กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้
กระดานสนทนาธรรม

ที่พักสงฆ์ป่าสามแยก บ้านห้วยยางทอง ต.วังกวาง อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ 67260


กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
แจ้งคณะลูกศิษย์ เรื่อง ค้นหาข้อมูลพระภิกษุที่ทำผิดพระวินัย เพื่อส่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

2
ประกาศรายชื่อผู้ได้ "คิวแทรก" จัดสำรับอาหารให้อาจารย์ จำนวน 2 คิว จับสลากเมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2560

 

แจ้งเรื่อง สละคิวแทรก 3 วันแรก (25-27 มิ.ย. 60) ให้แก่ นางสีไว พรมมะไกสอน
 
3
เปิดรับผู้ต้องการจัดสำรับให้อาจารย์ ตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2560 เป็นต้นไป โดยเปิดรับทั้งผู้ถือ 1 (ถือพุทธ ธรรม สงฆ์ เท่านั้น) และผู้ถือหลายอย่าง

คลิกที่ลิงค์เพื่อดูรายละเอียด ==> http://www.samyaek.com/board/index.php?topic=1615.0
4
เรื่อง การให้อภัยนางจิตรา สุภาไชยกิจ (จิต)






คำขอขมาจาก นางจิตรา สุภาไชยกิจ




5
้ข้าพเจ้า นางสาวธัญญ์ทิตยา วิโรจน์ภัสร์
วันที่  16/6/17 10:00น  โอน 500 เข้าบัญชี  คุณธวัชชัย สุวรรณ 407-965-4199 scb bank

บุญนี้ขอให้ข้าพเจ้าสำเร็จในปัจจุบันนี้ ธุรกิจเจริญรุ่งเรือง  และอุทิศให้ นายเวร ญาติทิพย์ เชื้อโรค ลูกที่ล่วงลับไปแล้ว ข้าทาสบริวาร  เทวดาที่ช่วยกิจการงาน
 หัวหน้าเทวดา ที่ดูแลเทดาทั้งปวง ชาวทิพย์ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับข้าพเจ้า เหล่า เทวดา ชาวทิพย์ เปรต ผี ปีศาจ ครุฑ ยักษ์ มาร ที่อาศัยรอบๆที่พักอาศัยของข้าพเจ้า  สาธุ
6
เรื่องยาที่พระควรให้ และ ไม่ควรให้ เล่ม2หน้า432

[ภิกษุควรทำยาให้คน ๑๐ จำพวก]
ภิกษุควรทำยาให้แก่ชน ๑๐ จำพวก แม้อื่นอีก คือ
พี่ชาย ๑
น้องชาย ๑
พี่หญิง ๑
น้องหญิง ๑
น้าหญิง ๑
ป้า ๑
อาชาย ๑
ลุง ๑
อาหญิง ๑
น้าชาย ๑.
ก็เมื่อจะทำให้แก่ชนมีพี่ชายเป็นต้นนั้นแม้ทั้งหมด
ควรเอาเภสัชอันเป็นของ ๆ คนเหล่านั้นนั่นแล ปรุงให้อย่างเดียว,
แต่ถ้าสิ่งของ ๆ ชนเหล่านั้น ไม่เพียงพอ และชนเหล่านั้นก็ขอร้องอยู่ว่า
ท่านขอรับ ! โปรดให้พวกกระผมเถิด พวกกระผมจักถวายคืนแก่พระคุณท่าน, ควรให้เป็นของยืม,
ถึงหากพวกเขาไม่ขอร้อง, ภิกษุควรพูดว่า อาตมา มีเภสัชอยู่,
พวกท่านจงถือเอาเป็นของยืมเถิด หรือ ควรทำความผูกใจไว้ว่า สิ่งของ ๆ ชนเหล่านั้น
จักมีเมื่อใด เขาจักให้เมื่อนั้น ดังนี้ แล้วพึงให้ไป.
ถ้าเขาคืนให้ควรรับเอา,
ถ้าไม่คืนให้ ไม่ควรทวง.

