชื่อกปิละ
          3.เรื่องมูลเหตุเกิดมงคลปัญหา
          4.อรรถกถาอุบาลีเถรคาถา
          5.อรรถกถากปิลสูตรที่ 6
          6.วินีตวัตถุปาราชิก ข้อ  4
ดังรายละเอียดที่ส่งมาพร้อมนี้
        จึงขอให้นำแจ้งในกลุ่มคณะลูกศิษย์ ได้ร่วมพิจารณาโดยทั่วกัน ทั้งนี้ กำหนดถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 เพื่อจะได้นำเรียนอาจารย์ต่อไป


 
7
เรื่อง จัดทำเอกสาร “อธิบายนรก” เพื่อเสนอหน่วยงานเพิ่มเติม
        ด้วย อาจารย์ต้องการให้ทำเอกสาร“อธิบายนรก” เพื่อเสนอหน่วยงานเพิ่มเติม ดังรายละเอียดที่ส่งมาพร้อมนี้
        จึงขอให้นำแจ้งในกลุ่มคณะลูกศิษย์ ได้ร่วมพิจารณาโดยทั่วกัน ทั้งนี้ กำหนดถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 เพื่อจะได้นำเรียนอาจารย์ต่อไป


 
 
8
เรื่อง ข้อมูลพระสูตร (บางส่วน) ที่จะเสนอหน่วยงาน
       แจ้งคณะลูกศิษย์ได้รับทราบและร่วมพิจารณาอักษร ทั้งนี้ จะได้ดำเนินการต่อไป


 
9
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 212

๑๐. มณิจูฬกสูตร ว่าด้วยทองและเงินไม่สมควรแก่สมณศากยบุตร
[๖๒๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน ใกล้กรุงราชคฤห์.
ก็สมัยนั้นแล เมื่อราชบริษัทนั่งประชุมกันในพระราชวัง
สนทนากันว่า ทองและเงินย่อมควรแก่สมณศากยบุตร
สมณศากยบุตรย่อมยินดีทองสละเงิน ย่อมรับทองและเงิน.

[๖๒๔] ก็สมัยนั้นแล นายบ้านนามว่ามณิจูฬกะนั่งอยู่ในบริษัทนั้น
นายบ้าน นามว่ามณิจูฬกะได้กล่าวกะบริษัทนั้นว่า
ท่านผู้เจริญย่อมไม่ควรกล่าวอย่างนี้
ทองและเงินไม่ควรแก่สมณศากยบุตร สมณศากยบุตรย่อมไม่ยินดีทองและเงิน
ย่อมไม่รับทองและเงิน สมณศากยบุตรห้ามแก้วและทองปราศจากทองและเงิน

นายบ้านมณิจูฬกะไม่อาจให้บริษัทนั้นยินยอมได้.

[๖๒๕] ครั้งนั้น นายบ้านมณิจูฬกะจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ
ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
เมื่อราชบริษัทนั่งประชุมกันในพระราชวัง
สนทนากันว่า
ทองและเงินย่อมควรแก่สมณศากยบุตร
สมณศากยบุตรย่อมยินดีทองและเงิน

เมื่อราชบริษัทกล่าวอย่างนี้ ข้าพระองค์ได้กล่าวกะบริษัทนั้นว่า
ท่านผู้เจริญอย่าได้กล่าวอย่างนี้
ทองและเงินย่อมไม่ควรแก่สมณศากยบุตร
สมณศากยบุตรย่อมไม่ยินดีทองและเงิน
ย่อมไม่รับทองและเงิน สมณศากยบุตรห้ามแก้วและทอง ปราศจากทองและเงิน

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 213
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ข้าพระองค์ไม่อาจให้บริษัทนั้นยินยอมได้
เมื่อข้าพระองค์พยากรณ์อย่างนี้ เป็นอันกล่าวตามคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว
จะไม่กล่าวตู่พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคำไม่จริง และพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม และ
สหธรรมิกไรๆคล้อยตามวาทะ จะไม่ถึงฐานะอันวิญญูชนพึงติเตียนได้แลหรือ พระเจ้าข้า.

[๖๒๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดีละ นายคามณี
เมื่อท่านพยากรณ์อย่างนี้ เป็นอันกล่าวตามคำที่เรากล่าวแล้ว
ไม่กล่าวตู่เราด้วยคำไม่จริง และพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม และ
สหธรรมิกไรๆ คล้อยตามวาทะ จะไม่ถึงฐานะอันวิญญูชนพึงติเตียนได้.
เพราะว่า ทองและเงินไม่ควรแก่สมณศากยบุตร
สมณศากยบุตรย่อมไม่ยินดีทองและเงิน
สมณศากยบุตรห้ามแก้วและทอง ปราศจากทองและเงิน.


ดูก่อนนายคามณี
ทองและเงินควรแก่ผู้ใด เบญจกามคุณก็ควรแก่ผู้นั้น
เบญจกามคุณควรแก่ผู้ใด ทองและเงินก็ควรแก่ผู้นั้น
ดูก่อนนายคามณี
ท่านพึงทรงจำความที่ควรแก่เบญจกามคุณนั้นโดยส่วนเดียวว่า
ไม่ใช่ธรรมของสมณะ
ไม่ใช่ธรรมของศากยบุตร
อนึ่งเล่า เรากล่าวอย่างนี้ว่า
ผู้ต้องการหญ้าพึงแสวงหาหญ้า
ผู้ต้องการไม้พึงแสวงหาไม้
ผู้ต้องการเกวียนพึงแสวงหาเกวียน
ผู้ต้องการบุรุษพึงแสวงหาบุรุษ
เรามิได้กล่าวว่า
สมณศากยบุตรพึงยินดีพึงแสวงหาทองและเงินโดยปริยายอะไรเลย.

จบ มณิจูฬกสูตรที่ ๑๐

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 214
อรรถกถามณิจูฬกสูตรที่ ๑๐
ในมณิจูฬกสูตรที่ ๑๐ พึงทราบวินิจฉัย ดังต่อไปนี้.
บทว่า ตํ ปริสํ เอตทโวจ ความว่า ได้ยินว่า
นายบ้านนามว่ามณิจูฬกะนั้นได้มีความคิดว่า
กุลบุตรทั้งหลายเมื่อบวช ย่อมละบุตรและภรรยา ทองและเงินก่อนแล้วจึงบวช
แลเขาเหล่านั้นครั้นละแล้วบวช จึงไม่อาจรับทองและเงินนั้นได้.

นายบ้านนั้นมีความยึดถือเป็นพิเศษ จึงได้กล่าวคำเป็นต้นว่า มา อยฺยา ดังนี้.
บทว่า. เอกํเสเนตํ ความว่า ท่านพึงทรงจำความที่ควรแก่กามคุณห้านั้น
โดยส่วนเดียวว่า ไม่ใช่ธรรมของสมณะ ไม่ใช่ธรรมของศากยบุตร.
บทว่า ติณํ ได้แก่หญ้ามุงเสนาสนะ.
บทว่า ปริเยสิตพฺพํ ความว่า เมื่อเรือนที่มุงด้วยหญ้า หรือมุงด้วยอิฐพัง
พึงไปยังสำนักของผู้ที่ทำเรือนนั้น บอกว่า เสนาสนะที่ท่านทำ ฝนรั่วเราไม่อาจอยู่ในเสนาสนะนั้นได้.
มนุษย์ทั้งหลายเมื่อทำได้ก็จักทำให้
เมื่อทำไม่ได้ก็จักบอกว่า พวกท่านจงหานายช่างให้ทำ
พวกเราจักให้สัญญากะนายช่างเหล่านั้น

ครั้นให้นายช่างที่บอกไว้อย่างนั้นทำเสร็จแจ้ว พึงบอกแก่มนุษย์เหล่านั้น
พวกมนุษย์จักให้ค่าจ้างแก่พวกนายช่าง.
ถ้าไม่มีเจ้าของที่อยู่อาศัย ภิกษุผู้ประพฤติภิกขาจารวัตร ควรบอกแม้แก่คนอื่น ๆให้ทำ.
บทว่า ปริเยสิตพฺพํ ตรัสหมายข้อความดังนี้.
บทว่า ทารุํ ความว่า เมื่อไม้กลอนหลังคาเป็นต้นในเสนาสนะพัง
พึงแสวงหาไม้เพื่อซ่อมแซมสิ่งนั้น.
บทว่า สกฏํ ได้แก่เกวียนชั่วคราวเท่านั้น ทำให้แปลกจากของคฤหัสถ์ มิใช่แต่เกวียนอย่างเดียวเท่านั้น
แม้อุปกรณ์อื่น ๆ มีมีด ขวานและจอบเป็นต้น ก็ควรแสวงหาอย่างนี้.
บทว่า ปุริโส ความว่า ควรแสวงหาคนมาช่วยงาน คือ พูดกะคนใดคนหนึ่งว่า
ท่านจักช่วยงานได้ไหม เมื่อเขาบอกว่า กระผมจักช่วยขอรับควรให้เขาทำสิ่งที่ต้องการว่า ท่านจงทำสิ่งนี้ ๆ.
บทว่า น เตฺววาหํ คามณิ เกนจิ ปริยาเยน ความว่า
แต่เรามิได้กล่าวถึงทองและเงิน ว่าสมณศากยบุตรพึงแสวงหา ด้วยเหตุอะไร ๆ เลย.
จบ อรรถกถามณิจูฬกสูตรที่ ๑๐


10
[๒๓๒] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุเป็นอันมาก
สำคัญมรรคผลอันตนยังมิได้เห็นว่าได้เห็น
สำคัญมรรคผลอันยังมิได้ถึงว่าได้ถึง
สำคัญมรรคผลอันตนยังมิได้บรรลุว่าได้บรรลุ
สำคัญมรรคผลอันตนยังมิได้ทำให้แจ้งว่าได้ทำให้แจ้ง
จึงอวดอ้างมรรคผลตามที่สำคัญว่าได้บรรลุ