เว้นญาติ ๑๐ จำพวกเหล่านั้นเสีย ไม่ควรให้เภสัชแก่ชนเหล่าอื่น.
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 433

ก็เมื่อภิกษุใช้ให้ญาตินำจตุปัจจัยมาตราบเท่าจนถึง ๗ ชั่วเครือสกุล โดยสืบ ๆ กันมาแห่งบุตรของญาติ ๑๐ จำพวก
มีพี่ชายเป็นต้นเหล่านั้นไม่เป็นการทำวิญญัติ เมื่อทำเภสัช (แก่ชนเหล่านั้น) ก็ไม่เป็นเวชกรรม
หรือ ไม่เป็นอาบัติ เพราะประทุษร้ายสกุล.

ถ้าพี่สะใภ้ น้องสะใภ้ หรือพี่เขย น้องเขย เป็นไข้,
ถ้าเขาเป็นญาติ, จะทำเภสัชแก่ญาติแม้เหล่านั้น ก็ควร.

ถ้าเขามิใช่ญาติพึงทำให้แก่พี่ชาย และพี่หญิง
ด้วยสั่งว่า จงให้ในที่ปฏิบัติของพวกท่าน.

อีกอย่างหนึ่ง
พึงทำให้แก่บุตรของเขา ด้วยสั่งว่า จงให้แก่มารดาและบิดาของพวกเจ้าเถิด.
พึงทราบวินิจฉัยในบททั้งปวงโดยอุบายนี้.

อันภิกษุเมื่อจะใช้สามเณรทั้งหลาย ให้นำเภสัชมาจากป่า
เพื่อประโยชน์แก่พี่สะใภ้
น้องสะใภ้เป็นต้นเหล่านั้น
ควรใช้พวกสามเณรที่เป็นญาติให้นำมา หรือ
พึงให้นำมาเพื่อประโยชน์แก่ตนแล้วจึงให้ไป.
แม้พวกสามเณรผู้ ไม่ใช่ญาติเหล่านั้นก็ควรนำมาด้วยหัวข้อวัตรว่า
พวกเราจะนำมาถวายพระอุปัชฌายะ.

โยมมารดาและบิดาของพระอุปัชฌายะ เป็นไข้ มายังวิหาร, และ
พระอุปัชฌายะหลีกไปสู่ทิศเสีย.
สัทธิวิหาริก ควรให้เภสัชอัน เป็นของ ๆ พระอุปัชฌายะ.

ถ้าไม่มีควรบริจาคเภสัชของตน ถวายพระอุปัชฌายะให้ไป.
แม้เมื่อของ ๆ ตนก็ไม่มีควรแสวงหาทำให้เป็นของ ๆ พระอุปัชฌายะ
แล้วให้ไป โดยนัยดังกล่าวแล้ว.ในโยม
มารดาและ
บิดา
ของสัทธิวิหาริก
แม้พระอุปัชฌายะก็ควรปฏิบัติเหมือน อย่างนั้นเหมือนกัน.
ในอาจารย์และอันเตวาสิกก็นัยนี้.




[ภิกษุควรทำยาให้ คน ๕ จำพวก]
บุคคลแม้อื่นใด คือ
คนจรมา ๑
โจร ๑
นักรบแพ้ ๑
ผู้เป็นใหญ่ ๑
คนที่พวกญาติสละเตรียมจะไป ๑

เป็นไข้ เข้าไปสู่วิหาร
ภิกษุผู้ไม่หวังตอบแทน
ควรทำเภสัช แก่คนทั้งหมดนั้น.

ตระกูลที่มีศรัทธาบำรุงด้วย
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 434
ปัจจัย ๔ ย่อมตั้งอยู่ในฐานเป็นมารดาและบิดาของภิกษุสงฆ์.
ถ้าในตระกูลนั้นมีคนบางคน เป็นไข้,
ชนทั้งหลายเรียนขอเพื่อประโยชน์แก่ผู้เป็นไข้นั้นว่าท่านขอรับ !
ขอพระคุณท่านทำเภสัชให้ ด้วยความวิสาสะเถิด, ไม่ควรให้ ทั้งไม่ควรทำเลย.

ก็ถ้าพวกเขารู้สิ่งที่ควร เรียนถามอย่างนี้ว่า ท่านขอรับ !
เขาปรุงเภสัชอะไรแก้โรคชื่อโน้น ?
ภิกษุจะตอบว่า เขาเอาสิ่งนี้และสิ่งนี้ทำ(เภสัช) ดังนี้ ก็ควร.
 
ก็ภิกษุถูกคฤหัสถ์เรียนถามอย่างนี้ว่า ท่านขอรับ !มารดาของกระผมเป็นไข้
ขอได้โปรดบอกเภสัชด้วยเถิด ดังนี้ ไม่ควรบอก.
แต่ควรสนทนาถ้อยคำกะกันและกันว่า อาวุโส !
ในโรคชนิดนี้ ของภิกษุชื่อโน้น เขาปรุงเภสัชอะไรแก้ ?
ภิกษุทั้งหลายเรียนว่า เขาเอาสิ่งนี้และนี้ปรุงเภสัช ขอรับ !
ฝ่ายชาวบ้าน ฟังคำสนทนานั้นแล้ว ย่อมปรุงเภสัชแก่มารดา;
ข้อที่ภิกษุสนทนากันนั้น ย่อมควร.

[เรื่องพระมหาปทุมเถระสนทนาเรื่องยาแก้โรค]
ได้ยินว่า
แม้พระมหาปทุมเถระ เมื่อพระเทวีของพระเจ้าวสภะ เกิดประชวรพระโรคขึ้น
ก็ถูกนางนักสนมคนหนึ่งมาเรียนถาม ท่านก็ ไม่พูด ว่าไม่รู้
ได้สนทนากับพวกภิกษุเหมือนอย่างที่กล่าวมาแล้วนนี้แล.

ข้าราชบริพารฟังคำสนทนานั้นแล้ว ได้ปรุงเภสัชถวายแด่พระเทวีพระองค์นั้น.
และเมื่อพระโรคสงบลงแล้ว ข้าราชบริพารได้บรรทุกผอบเภสัชให้เต็ม
พร้อมทั้งไตรจีวรและกหาปณะ ๓๐๐ นำไปวางไว้ใกล้เท้าของพระเถระ
แล้ว เรียนว่า ท่านเจ้าข้า ! โปรดทำการบูชาด้วยดอกไม้เถิด.

พระเถระคิดว่า
นี้ชื่อว่าเป็นส่วนของอาจารย์ แล้วให้ไวยาจักรรับไว้ด้วยอำนาจเป็นของกับปิยะ
ได้ทำการบูชาด้วยดอกไม้แล้ว. ภิกษุควรปฏิบัติในเภสัชอย่างนี้ก่อน.
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 435



7

(๑๗๐) ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากพระวิหารจงกรมแล้ว.
แม้อัมพัฏฐมาณพก็ออกจากพระวิหารเดินจงกรม
ขณะที่อัมพัฏฐมาณพเดินจงกรมตามพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่นั้น
ได้พิจารณาดูมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ
ในพระกายของพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 519
ก็ได้เห็นมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ โดยมาก เว้นอยู่ ๒ ประการ คือ
พระคุยหะเร้นอยู่ในฝัก ๑
พระชิวหาใหญ่ ๑
จึงยังเคลือบแคลงสงสัย ไม่เชื่อไม่เลื่อมใสอยู่.

ลำดับนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำริว่า
อัมพัฏฐมาณพนี้เห็นมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการของเรา โดยมาก
เว้นอยู่ ๒ ประการ คือ
คุยหะเร้นอยู่ในฝัก ๑
ชิวหาใหญ่ ๑
ยังเคลือบแคลงสงสัย ไม่เชื่อไม่เลื่อมใสอยู่.
ทันใดนั้นจึงทรงบันดาลอิทธาภิสังขาร ให้อัมพัฏฐมาณพได้เห็นพระคุยหะ
เร้นอยู่ในฝัก และ ทรงแลบพระชิวหาสอดเข้าช่องพระกรรณทั้ง ๒ กลับไปกลับมา
สอดเข้าช่องพระนาสิกทั้ง ๒ กลับไปกลับมา
แผ่ปิดจนมิดมณฑลพระนลาต.

(๑๗๑) ครั้งนั้น อัมพัฏฐมาณพคิดว่า
พระสมณโคดมประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ บริบูรณ์
ไม่บกพร่อง ดังนี้แล.
เขาจึงได้ทูลลาพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอทูลลาไป ณ บัดนี้
ข้าพเจ้ามีกิจมาก มีธุระมาก.
ดูก่อนอัมพัฏฐะ เธอจงสำคัญกาลอันควรบัดนี้.
แล้วอัมพัฏฐมาณพก็ขึ้นรถเทียมลากลับไป.