ครั้นต่อมา จิตของพวกเธอ
น้อมไปเพื่อความกำหนัดก็มี
น้อมไปเพื่อความคัดเคืองก็มี
น้อมไปเพื่อความหลงก็มี
จึงมีความรังเกียจว่า สิกขาบทอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติไว้แล้ว
แต่พวกเรา
สำคัญมรรคผลที่ตนยังมิได้เห็นว่าได้เห็น
สำคัญมรรคผลที่ตนยังมิได้ถึงว่าได้ถึง
สำคัญมรรคผลที่ตนยังมิได้บรรลุว่าได้บรรลุ
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 456
สำคัญมรรคผลที่ตนยังมิได้ทำให้แจ้งว่าได้ทำให้แจ้ง
จึงอวดอ้างมรรคผลตามที่สำคัญว่าได้บรรลุ
พวกเราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ
แล้วแจ้งเรื่องนั้นแก่ท่านพระอานนท์ ๆ กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ๆ
ตรัสว่า มีอยู่เหมือนกัน อานนท์ ข้อที่ภิกษุทั้งหลาย
สำคัญมรรคผลที่ตนยังมิได้เห็นว่าได้เห็น
สำคัญมรรคผลที่ตนยังมิได้ถึงว่าได้ถึง
สำคัญมรรคผลที่ตนยังมิได้บรรลุว่าได้บรรลุ
สำคัญมรรคผลที่ตนยังได้ทำให้แจ้งว่าได้ทำให้แจ้ง
จึงอวดอ้างมรรคผลตามที่สำคัญว่าได้บรรลุ แต่ข้อนั้นนั่นแล เป็นอัพโพหาริก

ลำดับนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำธรรมีกถา
ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-

พระอนุบัญญัติ
๔. อนึ่ง ภิกษุใด ไม่รู้เฉพาะ กล่าวอวดอุตริมนุสธรรม
อันเป็นความรู้ ความเห็น อย่างประเสริฐ อย่างสามารถ
น้อมเข้ามาในตนว่า
ข้าพเจ้ารู้อย่างนี้
ข้าพเจ้าเห็นอย่างนี้

ครั้นสมัยอื่นแต่นั้นอันผู้ใดผู้หนึ่ง ถือเอาตามก็ตาม ไม่ถือเอาตามก็ตาม เป็นอันต้องอาบัติแล้ว
มุ่งความหมดจด จะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า
แน่ะท่าน ข้าพเจ้าไม่รู้อย่างนั้น ได้กล่าวว่ารู้ ไม่เห็นอย่างนั้น
ได้กล่าวว่าเห็น ได้พูดพล่อย ๆ เป็นเท็จเปล่า ๆ
เว้นไว้แต่สำคัญว่าได้บรรลุ แม้ภิกษุนี้ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้.
เรื่องภิกษุสำคัญว่าได้บรรลุ จบ
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 457



(หน้า459) บทภาชนีย์
[๒๓๖] ที่ชื่อว่า อุตริมนุสธรรม ได้แก่
๑. ฌาน
๒. วิโมกข์
๓. สมาธิ
๔. สมาบัติ
๕. ญาณทัสสนะ
๖. มรรคภาวนา
๗.การทำให้แจ้งซึ่งผล
๘. การละกิเลส
๙. ความเปิดจิต
๑๐. ความยินดียิ่งในเรือนอันว่างเปล่า.
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 460
ที่ชื่อว่า ฌาน ได้แก่ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน.
ที่ชื่อว่า วิโมกข์ ได้แก่ สุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์.
ที่ชื่อว่า สมาธิ ได้แก่ สุญญตสมาธิ อนิมิตตสมาธิ อัปปณิหิตสมาธิ.
ที่ชื่อว่า สมาบัติ ได้แก่ สุญญตสมาบัติ อนิมิตตสมาบัติ อัปปณิหิตสมาบัติ.
ที่ชื่อว่า ญาณ ได้แก่ วิชชา ๓.

ที่ชื่อว่า มรรคภาวนา ได้แก่
สติปัฏฐาน ๔
สัมมัปปธาน ๔
อิทธิบาท ๔
อินทรีย์ ๕
พละ ๕
โพชฌงค์ ๗
อริยมรรคมีองค์ ๘.

ที่ชื่อว่า การทำให้แจ้งซึ่งผล ได้แก่
การทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล
การทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล
การทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล
การทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล.

ที่ชื่อว่า การละกิเลส ได้แก่
การละราคะ
การละโทสะ
การละโมหะ.

ที่ชื่อว่า ความเปิดจิต ได้แก่
ความเปิดจิตจากราคะ
ความเปิดจิตจากโทสะ
ความเปิดจิตจากโมหะ

ที่ชื่อว่า ความยินดีในเรือนอันว่างเปล่า ได้แก่
ความยินดียิ่งในเรือนอันว่างเปล่าด้วยปฐมฌาน
ความยินดียิ่งในเรือนอันว่างเปล่าด้วยทุติยฌาน
ความยินดียิ่งในเรือนอันว่างเปล่าด้วยตติยฌาน
ความยินดียิ่งในเรือนอันว่างเปล่าด้วยจตุตถฌาน.
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 461



หน้า: [1] 2 3 ... 10