8
ลำดับนั้น
ท่านพระสีวลีเถระ ได้บรรลุพระอรหัต ได้รับเอตทัคคะแล้ว
ระลึกถึงบุรพกรรมของตนแล้ว เกิดความโสมนัสใจ

เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนได้เคยประพฤติมาแล้วในกาลก่อน
จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า
ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน ดังนี้.
ข้าพเจ้า จักกระทำการพรรณนาเนื้อความเฉพาะบทที่ยากเท่านั้น.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 351

บทว่า สีลํ ตสฺส อสงฺเขยฺย ความว่า
ศีลของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ พระองค์นั้น
กำหนดนับไม่ได้ สิกขาบททั้งหลายที่ตรัสไว้แล้ว อย่างนี้ว่า:-
สังวรวินัยเหล่านี้คือ
จำนวน ๙ พันโกฏิ,๑๘๐ โกฏิ, ๕ ล้าน และอื่นอีก ๓๖

พระสัมพุทธเจ้าทรงประกาศไว้แล้ว คือ
ทรงแสดงไว้แล้วโดยมุขเปยยาล ในสิกขาวินัยสังวรแล.

อธิบายว่า
ก็ศีลของพระผู้มีพระภาคเจ้า อันใคร ๆ ไม่อาจจะกำหนดนับได้โดยสิ้นเชิง.

บทว่า สมาธิวชิรูปโม ความว่า เพชรที่อยู่ ย่อมทำการตัดรัตนะเช่น
แก้วอินทนิล
แก้วไพฑูรย์
แก้วมณี
แก้วผลึก และ
เพชรตาแมว เป็นต้น
ให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยได้ ฉันใด
สมาธิในโลกุตตรมรรคของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน คือ
ย่อมแทง
ย่อมทำลาย
ย่อมตัดได้เด็ดขาด
ซึ่งธรรมทั้งหลายอันเป็นฝ่ายตรงกันข้ามและเป็นข้าศึก.

บทว่า อสงฺเขยฺยํ ญาณวรํ ความว่า หมู่แห่งพระญาณ เช่น พระสยัมภูญาณและ
พระสัพพัญญุตญาณเป็นต้นของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ซึ่งสามารถ
เพื่อจะรู้และแทงตลอดอริยสัจ ๔ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ และสังขตธรรมและ
อสังขตธรรมทั้งหลายได้ อันบุคคลกำหนดนับไม่ได้ คือ ปราศจากการนับ
โดยประเภทเป็นอดีต อนาคต และปัจจุบันเป็นต้น.

บทว่า วิมุตฺติ จ อโนปมา ความว่าวิมุตฺติ ๔ มีโสดาปัตติผลเป็นต้น
ไม่มีข้ออุปมา ปราศจากข้ออุปมาเพราะพ้นจากสังกิเลสทั้งหลาย
อันใคร ๆ ไม่สามารถเพื่อจะอุปมาว่า เป็นเช่นกับสิ่งเหล่านี้.
คำที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาสีวลิเถราปทาน
9
เรื่อง บัญชีกองทุนเพื่อการกุศล "เฉพาะกิจ" เกี่ยวกับ การช่วยเหลือเด็กชายศิลา สีทา (น้องแซม) และเด็กชายธีรวุฒิ จันมา (น้องฟลุ๊ค)





10
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ - หน้าที่ 149
อรรถกถาจันทกุมารชาดก
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฏ ทรงปรารภพระเทวทัต
จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ราชาสิ ลุทฺทกมฺโม ดังนี้.
เรื่องของพระเทวทัตนั้น มาแล้วในสังฆเภทกขันกะแล้วนั่นแล.
เรื่องนั้น นับจำเดิมแต่เวลาที่ท่านออกผนวชแล้วตราบเท่าถึงให้ปลงพระชนมชีพ
ของพระเจ้าพิมพิสาร พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในที่นั้นนั่นเอง.


ฝ่ายพระเทวทัต ครั้นให้ปลงพระชนมชีพพระเจ้าพิมพิสารแล้ว
ก็เข้าไปเฝ้าพระเจ้าอชาตศัตรูทูลว่า ดูก่อนมหาราช
มโนรถของพระองค์ถึงที่สุดแล้ว
ส่วนมโนรถของของอาตมา ก็ยังหาถึงที่สุดก่อนไม่.
พระราชาได้ทรงฟังดังนั้นจึงตรัสถามว่า
ดูก่อนท่านผู้เจริญ ก็มโนรถของท่านเป็นอย่างไร ?

พระเทวทัต. ดูก่อนมหาราช
เมื่อฆ่าพระทสพลแล้วอาตมาจักเป็นพระพุทธเจ้ามิใช่หรือ ?

พระราชาตรัสถามว่า ก็ในเพราะเรื่องนี้ควรเราจะทำอย่างไรเล่า ?
เทวทัต. ดูก่อนมหาราช ควรจะให้นายขมังธนูทั้งหลายประชุมกัน.

พระราชาทรงรับว่า ดีละ ท่านผู้เจริญ
จึงให้ประชุมนายขมังธนูจำพวกที่ยิงไม่ผิดพลาดรวม ๕๐๐ ตระกูล
ทรงเลือกจากคนเหล่านั้นไว้ ๓๑ คน
ตรัสสั่งว่า พ่อทั้งหลาย พวกเจ้าจงทำตามคำสั่งของพระเถระ
ดังนี้แล้วจึงส่งไปยังสำนักพระเทวทัต.

พระเทวทัตเรียกผู้เป็นใหญ่ ในบรรดาพวกนายขมังธนูเหล่านั้นมาแล้วกล่าวอย่างนี้ว่า
ท่านผู้มีอายุ พระสมณโคดมประทับอยู่ ณ เขาคิมฌกูฏเสด็จจงกรมอยู่ในที่พักกลางวันในที่โน้น.
ส่วนท่านจงไปในที่นั้น ยิงพระสมณโคดมด้วยลูกศรอาบด้วยยาพิษ ให้สิ้นพระชนมชีพแล้ว จงกลับโดยทางชื่อโน้น.

พระเทวทัตนั้น ครั้นส่งนายขมังธนูผู้ใหญ่นั้นไปแล้ว จึงพักนายขมังธนูไว้ในทางนั้น ๒ คน
ด้วยสั่งว่า จักมีบุรุษคนหนึ่งเดินทางมาโดยทางที่พวกท่านยืนอยู่
พวกท่านจงปลงชีวิตบุรุษนั้นเสีย แล้วกับมาโดยทางโน้น.

ในทางนั้นพระเทวทัตจึงวางบุรุษไว้๔ คน
ด้วยสั่งว่า โดยทางที่พวกท่านยืนอยู่ จักมีบุรุษเดินมา ๒ คน
ท่านจงปลงชีวิตบุรุษ ๒ คนนั้นเสีย แล้วกลับมาโดยทางชื่อโน้น.

ในทางนั้น พระเทวทัตวางคนไว้ ๘ คน ด้วยสั่งว่า
โดยทางที่พวกท่านยืนอยู่จักมีบุรุษ ๔ คนเดินทางมา
พวกท่านจงปลงชีวิตบุรุษทั้ง ๔ คนนั้นเสีย แล้วกลับโดยทางชื่อโน้น.

ในทางนั้น พระเทวทัตวางบุรุษไว้ ๑๖ คน
ด้วยสั่งว่าโดยทางที่พวกท่านไปยืนอยู่ จักมีบุรุษเดินมา ๘ คน
ท่านจงปลงชีวิตบุรุษทั้ง๘ คนนั้นเสีย แล้วจงกลับมาโดยทางชื่อโน้น.

ถามว่า ก็เพราะเหตุไรพระเทวทัตจึงทำอย่างนั้น.
แก้ว่า เพราะปกปิดกรรมชั่วของตน.
ได้ยินว่า พระเทวทัตได้ทำดังนั้น เพื่อจะปกปิดกรรมชั่วของตน.

ลำดับนั้น
นายขมังธนูผู้ใหญ่ ขัดดาบแล้วทางข้างซ้าย ผูกแล่งและศรไว้ข้างหลังจับธนูใหญ่ทำด้วยเขาแกะ
ไปยังสำนักพระตถาคตเจ้า จึงยกธนูขึ้นด้วยสัญญาว่า เราจักยิงดังนี้แล้ว
จึงผูกสอดลูกศร ฉุดสายมาเพื่อจะยิง ก็ไม่สามารถจะยิงไปได้.

พระศาสดา ได้ทรงให้คร่าธนูมาแล้ว หาได้ประทานให้ยิงไปได้ไม่.
นายขมังธนูผู้ใหญ่นั้น เมื่อไม่อาจแม้จะยิงลูกศรไปก็ดี ลดลงก็ดี ก็ได้เป็นคนลำบากใจ
เพราะสีข้างทั้งสองเป็นเหมือนจะหักลง น้ำลายก็ไหลนองออกจากปาก.
ร่างกายทั้งสิ้นเกิดแข็งกระด้าง ได้เป็นเสมือนถึงอาการอันเครื่องยนต์บีบคั้น.
นายขมังธนูนั้นได้เป็นคนอันมรณภัยคุกคามแล้วยืนอยู่.

ลำดับนั้น
พระศาสดา ทรงทอดพระเนตรเห็นดังนั้นแล้ว ทรงเปล่งด้วยเสียงอันไพเราะ
ตรัสปลอบนายขมังธนูว่า พ่อบุรุษผู้โง่เขลาท่านอย่ากล่าวเลย จงมาที่นี้เถิด.

ในขณะนั้น
นายขมังธนูก็ทิ้งอาวุธเสีย กราบลงด้วยศีรษะแทบพระบาทพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วทูลว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
โทษได้ล่วงข้าพระพุทธเจ้าแล้ว โดยที่เป็นคนเขลา คนหลง คนชั่วบาป
ข้าพระพุทธเจ้ามิได้รู้จักคุณของพระองค์ จึงได้มาแล้ว เพื่อปลงพระชนมชีพของ
พระองค์ ตามคำเสี้ยมสอนของพระเทวทัตผู้เป็นอันธพาล

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ขอพระองค์จงอดโทษข้าพระพุทธเจ้า
ข้าแต่พระสุคตขอพระองค์จงอดโทษข้าพระพุทธเจ้า
ข้าแต่พระองค์ผู้รู้โลก ขอพระองค์จงอดโทษข้าพระพุทธเจ้า
ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอดโทษให้ตนแล้วก็นั่งลงในที่สุดส่วนข้างหนึ่ง.

ลำดับนั้น
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศสัจจะทั้งหลาย ยังนายขมังธนูให้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว
ดำรัสสอนว่า ท่านผู้มีอายุ ท่านอย่าเดินทางไปตามทางที่พระเทวทัตชี้ให้
จงไปเสียทางอื่น แล้วส่งนายขมังธนูนั้นไป.

ก็แล้วครั้นส่งนายขมังธนูไปแล้ว พระองค์ก็เสด็จลงจากที่จงกรมไปประทับอยู่ ณ โคนไม้ต้นหนึ่ง.

ลำดับนั้น
เมื่อนายขมังธนูผู้ใหญ่มิได้กลับมา
นายขมังธนูอีก ๒ คนที่คอยอยู่ก็คิดว่า
อย่างไรหนอเขาจึงล่าช้าอยู่
ออกเดินสวนทางไป ครั้นเห็นพระทศพล
ก็เข้าไปถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่สุดส่วนข้างหนึ่ง.

พระศาสดาครั้นทรงประกาศพระอริยสัจแก่ชนทั้ง ๒ ยังเขาให้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล
แล้วดำรัสสอนว่า ท่านผู้มีอายุ
ท่านอย่าเดินไปทางที่พระเทวทัตบอก
จงไปโดยทางนี้ แล้วก็ส่งเขาไป โดยอุบายนี้
เมื่อทรงประกาศพระอริสัจ ยังนายขมังธนูแม้นอกนี้ ที่มานั่งเฝ้า ให้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว
ก็ทรงส่งไปโดยทางอื่น.

ลำดับนั้น
นายขมังธนูผู้ใหญ่นั้น กลับมาถึงก่อน ก็เข้าไปหาพระเทวทัต
กล่าวว่า ข้าแต่พระเทวทัตผู้เจริญ
ข้าพเจ้าหาได้อาจปลงพระชนมชีพพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่
พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ย่อมทรงฤทธิ์อันยิ่งใหญ่ ทรงอานุภาพอันยิ่งใหญ่.

ส่วนบรรดานายขมังธนูเหล่านั้น รำพึงว่า เราทั้งหมดนั้นอาศัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้รอดชีวิตแล้ว
ก็ออกบรรพชาในสำนักพระศาสดา แล้วทรงบรรลุพระอรหัตทุกท่าน.


หน้า: [1] 2 3 ... 10